×

TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ฝ่ายค้านถาม รัฐมนตรีแจง ความโปร่งใส vs ยกระดับ AI ไทย

โดย THE STANDARD TEAM
28.05.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบการอภิปรายโครงการ TH-AI Passport ระหว่างภาวุธ พงษ์วิทยภานุ และไชยชนก ชิดชอบ โดยมีภาพแอปพลิเคชัน AI เป็นฉากหลัง

วันนี้ (28 พฤษภาคม) การประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ กลายเป็นอีกหนึ่งเวทีปะทะทางนโยบายด้านเทคโนโลยีที่เข้มข้นที่สุด เมื่อ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาต่อ ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมภ (ดีอี) เกี่ยวกับโครงการ ‘TH-AI Passport’ มูลค่า 1,621 ล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าให้คนไทย 5 ล้านคนเข้าถึง AI ระดับโปรฟรีเป็นเวลา 1 ปี

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

‘ภาวุธ’ ชี้ โครงการตั้งต้นจาก ‘เงินเหลือ’ ไม่ใช่ ‘ความต้องการจริง’

 

ภาวุธตั้งข้อสังเกตว่า โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก กสทช. ปีละเกือบ 2,000 ล้านบาท โดยระบุว่าในปีที่ผ่านมา มีโครงการยื่นขอรับการสนับสนุนกว่า 500 โครงการ รวมวงเงินกว่า 30,000 ล้านบาท แต่กลับมีการจัดสรรงบจำนวนมหาศาลให้กับโครงการเดียว

 

เขาอ้างข้อมูลจากการชี้แจงในคณะกรรมาธิการงบประมาณว่า การกำหนดตัวเลข “5 ล้านคน” มาจากการนำวงเงินคงเหลือราว 1,500-1,600 ล้านบาท หารด้วยต้นทุนเฉลี่ยต่อคนประมาณ 300 บาท จนได้จำนวนผู้ใช้ 5 ล้านสิทธิ

 

ภาวุธมองว่า วิธีคิดดังกล่าวสะท้อนว่าโครงการเกิดจาก “การหาทางใช้เงิน” มากกว่าการประเมินความต้องการที่แท้จริงของประเทศ พร้อมตั้งคำถามถึงความเหมาะสมที่สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ซึ่งเป็นเลขานุการกองทุนฯ เป็นทั้งผู้เสนอและผู้ขอใช้งบประมาณเอง

 

ตั้งข้อสงสัย TOR-กระบวนการประมูล-เครือข่ายทุนเดิม

 

อีกประเด็นสำคัญที่ภาวุธหยิบขึ้นมาตรวจสอบ คือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยระบุว่าโครงการนี้ใช้เวลาเพียง 34 วัน ตั้งแต่ประกาศประกวดราคาจนถึงยื่นข้อเสนอ ซึ่งผิดสังเกตสำหรับโครงการระดับพันล้านบาทที่โดยทั่วไปใช้เวลาเตรียมการ 3-6 เดือน

 

เขายังตั้งข้อสังเกตถึงรูปแบบ TOR ที่ระบุเงื่อนไขการประชาสัมพันธ์ผ่านจอดิจิทัลในร้านสะดวกซื้อกว่า 1,500 สาขา ซึ่งมองว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนบางรายที่ถือสิทธิระบบดังกล่าวอยู่แล้ว

 

นอกจากนี้ ภาวุธยังเชื่อมโยงไปถึงโครงการดิจิทัลขนาดใหญ่อื่นๆ ของภาครัฐ โดยตั้งข้อสังเกตว่า มีบริษัทกลุ่มเดิมปรากฏชื่อเป็นผู้กำหนดราคากลางและเข้าร่วมประมูลหลายโครงการ รวมถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงที่อยู่ภายใต้การกำกับของพรรคภูมิใจไทย

 

“สิ่งที่เกิดขึ้นเต็มไปด้วยความบังเอิญ ทั้ง TOR กระบวนการ และเครือข่ายบริษัทเดิมๆ” ภาวุธกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ชะลอโครงการและเปิดทางให้ สตง. หรือ ป.ป.ช. เข้าตรวจสอบ

 

‘ไชยชนก’ ย้ำ AI คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของประเทศ

 

