วันนี้ (11 มิถุนายน) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้เปิดเวที ‘TH-AI Passport Forum’ เชิญนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ท่ามกลางบรรยากาศที่มีทั้งการชี้แจงข้อเท็จจริง และการตั้งคำถามอย่างเข้มข้นต่อโครงการดังกล่าว
พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี ชี้แจงว่า โครงการเกิดขึ้นจากความพยายามลดช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของคนไทย หลังพบว่าประเทศไทยยังมีอัตราการใช้งาน AI ต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยตั้งเป้าหมายให้ประชาชน 5 ล้านคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ระดับ Pro และ Premium ควบคู่กับหลักสูตรพัฒนาทักษะด้าน AI กว่า 130 หลักสูตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ปลัดดีอียืนยันว่า การใช้งบประมาณจากกองทุนดีอีเป็นไปตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐทุกขั้นตอน พร้อมปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกหรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชน โดยระบุว่าข้อมูลการดำเนินโครงการถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทั้งหมด และอยู่ภายใต้การตรวจสอบของหลายหน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเปิดเวทีซักถาม ธีระชาติ ก่อตระกูล ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคำถามต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ถึงความสัมพันธ์กับเอกชนผู้ได้รับสัญญา รวมถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับรายละเอียดในทีโออาร์และกรอบเวลาการดำเนินโครงการที่รวดเร็วผิดปกติ ขณะที่รัฐมนตรียอมรับว่ารู้จักผู้ประกอบการรายดังกล่าว แต่ยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และขอให้ตรวจสอบบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลผู้ใช้งาน โดยเฉพาะประเด็นการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลของระบบ AI ซึ่งตัวแทนเอกชนชี้แจงว่า การประมวลผลของโมเดล AI หลักยังดำเนินการในต่างประเทศตามมาตรฐานของผู้ให้บริการ ขณะที่ข้อมูลโปรไฟล์และประวัติการใช้งานจะถูกจัดเก็บภายในประเทศไทย
ด้าน อนิศ โอสถานุเคราะห์ จาก Storytelling Forum มองว่า หากพิจารณาจากจำนวนเครื่องมือ AI และบริการที่รวมอยู่ในแพลตฟอร์มเดียว โครงการมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาตลาด พร้อมเสนอให้ภาครัฐกำหนดรูปแบบการจ่ายเงินตามจำนวนผู้ใช้งานจริง ซึ่ง พชร เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับผู้รับจ้างเพื่อปรับเงื่อนไขในลักษณะ “ใช้เท่าไร จ่ายเท่านั้น” เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดต่อเงินภาษีของประชาชน






















