ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 1 มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานกรรมการ ป.ป.ช. และ สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี ฐานความผิดร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ก่อนที่ศาลฯ จะให้ประกันตัว โดยได้ตีราคาหลักประกันคนละ 400,000 บาท และมีเงื่อนไขว่า ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ
คดีนี้ สืบเนื่องจากความพยายามของ วีระ สมความคิด นักสิทธิมนุษยชน และประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) ในการขอเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของทางราชการ เพื่อตรวจสอบการทำงานของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
กรณีการไต่สวนข้อเท็จจริง เรื่องการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี สมัยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยเฉพาะประเด็นที่ไม่ได้แสดงรายการครอบครองนาฬิกาข้อมือราคาแพงและแหวนประดับมีค่าจำนวนหลายรายการ
วีระเปิดใจหลังศาลฯ อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นว่า พอใจที่กระบวนการยุติธรรมดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ตาม วีระเปิดเผยอีกมุมกับ THE STANDARD ว่า รู้สึกเฉยๆ กับผลคำตัดสินเช่นกัน เนื่องจากเคยผ่านคดีระดับประเทศมาแล้ว เช่น ปี 2543 ได้ยื่นตรวจสอบ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ กรณีแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ จนศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุติบทบาททางการเมือง 5 ปี และปี 2549 ได้ตรวจสอบทักษิณ ชินวัตร กรณีที่ดินรัชดา ซึ่งต่อมาในปี 2551 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้พิพากษาจำคุก 2 ปี ทำให้ทักษิณต้องลี้ภัยออกนอกประเทศไป 17 ปี จนหมดอายุความ และกลับประเทศไทยในปี 2566
‘ประชาชนชนะองค์กรอิสระได้ครั้งแรก’ ย้อนไทม์ไลน์คดีนาฬิกาประวิตร รอคอย 9 ปีเต็ม
“นี่เป็นคดีแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่ประชาชนทั่วไปสามารถฟ้องร้อง และเอาชนะองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้สำเร็จ” วีระกล่าว
หากไล่ไทม์ไลน์ของคดีมหากาพย์นี้ จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของคดี “นาฬิกายืมเพื่อน” ต้องย้อนไปวันที่ 4 ธันวาคม 2560
โดยเป็นวันที่สื่อมวลชนจับภาพนาฬิกาหรู (Richard Mille) และแหวนเพชรบนข้อมือของ พล.อ. ประวิตร ขณะยกมือบังแดด ระหว่างการถ่ายภาพหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ ประชาชนตั้งข้อสังเกตว่า นาฬิกาหรูนี้ ไม่ได้มีการแจ้งไว้ในบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช.
ก่อนที่ พล.อ. ประวิตร จะชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ว่า นาฬิกาทั้งหมดเป็นการยืมเพื่อนมาใส่ และได้คืนไปหมดแล้ว ซึ่ง ป.ป.ช. มีมติเสียงข้างมากตีตกคดีดังกล่าว โดยระบุว่าไม่มีเจตนาจงใจปกปิดทรัพย์สิน และการยืมเพื่อนมาใส่ไม่ถือเป็นความผิด

แต่วีระไม่คิดแบบนั้น วันที่ 26 ธันวาคม 2560 ได้ตัดสินใจส่งหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวน พล.อ. ประวิตร ในข้อหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง
โจทก์ได้ฟ้องร้องว่า ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 กลุ่มจำเลยทั้ง 12 คน ได้ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างวาระ ด้วยการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพิกเฉยไม่ยอมส่งมอบข้อมูลข่าวสารจำนวน 3 รายการตามที่โจทก์ร้องขอ
สำหรับข้อมูลสำคัญ 3 รายการ ประกอบด้วย รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานเอกสารทั้งหมด ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ และรายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว
แม้คณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคมฯ มีคำวินิจฉัยให้ ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว แต่กลุ่มจำเลยกลับฝ่าฝืนคำวินิจฉัย รวมถึงฝ่าฝืนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดที่สั่งให้เปิดเผยข้อมูลทั้ง 3 รายการ