ด้านไชยชนกชี้แจงว่า รัฐบาลมอง AI เป็น “เครื่องมือเพิ่มผลิตภาพ” ที่จำเป็นเร่งด่วนในยุคสังคมสูงวัยและแรงงานลดลง พร้อมยืนยันว่าโครงการไม่ได้มีเป้าหมายเพียง “แจก AI ฟรี” แต่ต้องการยกระดับทั้งการใช้งาน AI (AI Adoption) และความรู้ความเข้าใจด้าน AI (AI Literacy)

 

เขาระบุว่า โครงการ TH-AI Passport จะมีทั้งระบบ Learn to Earn หลักสูตรฝึก Prompting และใบรับรองทักษะจากพันธมิตรระดับโลก เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานไทยในระยะยาว

 

สำหรับตัวเลข 5 ล้านสิทธิ ไชยชนกอธิบายว่าเป็นเป้าหมายเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันอัตราการใช้ AI ของประเทศไทยจากปัจจุบันราว 10.67% ให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 22-23% ใกล้เคียงเวียดนาม และสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก

 

โต้ข้อกล่าวหา ‘34 วัน’ ชี้กระบวนการจริงใช้เวลา 5 เดือน

 

ไชยชนกยืนยันว่า กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่ได้เร่งผิดปกติอย่างที่ถูกกล่าวหา โดยระบุว่าโครงการเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 และเปิดรับฟังความคิดเห็น TOR ช่วงเดือนธันวาคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการ e-bidding ในช่วงที่ถูกเรียกว่า “34 วัน”

 

เขาระบุว่า TOR ทั้งหมดมี 33 หน้า ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชาสัมพันธ์มีเพียง 2 หน้า และทุกขั้นตอนดำเนินการตามกฎหมายครบถ้วน

 

“ถ้ายังไม่พอใจ หน่วยงานก็พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง” ไชยชนกกล่าว

 

ปม ‘ซื้อผ่านตัวกลาง’ กับคำถามเรื่องความคุ้มค่า

 

อีกประเด็นที่ถูกอภิปรายอย่างหนัก คือการที่รัฐบาลไม่ได้จัดซื้อบริการ AI โดยตรงจากบริษัทเจ้าของเทคโนโลยี เช่น OpenAI หรือ Google

 

ภาวุธมองว่า หากซื้อโดยตรง ประเทศอาจได้ประโยชน์ด้านการลงทุน การตั้งศูนย์วิจัย หรือการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าการซื้อผ่านตัวกลางในประเทศ

 

อย่างไรก็ตาม ไชยชนกชี้แจงว่า รูปแบบการจัดซื้อของภาครัฐไม่สามารถทำแบบ “ซื้อโดยตรง” ได้ง่าย และหากใช้เพียง subscription จากต่างประเทศ ก็จะเป็นเพียงการใช้บริการ ไม่ได้สร้างระบบนิเวศ AI หรือพัฒนาบุคลากรไทยในระยะยาว

 

เขายังเปรียบเทียบงบประมาณของไทยกับสิงคโปร์ โดยระบุว่าสิงคโปร์ใช้งบด้าน AI สูงกว่าหลายเท่า ขณะที่โครงการของไทยใช้งบเฉลี่ยเพียงประมาณ 27 บาทต่อคนต่อเดือน

 

ปิดท้ายด้วยคำถาม ‘ความรับผิดชอบทางการเมือง

 

ช่วงท้ายของการอภิปราย ภาวุธตั้งคำถามกลับต่อคำชี้แจงของรัฐมนตรีที่ระบุว่า “ใครจะได้รับงานไม่ใช่เรื่องของตน” โดยมองว่ารัฐมนตรีควรมีหน้าที่กำกับดูแลให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

 

“ถ้ามีโอกาสคอร์รัปชันเกิดขึ้น รัฐมนตรีจะไม่สนใจหรือ?” ภาวุธกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการตอบในลักษณะดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมือง

 

การอภิปรายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงเรื่อง ‘AI ฟรี’ แต่สะท้อนถึงคำถามใหญ่กว่า ว่ารัฐควรลงทุนกับเทคโนโลยีอนาคตอย่างไร ภายใต้สมดุลระหว่าง ‘ความเร่งด่วน’ ‘ความคุ้มค่า’ และ ‘ความโปร่งใส’ ที่สังคมสามารถตรวจสอบได้

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising