×

สหรัฐฯ ติดหล่ม 100 วันสงครามรุกรานอิหร่าน: จุดจบของความเป็นเจ้าอำนาจและรุ่งอรุณแห่งระเบียบโลกใหม่

06.06.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบแสดงสถานการณ์ความขัดแย้งทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน

ในวันที่สหรัฐอเมริกาก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอยทางอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ บทบาทของอภิมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง จากเดิมที่สหรัฐฯ เคยดำรงสถานะเป็นทั้ง “สถาปนิก” ผู้ออกแบบกฎกติการะหว่างประเทศ เป็น “กรรมการ” ผู้ควบคุมการบังคับใช้กฎ และเป็น “ผู้เล่นหลัก” ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดจากระเบียบเสรีนิยมที่ตนเองสร้างขึ้น แต่ ณ วันนี้สหรัฐฯ ได้แปรสภาพกลายเป็น “ผู้ทำลายกฎกติกา” เสียเอง ปรากฏการณ์นี้สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดที่สุดผ่าน 100 วันสงครามรุกรานอิหร่านโดยพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่สั่นคลอนรากฐานของระเบียบเศรษฐกิจการเมืองโลกอย่างไม่อาจหวนคืน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความย้อนแย้งและคำถามเชิงยุทธศาสตร์ที่ท้าทายประชาคมโลก ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 แม้จะอยู่ระหว่างการเจรจา การพยายามผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) ที่เผยให้เห็นถึงความล้มเหลวของเป้าหมายดั้งเดิมในการโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม ความวิบัติจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซซ้อน (Double Blocking) ตลอดจนข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนทางเศรษฐกิจของกลุ่มผู้นำ บทความชิ้นนี้มุ่งเจาะลึกและวิเคราะห์พลวัตความขัดแย้งดังกล่าวผ่านเลนส์ของ 4 กรอบวิชาการหลัก ได้แก่ รัฐศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) และเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (International Political Economy)

 

ภาพลวงตาทางการทูต และยุทธศาสตร์ “สู้ไป เจรจาไป”

 

การตัดสินใจของสหรัฐฯ ในการเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้งในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 ทั้งที่โต๊ะเจรจาขยายเวลาหยุดยิงยังคงดำเนินอยู่ สร้างความกังขาต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ อย่างรุนแรง ทว่าในกรอบทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่ความไร้เหตุผลหรือความผิดพลาดทางการทูต แต่เป็นภาพสะท้อนของยุทธศาสตร์ “การทูตเชิงบังคับ” (Coercive Diplomacy) และยุทธวิธี “สู้ไป เจรจาไป” (Fight-and-Talk Strategy) สหรัฐฯ ต้องการส่งสัญญาณ (Signaling) อย่างชัดเจนว่า การยอมนั่งโต๊ะเจรจาไม่ได้หมายความว่าอำนาจทางการทหารของตนถูกป้องปราม (Deterred) การใช้กำลังทหารในขณะที่ปากกำลังเจรจา คือการสร้างสภาวะข่มขู่เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง (Bargaining leverage) และบีบให้อิหร่านต้องยอมรับเงื่อนไขโดยปราศจากข้อโต้แย้ง ซึ่งแน่นอนว่าสอดคล้องกับยุทธวิธีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชี่ยวชาญการเจรจาทางธุรกิจตามแนวทางในหนังสือเล่มแรกของเขา “The Art of the Deal”

 

