ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จพระยา ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในกรุงเทพมหานครเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างพฤติกรรมการบริโภคและการจัดสรรสภาพคล่องทางการเงินของประชาชน
โดยมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านการเปลี่ยนเป้าหมายการซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อไปสู่ร้านค้ารายย่อยและตลาดสดในสัดส่วนที่สูง ขณะเดียวกันผลสำรวจยังสะท้อนความท้าทายในด้านการควบคุมราคาสินค้าของร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ ให้ข้อมูลภาพรวมของโครงการไทยช่วยไทยพลัสว่าเป็นมาตรการที่รัฐบาลร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่ายสมทบเอง 40% กำหนดวงเงินสูงสุดไว้ที่ 4,000 บาทต่อคน โดยมีระยะเวลาการใช้จ่ายตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 30 กันยายน 2569 สามารถใช้สิทธิได้ระหว่างเวลา 06:00 – 23:00 น. ของทุกวัน
เงื่อนไขการใช้สิทธิถูกจำกัดวงเงินไว้ที่ 1,000 บาทต่อเดือน และรัฐบาลจะช่วยจ่ายให้สูงสุดวันละ 200 บาท โดยกรณีที่สิ้นเดือนแล้วยังใช้สิทธิในเดือนนั้นไม่หมด ยอดเงินจะถูกตัดทันทีโดยไม่มีการสะสมหรือทบไปให้ในเดือนถัดไป ประชาชนสามารถใช้งานระบบผ่าน G-Wallet บนแอปพลิเคชันเป๋าตัง ซึ่งมาตรการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าครองชีพและสร้างเงินหมุนเวียนในกลุ่มร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วประเทศ
ผลการสำรวจด้านความพึงพอใจของประชาชนต่อรูปแบบใหม่ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในระดับมาก คิดเป็น 55.4% รองลงมาคือระดับปานกลาง 41.4% และระดับน้อย 3.2% เมื่อให้กลุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบระหว่างโครงการไทยช่วยไทยพลัส (สัดส่วน 60/40) กับโครงการคนละครึ่ง (สัดส่วน 50/50) ในอดีต
พบว่ากลุ่มตัวอย่างนิยมโครงการไทยช่วยไทยพลัสมากกว่า คิดเป็น 46.9% ขณะที่กลุ่มตัวอย่าง 37.3% รู้สึกไม่แตกต่างกันมากนัก และมีเพียง 15.8% ที่ชอบโครงการคนละครึ่งรูปแบบเดิมมากกว่า
สำหรับการประเมินประสิทธิภาพในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน กลุ่มตัวอย่างระบุว่าสามารถช่วยบรรเทาภาระได้ในระดับมากที่สุด 37.1% ระดับปานกลาง 29.9% ระดับมาก 28.6% ระดับน้อย 3% และระบุว่าช่วยไม่ได้เลย 1.4%
โครงการดังกล่าวส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องทางการเงินของประชาชน โดยกลุ่มตัวอย่าง 33.2% ระบุว่าทำให้สามารถซื้อของได้ในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิม รองลงมา 25.4% ระบุว่าทำให้มีเงินเหลือพอไปจ่ายหนี้สินหรือบิลค่าน้ำค่าไฟได้ตรงเวลา อีก 19.2% ระบุว่าทำให้มีเงินเหลือเก็บออมเพิ่มขึ้น และ 15.4% ระบุว่าทำให้กล้าซื้ออาหารหรือของใช้ที่มีคุณภาพดีขึ้น ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่รู้สึกว่าไม่ได้มีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมีสัดส่วนอยู่ที่ 6.8%
เมื่อพิจารณาถึงการจัดการเงินส่วนที่ประหยัดได้จากโครงการ พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 53.7% เลือกที่จะนำเงินส่วนต่างไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอื่นเพิ่มเติม รองลงมาคือการนำไปเก็บออม 20.7% นำไปชำระหนี้ 16.9% และระบุว่าไม่แน่ใจ 8.7%
มาตรการนี้ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกใช้บริการร้านค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มตัวอย่าง 44.8% เปลี่ยนมาซื้อของจากร้านค้ารย่อยหรือตลาดสดแทนการเข้าห้างสรรพสินค้าหรือร้านสะดวกซื้อ ขณะที่ 38.7% เลือกซื้อร้านค้ารายย่อยสลับกับร้านสะดวกซื้อตามปกติ และมีเพียง 16.5% ที่ยังคงซื้อสินค้าจากร้านเดิมที่เคยซื้ออยู่แล้วโดยเปลี่ยนเฉพาะวิธีการชำระเงิน
ในส่วนของประเภทสินค้าที่ประชาชนนิยมใช้สิทธิมากที่สุด ได้แก่ อาหารปรุงสำเร็จ อาหารตามสั่ง และเครื่องดื่ม คิดเป็น 33.9% รองลงมาคือของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน และผงซักฟอก 31.3% วัตถุดิบสำหรับการทำอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ 29% และยารักษาโรคหรืออุปกรณ์ทางการแพทย์พื้นฐาน 5.8%
จากการสำรวจความเห็นเกี่ยวกับปัญหาที่พบในการร่วมโครงการ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 31.4% ระบุว่าไม่พบปัญหาใดๆ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ถูกสะท้อนออกมามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือ การที่ร้านค้าฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าหรือคิดค่าบริการเพิ่ม ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 26.7% ตามมาด้วยปัญหาระบบแอปพลิเคชันขัดข้อง สแกนจ่ายยาก หรือระบบทำงานช้า 18% การหาร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการยาก 10.8% การจำกัดสิทธิไม่ครอบคลุมสินค้าที่จำเป็นบางประเภท 10.5% และพบพฤติกรรมการทุจริตหรือการรับแลกสิทธิเป็นเงินสด 2.6%
โครงการสำรวจนี้จัดทำขึ้นโดยการเก็บข้อมูลจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,134 กลุ่มตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 6 – 9 มิถุนายน 2569 โดยใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane คำนวณจากฐานประชากรที่เกิน 100,000 คน ภายใต้ระดับความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 3% ซึ่งกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำไว้ที่ 1,111 กลุ่มตัวอย่าง
โครงสร้างข้อมูลประชากรศาสตร์ของกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย เพศชาย 51.6% เพศหญิง 43.5% และไม่ระบุเพศ 4.9% เมื่อจำแนกตามช่วงอายุ พบว่าเป็นกลุ่มอายุ 18 – 25 ปี 32.1% กลุ่มอายุ 26 – 35 ปี 31.2% กลุ่มอายุ 36 – 45 ปี 25.3% กลุ่มอายุ 46 – 55 ปี 6.8% และกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป 4.6%
ด้านการจำแนกตามโครงสร้างอาชีพ พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น นักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา 27.2% พนักงานบริษัทเอกชน 23.5% ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป 15.9% ข้าราชการ พนักงานของรัฐ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ 13.9% นักธุรกิจหรือเจ้าของกิจการส่วนตัว 10.4% และกลุ่มแม่บ้านหรือพ่อบ้าน 9.1%


