สืบเนื่องจากกรณีที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการใช้งบประมาณสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อสนับสนุนการรักษาด้วยฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ โดยมีทัศนะว่า หากไม่ให้สิทธิดังกล่าวก็ไม่ส่งผลถึงชีวิต ทำให้นักการเมืองและนักนโยบายสาธารณะออกมาแสดงข้อเท็จจริงเพื่อโต้แย้งแนวคิดดังกล่าว
ประเด็นสำคัญ
งบ 145 ล้านบาท ปกป้องคนได้ถึง 2 หมื่นชีวิต ลดภาระสาธารณสุขระยะยาว
เบสท์ วงศ์ไพโรจน์กุล รองเลขาธิการและรองโฆษกพรรคไทยสร้างไทย ได้กล่าวถึงกรณีที่ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สว. ตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณในส่วนนี้ ว่าอาจสร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสังคมเกี่ยวกับความจำเป็นทางการแพทย์ของการรักษาประเภทนี้
การระบุว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรือหาก “ไม่ให้ฟรีก็ไม่ตาย” ถือเป็นการมองข้ามข้อเท็จจริงทางการแพทย์ เนื่องจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รับรองภาวะ Gender Dysphoria ในระบบ ICD-11 และองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ระดับสากลยอมรับว่าการบำบัดด้วยฮอร์โมนเป็นการรักษาที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม ความทุกข์ทางจิตใจจากภาวะดังกล่าวสามารถนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตนเอง หรือการสูญเสียชีวิตได้จริง การอภิปรายเรื่องนี้จึงควรอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานทางการแพทย์มากกว่าความรู้สึกส่วนบุคคล
ในด้านงบประมาณ สปสช. ได้จัดสรรงบสำหรับบริการดังกล่าวในปีงบประมาณ 2568 จำนวน 145.625 ล้านบาท เพื่อดูแลประชาชนประมาณ 20,000 คน เมื่อคำนวณแล้วจะตกเฉลี่ย 7,281 บาทต่อคนต่อปี หรือประมาณ 610 บาทต่อเดือนต่อคน ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับงบประมาณรวมของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี
นโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการแจกยาฟรี แต่เป็นการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบการรักษาที่ปลอดภัย มีการตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด ประเมินความเสี่ยง และติดตามผลอย่างต่อเนื่องโดยบุคลากรทางการแพทย์
ปัจจุบันคนข้ามเพศจำนวนมากต้องซื้อฮอร์โมนมาใช้เองจากช่องทางออนไลน์ ร้านขายยา หรือการแนะนำกันเองในชุมชน โดยไม่ได้รับการตรวจสุขภาพ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน โรคหัวใจและหลอดเลือด ความผิดปกติของตับ และความดันโลหิตสูง การนำผู้รับบริการเข้าสู่ระบบจึงเป็นการป้องกันปัญหาและลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาภาวะแทรกซ้อนในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสาธารณสุขสมัยใหม่ที่เน้นการป้องกันก่อนเกิดปัญหา เช่นเดียวกับนโยบายวัคซีน การคัดกรองมะเร็ง และการตรวจสุขภาพ
เบสท์ระบุเพิ่มเติมว่า หากต้องการตรวจสอบความคุ้มค่าของการใช้งบสาธารณสุข ควรพิจารณาประเด็นเชิงโครงสร้าง เช่น ประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณ การจัดซื้อยา หรือปัญหาทางการเงินของโรงพยาบาล มากกว่าการตั้งคำถามต่อสิทธิการรักษาของประชาชนกลุ่มเปราะบาง ระบบสาธารณสุขที่ดีคือระบบที่ทำให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงการรักษาตามความจำเป็นทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียม
สุขภาพไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า รัฐต้องเลือกจะจ่ายวันนี้หรือจ่ายแพงกว่าในวันหน้า
สอดคล้องกับความเห็นของ ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ นักนโยบายสาธารณะ และอดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐใช้เกณฑ์ในการตัดสินใจว่าสิ่งใดที่ไม่ให้แล้วไม่ตาย ระบบสุขภาพอาจต้องตัดบริการอื่นๆ ออกไปอีกจำนวนมาก เช่น บริการสุขภาพจิต การป้องกันโรค การคุมกำเนิด การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการให้วัคซีน
เป้าหมายของระบบสุขภาพไม่ได้มีหน้าที่เพียงการรักษาชีวิต แต่รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิต ศึกษา ทำงาน และมีศักยภาพอย่างเต็มที่
ธัญวัจน์นำเสนอแนวคิดเรื่องทุนมนุษย์ (Human Capital) โดยระบุว่างบประมาณสุขภาพคือการลงทุนเพื่อลดต้นทุนในอนาคต การที่รัฐออกแบบระบบบริการให้คนข้ามเพศเข้าถึงได้อย่างปลอดภัย จะช่วยลดต้นทุนจากปัญหาการใช้ฮอร์โมนที่ไม่ได้มาตรฐาน ลดภาวะแทรกซ้อน ลดปัญหาสุขภาพจิต และลดการสูญเสียศักยภาพทางเศรษฐกิจจากการหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือการว่างงาน
นอกจากนี้ การบำบัดด้วยฮอร์โมนไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มคนข้ามเพศ ระบบสาธารณสุขมีการใช้ฮอร์โมนในการดูแลผู้ป่วยหลายกลุ่ม เช่น การรักษาภาวะฮอร์โมนผิดปกติ การดูแลสตรีวัยหมดประจำเดือน การรักษาภาวะขาดฮอร์โมนในเพศชาย การคุมกำเนิด การรักษาภาวะมีบุตรยาก และโรคในระบบต่อมไร้ท่อ การพิจารณาของรัฐจึงควรตั้งอยู่บนข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ประโยชน์ต่อสุขภาพ และความคุ้มค่าของการลงทุน ไม่ใช่พิจารณาเพียงเพราะเป็นฮอร์โมน
คำถามสำคัญของการออกแบบระบบสุขภาพคือประเทศจะเลือกระบบที่รอรักษาเมื่อประชาชนป่วยหนัก หรือระบบที่ลงทุนตั้งแต่ต้นเพื่อลดต้นทุนในอนาคต สุขภาพไม่ใช่ต้นทุนที่สูญเปล่า แต่คือการลงทุนในมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดของประเทศ


