แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีปรากฏเป็นข่าวว่า ได้รับการประเมินผลปฏิบัติงานจาก กกต. ต่ำกว่าเกณฑ์ 60% ซึ่งอาจส่งผลให้หลุดจากตำแหน่งเลขาฯ กกต. ตามสัญญาจ้างนั้น
แสวงระบุสั้นๆ เพียงว่า “ผมเป็นผู้รับประเมิน จริงๆ ก็ไม่มีความเห็น”
เลขาธิการ กกต. ยังตอบกลับในเชิงหยอกล้อกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า วันพรุ่งนี้ (9 มิถุนายน) น่าจะได้เจอกันอีก เพราะเป็นวันครบรอบ 28 ปีของการสถาปนา กกต. “ลองตั้งคำถามที่หนักกว่านี้หน่อยก็แล้วกัน”
สื่อมวลชนยังขอให้ชี้แจงถึงรายงานข่าวว่า กกต. ชุดก่อนหน้านี้ ที่มี อิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. ได้มีมติ 4 ต่อ 3 เสียง ประเมินว่าผลปฏิบัติงานของเลขาธิการ กกต. ไม่ผ่านเกณฑ์
โดยแสวงย้ำว่า ไม่มีความเห็น จะได้รับแจ้งก็ต่อเมื่อมีมติออกมาแล้ว ซึ่งการประเมินนั้นหมดไปแล้วตั้งแต่การทำหน้าที่เมื่อปี 2568 ในเดือนกันยายน โดยเป็นเรื่องของคู่สัญญา
ส่วนจะมีแนวโน้มที่จะส่งเรื่องนี้ให้กฤษฎีกาตีความหรือไม่ว่า กกต. ที่หมดวาระไปแล้วยังสามารถลงมติประเมินผลปฏิบัติงานได้หรือไม่ แสวงเลี่ยงการตอบคำถาม โดยบอกเพียงว่า เป็นเนื้อหาในสัญญา แต่ตนเองรู้เท่าที่ควรจะรู้
ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วย กกต. มาตรา 56 และเงื่อนไขในสัญญาจ้างระบุไว้ว่า หากผลการประเมินไม่ถึง 60% จะต้องมีการยกเลิกสัญญาจ้างเลขาธิการ กกต.
ซึ่งตามรายงานข่าวระบุว่า ผู้ทำการประเมินซึ่งคือ กกต. ชุดที่แล้ว ได้ส่งผลการประเมินมาแล้ว 6 คน เหลือเพียง ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ เป็นคนสุดท้ายเท่านั้น
มีการคาดการณ์ด้วยว่า เรื่องนี้จะถูกบรรจุเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่เพื่อพิจารณายกเลิกสัญญาอย่างเป็นทางการในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ (5 มิถุนายน) ภัณฑิล น่วมเจิม สส. กทม. พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณีนี้
เขาตั้งคำถามว่า ในเมื่อเป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของปี 2568 แต่ทำไมกระแสข่าวหรือความชัดเจนเรื่องผลการประเมินเพิ่งจะหลุดออกมาในช่วงกลางปี 2569 ความล่าช้าผิดปกตินี้ สะท้อนถึงปัญหาการบริหารงานภายใน หรือจริงๆ แล้วเป็นการจงใจปล่อยข่าวเพื่อ ‘โยนหิน ถามทาง’ และมีนัยสำคัญทางการเมืองอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่
พร้อมชี้ให้เห็นว่าการ ‘เปลี่ยนม้ากลางศึก’ หรือการเปลี่ยนตัวผู้บริหารสูงสุดของสำนักงาน กกต. ในจังหวะที่ประเทศกำลัง สะสางคดีเลือกตั้งสำคัญๆ โดยเฉพาะ คดีฮั้ว สว. ปี 2567 อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องของสำนวนคดี