สำหรับคดีนี้ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 12 คน ได้แก่
- นิวัติไชย เกษมมงคล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
- วรวิทย์ สุขบุญ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
- พล.ต.อ. วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตประธานกรรมการ ป.ป.ช.
- ปรีชา เลิศกมลมาศ
- พล.ต.อ. สถาพร หลาวทอง
- ณรงค์ รัฐอมฤต
- สุภา ปิยะจิตติ
- วิทยา อาคมพิทักษ์
- สุวณา สุวรรณจูฑะ
- พล.อ. บุณยวัจน์ เครือหงส์
- ณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา
- สุชาติ ตระกูลเกษมสุข ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ ป.ป.ช.
เปิดเบื้องหลังที่แท้จริง ฟ้อง ป.ป.ช. ปกปิดข้อมูลนาฬิกา
เดิมทีคุณวีระยื่นฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. 12 คน
ในระหว่างรอการไต่สวนมูลฟ้อง ปรีชา เลิศกมลมาศ ได้นำหลักฐานมาแสดงว่าตนเองพ้นตำแหน่งไปก่อนที่ ป.ป.ช. จะมีมติไม่ให้เอกสาร
วีระไม่เคยเห็นหลักฐานนี้มาก่อน เพราะ ป.ป.ช. ไม่เคยให้เอกสาร แต่เมื่อเห็นว่าปรีชาเกษียณอายุจริง และไม่เกี่ยวข้องจึงได้ถอนฟ้องให้ และศาลฯ ก็อนุญาต
ต่อมา ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลฯ ได้พิจารณายกฟ้องจำเลย 7 คน ทำให้เหลือจำเลยที่ศาลรับไว้พิจารณาเพียง 4 คน ได้แก่ พล.ต.อ. วัชรพล (จำเลยที่ 3), สุภา (จำเลยที่ 7), วิทยา (จำเลยที่ 8) และณัฐจักร (จำเลยที่ 11) โดยศาลได้กำหนดวันพิจารณาคดีเป็นวันที่ 7 และ 8 เมษายน 2569
ก่อนถึงวันพิจารณาคดี จำเลยที่ 8 กับ 11 ได้รีบมาขอความเมตตาตนให้ถอนฟ้อง ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตในใจว่า “หากพวกเขาไม่ผิดแล้วจะมาขอทำไม”
วีระยอมยื่นเรื่องให้ศาลฯ ใช้ดุลพินิจพิจารณาถอนฟ้องให้ โดยมีเงื่อนไขว่าทั้ง 2 คนต้องทำหนังสือยอมรับผิด และต้องให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อย่างมากต่อคดี (วีระยังเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ เพราะคดีหลักยังไม่ถึงที่สุด) ซึ่งศาลฯ อนุญาตให้ถอนฟ้องทั้ง 2 คนได้

ก่อนวันพิจารณาคดี ‘วัชรพล-สุภา’ ขอเจรจาวีระ ปมปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู
ก่อนวันพิจารณาคดี (7 เมษายน 2569) มีคนของ พล.ต.อ. วัชรพล และสุภา ติดต่อมาเพื่อขอพบและเจรจา
โดยเวลา 9.00 น. ของวันเดียวกันนั้น อัยการแผ่นดิน ที่รับหน้าที่เป็นทนายความให้จำเลย ได้ไปขอร้องศาลอย่าเพิ่งเริ่มพิจารณาคดี เพื่อขอเจรจากับตนเองก่อน
วีระระบุว่า อัยการมาอ้อนวอนรบเร้าประวิงเวลาข้ามชั่วโมงไปจนถึงเกือบ 11.00 น. ซึ่งตนมองว่า เป็นพฤติกรรมที่น่าเกลียด และรู้สึกไม่สบายใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ที่อัยการซึ่งเป็นทนายแผ่นดิน กลับมารับหน้าที่เป็นทนายให้จำเลยในคดีนี้
สุดท้ายตนปฏิเสธที่จะคุยกับทนายความ และบอกว่า “ให้ตัวความเขามาคุยเองดีกว่า” จึงต้องขอปิดห้องคุย และเป็นฝ่ายกล่าวขอโทษ
ขณะนั้น ตนเองมีความคิดว่าจะถอนฟ้องทั้งสองคน แต่ศาลฯ แจ้งว่า การถอนฟ้องต้องทำเป็นคำร้องเป็นหนังสือ วีระจึงยื่นเงื่อนไขเด็ดขาดว่า จำเลยทั้งสองต้องเขียนหนังสือ “ขอโทษตนเองและขอโทษประชาชน”
ตอนแรกทั้ง 2 คนปฏิเสธที่จะเขียน แต่วีระขู่กลับว่า “ถ้าไม่ยอม ผมก็ไม่ยอมเหมือนกัน” จนสุดท้ายจำเลยทั้งสองต้องยอมจำนน และเขียนหนังสือดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ศาลใช้เวลาประชุม 1 ชั่วโมง และมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง โดยให้เหตุผลว่า มันช้าไปแล้ว เพราะเข้าสู่วันพิจารณาคดีแล้ว ซึ่งผลลัพธ์นี้ตรงกับที่ตนเองคาดการณ์ และมั่นใจไว้อยู่แล้วตั้งแต่แรก ก่อนที่สุดท้าย 2 จำเลยสุดท้ายจะโดนตัดสินจำคุกในที่สุด


ทั้งนี้ วีระยืนยันว่า เหตุการณ์นี้ ไม่มีการเสนอทรัพย์สินเพื่อติดสินบนแต่อย่างใด มีเพียงการรบเร้าประวิงเวลาเท่านั้น
สำหรับผลของคดีนี้ ไม่ได้เป็นบรรทัดฐานเฉพาะกับองค์กรอิสระเท่านั้น แต่อาจส่งผลครอบคลุมถึงเจ้าหน้าที่รัฐทั้งหมด ที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องตระหนักเหมือนกันว่า
การทำหน้าที่ การใช้อำนาจ หรือการใช้ดุลพินิจใดๆ จะต้องมีความโปร่งใส และ เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้
มิฉะนั้น หากเจ้าหน้าที่รัฐทำงานอย่างไม่โปร่งใส ประชาชนก็จะไม่ยอม และจะต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐเช่นเดียวกัน