อย่างไรก็ตาม ยุทธวิธีนี้ได้นำสหรัฐฯ ไปสู่ “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพันธมิตร” (Alliance Dilemma) อิหร่าน (ตามการคาดการณ์ของหลายฝ่าย) เลือกตอบกลับการโจมตีของสหรัฐฯ โดยโจมตีกลับไปยังฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศคูเวต ในฐานะพันธมิตรหลักและจุดศูนย์กลางทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Fulcrum) ที่กองทัพสหรัฐฯ ใช้เป็นฐานส่งกำลังบำรุง เมื่อแนวป้องกันนี้ถูกทดสอบ สหรัฐฯ จำเป็นต้องตอบโต้อย่างฉับพลัน หากสหรัฐฯ เลือกที่จะเพิกเฉยเพื่อรักษาสถานการณ์การเจรจา พันธมิตรกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียจะยิ่งรู้สึกอย่างรุนแรงมากยิ่งขึ้นถึงการถูก “ทอดทิ้ง” (Abandonment) และสูญเสียความเชื่อมั่นในร่มเกล้าความมั่นคง (Security Umbrellra) ของอเมริกา แต่เมื่อสหรัฐฯ เลือกที่จะลั่นไกตอบโต้ ก็เท่ากับเดินตกลง ถลำลึกลงไปใน “หลุมพรางของการถูกดึงเข้าสู่สงครามระยะยาว” (Entrapment) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การแตกหักของความน่าเชื่อถือสองมาตรฐาน (Bifurcation of Credibility) ในสายตาของศัตรูและรัฐที่เป็นกลาง สหรัฐฯ สูญเสีย “ความน่าเชื่อถือทางการทูต” อย่างสิ้นเชิง กลายเป็นตัวแสดงที่หน้าไหว้หลังหลอกและไม่สามารถไว้วางใจได้ ในขณะเดียวกัน สำหรับอิสราเอลและพันธมิตรอ่าวเปอร์เซีย (ที่อาจจะสูญเสียศรัทธาต่อสหรัฐฯ ไปแล้ว) สหรัฐฯ กลับมากู้ชื่อและได้รับ “ความน่าเชื่อถือด้านการทหาร” เพิ่มขึ้น (เล็กน้อย) เพราะพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่ากรุงวอชิงตันพร้อมที่จะปกป้องพันธมิตรเสมอ แม้จะต้องแลกกับการพังทลายของโต๊ะเจรจาสันติภาพระดับโลกก็ตาม การเลือกเส้นทางนี้ตอกย้ำว่าอ่าวเปอร์เซียยังคงเป็น “ทะเลสาบของอเมริกา” (American Lake) ที่ใครล้ำเส้นจะต้องถูกบดขยี้

 

จากการเปลี่ยนระบอบ สู่กำแพงภูมิรัฐศาสตร์แห่ง “อับราฮัม”

 

เมื่อมองย้อนกลับไป 100 วันที่แล้วถึงเป้าหมายแรกเริ่มในการบุกอิหร่านเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2026 สหรัฐฯ มุ่งหวังที่จะทำลายศูนย์กลางอำนาจ (Decapitation Strike) เพื่อนำไปสู่การโค่นล้มระบอบสาธารณรัฐอิสลาม (Regime Change) ทว่าในทางรัฐศาสตร์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความทนทานของระบอบ (Regime Resilience) เมื่อเผชิญภัยคุกคามจากภายนอก สังคมอิหร่านกลับเกิดปรากฏการณ์ “Rally ’round the flag” การรวมพลังชาตินิยมเพื่อปกป้องประเทศ โครงสร้างสถาบันผู้นำสูงสุด (Velayat-e Faqih) และกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (Islamic Revolutionary Guard Corps: IRGC) มีความเป็นสถาบัน (Institutionalized) ที่ฝังรากลึกเกินกว่าจะล่มสลายลงเพียงเพราะการสูญเสียผู้นำระดับสูงบางคน สหรัฐฯ จึงต้องยอมจำนนต่อความล้มเหลวทางยุทธวิธีนี้

 

การเปลี่ยนเป้าหมายมาสู่การยัดเยียดและผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) คือการปรับกระบวนทัศน์จากยุทธศาสตร์ “ทำลายล้าง” (Annihilation) มาเป็นยุทธศาสตร์ “ปิดล้อม” (Containment) ข้อตกลงนี้ไม่ได้เป็นเพียงสนธิสัญญาสันติภาพทางกระดาษ แต่คือความพยายามในการสร้างแนวกันชนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Cordon Sanitaire) หรือที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “NATO แห่งตะวันออกกลาง” (Middle East Strategic Alliance: MESA) ทางพฤตินัย การดึงประเทศอ่าวเปอร์เซียให้เข้ามาร่วมมือกับอิสราเอล คือการสร้างกำแพงสกัดกั้นอิทธิพลของเครือข่ายตัวแทนอิหร่าน (Axis of Resistance, Non-State Actors โดยเฉพาะ ฮามาส (Hamas) ในปาเลสไตน์, ฮิซบุลลอฮ์ (Hizbullah) ในซีเรียและเลบานอน, ฮูตี (Houthis) ในเยเมน และ ฮาชด์ อัล-ชาอาบี (Al-Hashd al-Shaabi) ในอิรัก) ไม่ให้แผ่ขยายจากเตหะรานไปสู่ชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน และ ทะเลแดง

 

