การเดินทางเข้าประเทศที่สะดวกรวดเร็วถือเป็นความประทับใจแรกสำหรับนักท่องเที่ยว แต่หนึ่งใน Pain Point สำคัญที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมักเผชิญคือคิวยาว ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ซึ่งเกิดจากความยุ่งยากในการกรอกเอกสารกระดาษและกระบวนการตรวจสอบที่ใช้เวลานาน
ประเด็นสำคัญ
เพื่อแก้ปัญหานี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) จึงได้จับมือกับบริษัท ดิจิทัล ไอเดนติตี้ จำกัด พัฒนาระบบบริหารจัดการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย หรือ Thailand Immigration Management System (THIM) ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันเว็บและมือถือระดับประเทศแห่งแรกที่ทำงานบนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ของ Amazon Web Services (AWS) โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 30 ล้านคนต่อปีให้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น
ยกระดับตม.ไทย สู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ
แอปพลิเคชัน THIM ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะ โดยนักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนเข้าประเทศในรูปแบบดิจิทัลได้ล่วงหน้าก่อนเดินทางมาถึงประเทศไทย ซึ่งระบบจะช่วยลดระยะเวลาในการกรอกใบตรวจคนเข้าเมือง (ใบตม.) เหลือเพียงไม่เกิน 3 นาที สำหรับการใช้งานครั้งแรก และไม่เกิน 1 นาที สำหรับการเดินทางครั้งถัดๆ ไป เนื่องจากระบบจะจดจำข้อมูลพื้นฐานไว้ ทำให้ผู้ใช้กรอกเพียงแค่ข้อมูลการเดินทางล่าสุดเท่านั้น
พล.ต.ต. ปรัชญา ประสานสุข รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เปิดเผยว่า ในอดีตการใช้กระดาษเปลืองทั้งงบประมาณและเวลาอย่างมาก แม้ปีก่อนจะเริ่มยกเลิกระบบกระดาษและเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลผ่านเว็บไซต์ ซึ่งมีผู้ใช้งานแล้วกว่า 10 ล้านคน แต่ก็ยังมีข้อร้องเรียนว่าต้องกรอกข้อมูลใหม่ทั้งหมดทุกครั้งที่เดินทาง จึงเป็นที่มาของการพัฒนาแอปพลิเคชัน THIM ที่ตั้งเป้าให้เป็น Super App สำหรับชาวต่างชาติ
“เราต้องการบาลานซ์ระหว่างความมั่นคงกับการอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว เป้าหมายคืออยากให้ใช้แอปพลิเคชันนี้ทั้งหมด เป็นการ Modernize ตม. กระบวนการพบเจ้าหน้าที่ ตม. ต้องไม่เกิน 40 วินาทีต่อคน” พล.ต.ต. ปรัชญา กล่าว
นอกจากเรื่องระยะเวลากรอกข้อมูลแล้ว การปรับมาใช้แอปพลิเคชันแทนเว็บไซต์ยังช่วยแก้ปัญหาสแกมเมอร์ที่มักสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อหลอกเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว ซึ่งการใช้แอปพลิเคชันจะช่วยขจัดปัญหานี้ได้
นอกจากนี้ สตม. ยังมีแผนพัฒนาฟังก์ชันอื่นๆ ในแอป THIM เพื่อให้กลายเป็น Super App เช่น การแจ้งที่อยู่ในไทยทุกๆ 90 วัน การขอเอกสารรับรองทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือแม้กระทั่งการมอบโปรโมชันและเอกสิทธิ์พิเศษให้กับชาวต่างชาติที่ใช้งานแอปพลิเคชันนี้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ปัจจุบัน แอปพลิเคชัน THIM เปิดให้ดาวน์โหลดแล้วในโครงการนำร่องผ่าน App Store และ Play Store โดยมียอดดาวน์โหลดหลักแสนครั้ง รองรับ 4 ภาษา ได้แก่ อังกฤษ รัสเซีย ญี่ปุ่น และจีน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 15 ภาษาภายในวันที่ 1 ตุลาคมนี้
ทำไมถึงต้องใช้ AWS Cloud?
เบื้องหลังการทำงานที่รวดเร็วและปลอดภัยของ THIM คือโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์จาก AWS ซึ่งเข้ามาช่วยสนับสนุนใน 3 ด้านหลัก ได้แก่
- การตรวจสอบเอกสาร โดยใช้เทคโนโลยี Optical Character Recognition (OCR) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ดึงข้อความจากหนังสือเดินทางเพื่อยืนยันตัวตนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ซึ่งให้ความถูกต้องแม่นยำ 100%
- การคำนวณและการประสานงาน รองรับการปรับขนาดการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศจำนวนมาก (Rush hour)
- ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อกำหนด มีระบบรักษาความปลอดภัยและการเข้ารหัสข้อมูลแบบ End-to-End เพื่อคุ้มครองข้อมูลสำคัญของนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด
วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager ของ AWS ประเทศไทย เปิดเผยว่า ภาครัฐต้องปรับตัวและตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีมาใช้ การลงทุนในแพลตฟอร์มคลาวด์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย (Sovereign by design) ที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับโลกได้ แต่ยังคงเก็บข้อมูลไว้ภายในประเทศ ซึ่งเป็นจุดเด่นสำคัญของ AWS
“ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เรากำลังเห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในมุมมองของภาครัฐต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล จากเดิมที่เป็นเพียงการยกระดับระบบหลังบ้าน สู่การเป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” วัตสันกล่าว
องค์กรไทยใช้ AI มากขึ้น แต่ยังติดปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ
นอกเหนือจากการนำโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มาปรับใช้แล้ว วัตสันยังได้ฉายภาพเกี่ยวกับความตื่นตัวในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในองค์กรของไทย โดยระบุว่า แม้การใช้งานในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังเป็นแบบพื้นฐาน แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับองค์กรที่จะขยับขยายไปสู่การใช้ AI ในระดับ Enterprise ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
จากการสำรวจพบว่า สัดส่วนขององค์กรในไทยที่ตอบว่ามีการใช้ AI นั้นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประมาณ 32% ในปีก่อนหน้า ขยับสูงขึ้นเป็น 43% ในปีนี้ หากประเมินในแง่ของปริมาณ จะครอบคลุมถึงองค์กรและหน่วยงานทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่รวมกว่า 220,000 แห่ง ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ องค์กรสูงถึง 68% ต่างให้ระดับความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อทรานส์ฟอร์มธุรกิจ แต่ที่น่ากังวลคือ องค์กรถึง 51% ยอมรับว่าไม่สามารถหาบุคลากรที่มีทักษะมารองรับการทำงานดังกล่าวได้
กล่าวคือ องค์กรเกินกว่าครึ่งมีความต้องการที่จะใช้งานเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง AI แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญในการหาคนมาทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการหาบุคลากรใหม่เข้ามาเติมเต็มไม่ได้ หรือแม้แต่คนในองค์กรเองก็ยังมีทักษะที่ไม่เพียงพอต่อการนำ AI มาใช้จริง ความท้าทายนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเร่งยกระดับทักษะแรงงาน เพื่อไม่ให้การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศต้องหยุดชะงัก
ภาพ: gguy/ Shutterstock

