พนิต วิกิตเศรษฐ์ อดีต สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในสมัย อภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้แสดงทัศนะผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ภายหลังการเปิดรับสมัครผู้ว่าฯ กทม. และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) โดยเรียกร้องให้ผู้สมัครนำเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมและสามารถปฏิบัติได้จริง
พนิตระบุว่า แม้ตัวผู้สมัครจะมีความสำคัญ แต่นโยบายที่สามารถทำได้จริงถือเป็นหัวใจหลักในการบริหารเมือง จากประสบการณ์การบริหารกรุงเทพมหานคร ปัญหาของเมืองไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเพียงคำพูด แต่ต้องอาศัยการลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและเข้าใจสถานการณ์จริง
“ในฐานะคนที่เคยดูแลเมืองนี้มาก่อน ผมรู้ดีว่าปัญหาของกรุงเทพฯ ไม่ได้แก้ด้วยคำพูดสวยๆ แต่แก้ด้วยการลงมือทำที่ต่อเนื่องและเข้าใจหน้างานจริง เพราะหน้าตาดีแค่ไหน เบอร์จำง่ายแค่ไหน ก็แก้รถติด แก้น้ำท่วม หรือแก้ปัญหาปากท้องคนกรุงเทพฯ ไม่ได้ ถ้าไม่มีแนวทางที่เป็นรูปธรรม”
พร้อมกันนี้ พนิตได้ยกตัวอย่างการบริหารจัดการปัญหาน้ำท่วมว่า ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเดินเครื่องสูบน้ำในช่วงที่ฝนตก แต่ต้องมีการวางระบบระบายน้ำและดำเนินการลอกท่อล่วงหน้าตลอดทั้งปี ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการวางแผนระยะยาว ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตามกระแส
พนิตยังระบุถึงรูปแบบการรณรงค์หาเสียง โดยมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการกำหนดคุณภาพชีวิตของชาวกรุงเทพมหานครในระยะยาว พรรคการเมืองจึงควรนำเสนอผู้สมัครที่มีความสามารถในการทำงาน พร้อมนโยบายที่แก้ไขปัญหาได้จริง มากกว่าการแข่งขันกันนำเสนอภาพลักษณ์
“การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ควรเป็นแค่การประกวดป้ายหาเสียง แต่คือการที่คนกรุงเทพฯ จะกำหนดคุณภาพชีวิตของตัวเองไปอีกหลายปี พรรคการเมืองจึงควรหยุดเล่นเกมทางการเมือง เลิกขายภาพลักษณ์ แล้วส่งคนที่ ‘ทำงานเป็น’ พร้อมนโยบายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่พูดเก่ง พูดเร็ว หรือสวยอยู่ในโบรชัวร์”
พนิตอธิบายว่า เนื่องจากกรุงเทพมหานครเป็นเมืองขนาดใหญ่ มีความซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารเมืองจึงต้องมีความสามารถในการปรับตัว เข้าใจปัญหา และลงมือแก้ไขก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามเป็นวิกฤต โดยไม่ต้องรอให้เป็นข่าวแล้วจึงลงพื้นที่
นอกจากประเด็นด้านนโยบาย พนิตได้ตั้งคำถามเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับการลงสมัครรับเลือกตั้งของผู้ว่าฯ กทม. ในประเด็นความเหมาะสมระหว่างการสังกัดพรรคการเมืองและการลงสมัครในนามอิสระ โดยชี้ให้เห็นถึงข้อดีและข้อจำกัดของทั้งสองรูปแบบ
การสังกัดพรรคการเมืองมีข้อได้เปรียบด้านการประสานงานกับรัฐบาลกลาง ซึ่งช่วยให้การผลักดันงบประมาณและนโยบายมีความรวดเร็ว แต่อาจนำมาซึ่งข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำงานว่ามุ่งผลประโยชน์เพื่อประชาชนหรือเพื่อพรรคการเมือง
ในขณะที่ผู้สมัครอิสระมีความคล่องตัวและเป็นอิสระในการตัดสินใจ แต่อาจเผชิญกับข้อจำกัดด้านอำนาจต่อรองกับหน่วยงานส่วนกลาง
“ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปสำหรับเรื่องนี้ แต่สุดท้ายแล้ว คนกรุงเทพฯ ควรเป็นคนเลือกด้วยเหตุผลของตัวเอง ไม่ใช่ปล่อยให้กระแสการเมืองระดับชาติมากำหนดอนาคตของเมืองนี้แทน” พนิตทิ้งท้าย