ปรากฏการณ์นี้ยังอธิบายได้ชัดเจนผ่านทฤษฎีกลุ่มผลประโยชน์ (Interest Group Theory) ข้อสังเกตที่ว่า “สหรัฐฯ อยู่ใต้อำนาจของไซออนิสต์” สะท้อนผ่านอิทธิพลของเครือข่ายล็อบบี้ยิสต์ภายในกลไกการเมืองและเศรษฐกิจของหสรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม American Israel Public Affairs Committee (AIPAC) ที่มีอำนาจในการชี้จูงนโยบาย ยุทธศาสตร์ระดับชาติของสหรัฐฯ (Grand Strategy) ถูกผูกติด (Aligned) เข้ากับความอยู่รอดและผลประโยชน์สูงสุดของอิสราเอลอย่างแยกไม่ออก เมื่อการใช้ระเบิดทำลายนิติรัฐอิหร่านไม่สำเร็จ สหรัฐฯ จึงต้องใช้อำนาจเชิงโครงสร้าง (Structural Power) เพื่อบีบให้อิหร่านยอมถอดเขี้ยวเล็บตนเองและถูกกลืนเข้าสู่สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่ที่มีเทลอาวีฟและวอชิงตันเป็นศูนย์กลาง

 

ในมิติภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geoeconomics) สหรัฐฯ และอิสราเอลใช้การพึ่งพาอาศัยกันที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ (Weaponized Interdependence) อิสราเอลครอบครองเทคโนโลยีล้ำสมัยในฐานะ Tech-Hegemon ขณะที่กลุ่มอ่าวเปอร์เซียครอบครองทุนมหาศาล การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทางเลือก เช่น ระเบียงเศรษฐกิจอินเดีย-ตะวันออกกลาง-ยุโรป (India-Middle East-Europe Economic Corridor – IMEC) มุ่งเป้าที่จะสร้างเครือข่ายลอจิสติกส์ที่ “ข้ามหัวอิหร่านและหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ” หากอิหร่านตกลงเข้าร่วมโครงสร้างนี้ ย่อมหมายถึงการสูญเสียอำนาจต่อรองทางยุทธศาสตร์ไปโดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ การผลักดันข้อตกลงยังเป็นการ ถ่ายโอนต้นทุนความมั่นคง (Burden Shifting) ภายใต้นโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐฯ บังคับให้รัฐอ่าวเปอร์เซียต้องจ่ายค่าความคุ้มครองตนเอง เพื่อเปิดทางให้กองทัพสหรัฐฯ สามารถถอนตัวไปทำสงครามเทคโนโลยีเต็มรูปแบบกับ “จีน” ในอินโด-แปซิฟิก

 

วิกฤตการณ์ “ปิดกั้นซ้อน” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ และผลกระทบทั่วโลก

 

หนึ่งในบาดแผลที่ลึกที่สุดจากสงครามครั้งนี้ คือวิกฤตการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นจุดคอขวดทางยุทธศาสตร์ (Chokepoint) ที่สำคัญที่สุดของสายเลือดเศรษฐกิจโลก สถานะเดิม (Status Quo) ก่อนการปะทุของสงครามคือการที่ช่องแคบยังคงเปิดให้บริการเดินเรือได้อย่างเสรี การที่พันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอลเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน ถือเป็นการทำลายสถานะเดิมดังกล่าว ในมุมมองของอิหร่าน การปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงเป็นการใช้ ยุทธศาสตร์การป้องปรามแบบอสมมาตร (Asymmetric Deterrence) เพื่อตอบโต้การคุกคามอธิปไตย เมื่อประเมินจากหลักเหตุและผล (Chain of Causality) ประชาคมโลกย่อมตระหนักดีว่า สหรัฐฯ คือ “ตัวเร่งปฏิกิริยา” (Provocateur) ที่บีบให้อิหร่านไม่มีทางเลือกอื่น ความรับผิดชอบทางศีลธรรมจึงตกอยู่กับวอชิงตันในฐานะผู้จุดชนวน

 

สถานการณ์เลวร้ายลงสู่ขั้นวิกฤตเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์สั่งใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเล (Naval Blockade) ซ้ำในวันที่ 13 เมษายน 2026 สิ่งนี้ก่อให้เกิดสภาวะ “การปิดกั้นซ้อน” (Double Blocking) นี่คือการปะทะกันอย่างสมบูรณ์แบบระหว่าง “มหาอำนาจทางทะเลระดับโลก” (Global Sea Power) ที่พยายามควบคุมเส้นทางคมนาคมทางทะเล (Sea lines of communications – SLOCs) กับ “มหาอำนาจทางบกระดับภูมิภาค” ที่ใช้ภูมิศาสตร์ภูเขาและชายฝั่งสร้างระบบ “ต่อต้านการเข้าถึงและปฏิเสธพื้นที่” (Anti-Access/Area Denial – A2/AD) สหรัฐฯ ปิดล้อมจากผืนน้ำด้านนอกเพื่อตัดเสบียงอิหร่าน ขณะที่อิหร่านปิดกั้นจากชายฝั่งด้านใน ทั้งเตหะรานและวอชิงตันต่างกระทำการไปเพื่อจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน นี่คือการใช้ ภูมิศาสตร์เป็นอาวุธทำลายล้างสูง (Geopolitical Weaponization) ที่สั่นสะเทือนโลกทั้งใบ

 

ผลกระทบทางภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ตามมาคือความย้อนแย้งที่น่าสะพรึงกลัว การทำ Double Blocking สร้าง ผลกระทบภายนอกเชิงลบ (Negative Externalities) อย่างมหาศาล อุปทานขาดแคลนขั้นรุนแรง (Supply Shock) จากการขาดหายไปของน้ำมันดิบกว่าร้อยละ 20 ของโลก ส่งผลให้กลุ่มประเทศนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะในเอเชียและ กลุ่มประเทศโลก-ใต้ (Global South, ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาน้อยที่สุด) ต้องเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรง ต้นทุนอุตสาหกรรมพุ่งทะยาน และห่วงโซ่อุปทานชะงักงัน ในขณะที่สหรัฐฯ อาศัยข้อได้เปรียบจากการปฏิวัติเชลออยล์ (Shale Oil Revolution) ทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีภูมิต้านทาน สหรัฐฯ ได้ทำลายความเป็นกลางทางเศรษฐกิจ และ ผลักภาระต้นทุนความเสียหาย ไปให้ประชาคมโลกแบกรับ ในขณะที่กลุ่มทุนพลังงานอเมริกันกลับโกยกำไรมหาศาลจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง นี่คือสถานการณ์เศรษฐกิจสงคราม (War Economy) ที่มหาอำนาจเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ขูดรีดจากประเทศอื่นๆ ทั่วโลก

 

การแปรรูปสงครามเป็นสินค้า และภาพสะท้อนของผลประโยชน์ทับซ้อน

 

เมื่อมองผ่านเลนส์เศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ มิได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอุดมการณ์ประชาธิปไตยหรือสันติภาพโลก หากแต่เป็นผลผลิตจาก โครงสร้างเศรษฐกิจภายใน (Domestic Economic Structure) และการครอบงำของกลุ่มทุน (State Capture) การเจรจาหยุดยิงที่นำไปสู่สันติภาพถาวร ไม่ตอบโจทย์โมเดลธุรกิจของ “กลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาวุธ” (Military-Industrial Complex) ในขณะที่สงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) ก็มีความเสี่ยงสูงเกินควบคุม

 

สภาวะที่เอื้ออำนวยต่อการแสวงหากำไรสูงสุดคือ สภาวะ “ไม่สงบ แต่ก็ไม่พังทลาย” (Controlled Instability) การฉวยโอกาสระหว่างที่การเจรจากำลังก้าวหน้า เพื่อกลับไปเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง คือกลไกในการยืดอายุวัฏจักรการใช้จ่ายงบประมาณกลาโหม ยิ่งไปกว่านั้น ข้อครหาเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และการใช้ข้อมูลภายใน (Insider Trading) ของเครือข่ายผู้นำระดับสูงในทำเนียบขาว เพื่อเก็งกำไรในตลาดทุน ตลาดเงิน และตลาดอนุพันธ์ (Derivatives Market) ก่อนปฏิบัติการทางการทหารทุกครั้ง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงการแปรรูปสงครามให้กลายเป็นเพียง “สินค้า” และ “เครื่องมือทางการเงิน” สำหรับชนชั้นนำเพียงหยิบมือ

 

พฤติกรรมเหล่านี้นำไปสู่การล่มสลายของ ทฤษฎีเสถียรภาพของรัฐมหาอำนาจ (Hegemonic Stability Theory) ระบบเศรษฐกิจโลกที่เคยเจริญรุ่งเรืองภายใต้ปีกของมหาอำนาจผู้นำ (Hegemon) ที่คอยจัดหา “สินค้าสาธารณะระดับโลก” (Global Public Goods) อย่างเสรีภาพในการเดินเรือ ได้สิ้นสุดลงแล้ว สหรัฐฯ ละทิ้งบทบาท “ผู้รักษาเสถียรภาพ” (Stabilizer) อย่างสิ้นเชิง และยอมสละผลประโยชน์ส่วนรวมของมวลมนุษยชาติ เพียงเพื่อแลกกับเป้าหมายทางการเมืองในประเทศและความอยู่รอดของอิสราเอล

 

สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกใหม่ ในรุ่งอรุณแห่งยุคหลังอเมริกา

 

แม้องค์กรระหว่างประเทศในปัจจุบันอย่าง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund – IMF), กลุ่มธนาคารโลก (World Bank), องค์การการค้าโลก (World Trade Organisation: WTO) หรือ องค์การสหประชาชาติ (United Nations – UN) จะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของชาติตะวันตก และไม่สามารถนำสหรัฐฯ เข้าสู่กระบวนการรับผิดชอบ (Accountability) ทางกฎหมายได้ แต่การลงโทษอย่างแท้จริงกำลังเกิดขึ้นในรูปแบบของ การลงโทษเชิงโครงสร้าง (Structural Retribution) ประชาคมโลกตระหนักแล้วว่า ระบบเศรษฐกิจแบบเปโตรดอลลาร์ (Petrodollar) ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป พฤติกรรมที่คาดเดาไม่ได้ (The Cost of Unpredictability) ของสหรัฐฯ ได้สร้างความผันผวนอย่างรุนแรง (Hyper-volatility) จนนำไปสู่กระบวนการ “ลดความเสี่ยง” (De-risking) ทั่วโลก

 

ในมิติทางการเงิน วิกฤตนี้คือตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดีที่ทำให้กระบวนการลดการใช้และลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ (De-dollarization) เติบโตอย่างก้าวกระโดด ประเทศที่เดือดร้อนเริ่มหันไปพึ่งพาสกุลเงินท้องถิ่นหรือเงินหยวน (Petroyuan) มากขึ้น ในขณะที่จีนก็พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นเสาหลักทางเลือก นำเสนอ โครงข่ายความปลอดภัยทางการเงิน (Financial Safety Net) ผ่านสถาบันอย่าง ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Investment Bank – AIIB), ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งใหม่ (New Development Bank – NDB) ของกลุ่ม BRICS และระบบชำระเงิน CIPS (Cross-border Interbank Payment System, ระบบชำระเงินข้ามพรมแดนที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยธนาคารประชาชนจีน (People’s Bank of China – PBOC)) การที่ผู้นำจากทั่วโลก (สหราชอาณาจักร, สเปน, แคนาดา, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย รวมทั้งสหรัฐฯ เอง) ต่างมุ่งหน้าไปเยือนกรุงปักกิ่ง จึงไม่ใช่แค่การเจรจาการค้า แต่คือการขอลี้ภัยเข้าสู่ “สถาปัตยกรรมเศรษฐกิจโลกใหม่” ที่รอดพ้นจากการใช้ค่าเงินดอลลาร์เป็นอาวุธ (Weaponization of the Dollar)

 

ในมิติโครงสร้างพื้นฐาน การตระหนักรู้ว่าเส้นทางทะเลภายใต้กองทัพเรือสหรัฐฯ สามารถถูกปิดกั้นได้ทุกเมื่อ ได้เร่งให้เกิด การเปลี่ยนผ่านความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Shift) สู่การสร้างระเบียงทางบก (Land Corridors) ข้ามทวีปยูเรเชีย เช่น ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative – BRI) ของจีน หรือเส้นทางขนส่งเหนือ-ใต้ (International North-South Transport Corridor – INSTC เชื่อมโยง รัสเซีย อิหร่าน อินเดีย อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน คาซัคสถาน คีร์กีซสถาน ทาจิกิสถาน ตุรกี ยูเครน เบลารุส โอมาน ซีเรีย และบัลแกเรีย) ของรัสเซีย ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตพลังงานยังบีบให้ทั่วโลกต้องเร่งลงทุนมหาศาลในพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อตัดวงจรการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างถาวร

 

บทสรุปเชิงยุทธศาสตร์

 

สงครามรุกรานอิหร่านในปี 2026 และความพยายามบีบบังคับทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการทวงคืนความยิ่งใหญ่รอบใหม่ของสหรัฐอเมริกา หากแต่เป็น “ตัวเร่งปฏิกิริยาเชิงโครงสร้าง” (Structural Catalyst) ที่ตีแผ่ความเสื่อมถอยของอำนาจนำ สหรัฐฯ กำลังขุดหลุมฝังศพความเป็นเจ้าอำนาจ (Hegemony) ของตนเอง ผลักดันให้ประชาคมโลกต้องจับมือกันออกแบบระเบียบโลกและระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ปราศจากการแทรกแซงของวอชิงตัน นับจากนี้ โลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคพหุขั้วอำนาจ และยุคหลังอเมริกา (Post-American World) อย่างเป็นทางการ

 

ภาพ: Lightspring via ShutterStock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories