แม้มหกรรมฟุตบอลโลก 2026 จะสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่สำหรับตลาดทองคำแล้ว ปัจจัยที่นักลงทุนจับตายังคงเป็นเรื่องของอัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากกว่า
ประเด็นสำคัญ
ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่า ราคาทองคำโลกยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง หลังปรับตัวลงทำจุดต่ำสุดบริเวณ 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (SMA200) ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สะท้อนภาพการลงทุนที่กลับเข้าสู่โหมดระมัดระวังมากขึ้น และทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มประเมินความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำอาจอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์ หากปัจจัยมหภาคยังไม่เอื้อต่อการฟื้นตัว
ฟุตบอลโลกครั้งประวัติศาสตร์กับเม็ดเงินเศรษฐกิจมหาศาล
ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว ตลาดกลับได้รับปัจจัยใหม่ที่น่าสนใจจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมจากการแข่งขัน FIFA World Cup 2026
การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม 2026 โดยมีสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ร่วมเป็นเจ้าภาพ นับเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่ขยายจำนวนทีมจาก 32 ทีมเป็น 48 ทีม และเพิ่มจำนวนการแข่งขันเป็น 104 นัด ทำให้กลายเป็นทัวร์นาเมนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ขนาดของการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าจะช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในอเมริกาเหนืออย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร การขนส่ง การจัดอีเวนต์ และอุตสาหกรรมบันเทิงในเมืองเจ้าภาพของสหรัฐฯ
ผลการศึกษาของ OpenEconomics (OE) ซึ่งเผยแพร่ผ่าน FIFA และองค์การการค้าโลก (WTO) ระบุว่า ฟุตบอลโลก 2026 อาจสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้สหรัฐฯ ราว 17,200 ล้านดอลลาร์ และสนับสนุนการจ้างงานประมาณ 185,000 ตำแหน่ง ผ่านการใช้จ่ายด้านการเดินทาง การท่องเที่ยว และภาคบริการ แม้เม็ดเงินดังกล่าวจะมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ผลประโยชน์มีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในเมืองเจ้าภาพและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เศรษฐกิจแข็งแรง อาจไม่ใช่ข่าวดีของทองคำ
การฟื้นตัวของภาคบริการและตลาดแรงงานอาจช่วยเสริมภาพลักษณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะสั้น ซึ่งส่งผลต่อการคาดการณ์นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนในตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม ฮั่วเซ่งเฮงมองว่า ฟุตบอลโลกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำในระยะถัดไป เพราะนักลงทุนยังให้น้ำหนักกับปัจจัยมหภาคที่สำคัญกว่า โดยเฉพาะ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่
- ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
- แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ภายใต้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ
- ทิศทางค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่ยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาทองคำ เนื่องจากเศรษฐกิจที่แข็งแรงมีแนวโน้มผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) และค่าเงินดอลลาร์ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ และลดความน่าสนใจของสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะสั้น
“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์และ Bond Yield ในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยหลักที่ตลาดให้ความสำคัญยังคงอยู่ที่แนวโน้มนโยบายการเงินของ Fed ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และทิศทางเงินเฟ้อโลก” ฮั่วเซ่งเฮงระบุ
ทองคำเสีย Momentum แต่ยังไม่เข้าสู่ขาลงเต็มตัว
ในมุมมองทางเทคนิค ฮั่วเซ่งเฮงประเมินว่าราคาทองคำอยู่ในภาวะ ‘เสีย Momentum’ หลังหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งสะท้อนแรงกดดันระยะสั้นที่ยังคงอยู่
อย่างไรก็ดี การปรับฐานรอบนี้อาจยังไม่ใช่สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านสู่แนวโน้มขาลงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานระยะยาวยังคงสนับสนุนทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง ทั้งความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงทั่วโลก และการเข้าซื้อทองคำอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางหลายประเทศ
สำหรับระยะต่อจากนี้ นักลงทุนควรติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้อ นโยบายเศรษฐกิจและการเงินของสหรัฐฯ รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพราะปัจจัยเหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อทิศทางราคาทองคำมากกว่าแรงหนุนทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมหกรรมกีฬาโลก
ท้ายที่สุด ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นเพียงแรงส่งระยะสั้นที่ช่วยเติมสีสันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่สำหรับตลาดทองคำแล้ว เกมสำคัญยังคงอยู่ที่การต่อสู้ระหว่างเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนในช่วงที่เหลือของปีมากกว่าเสียงเชียร์จากข้างสนาม
ภาพ: Rokas Tenys / Shutterstock

