การที่ Moody’s ปรับ Outlook แนวโน้มเครดิตของไทยจาก Negative (เชิงลบ) เป็น Stable (มีเสถียรภาพ) ตอนแรกผมก็รู้สึกเหมือนหลายคนว่าเป็นข่าวดี แต่พอมานั่งคิดดีๆ มันไม่ใช่แบบนั้นทั้งหมด มันไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่มันแปลว่า ‘เรายังไม่แย่ลงไปกว่านี้’
ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้น ผมคิดว่าสิ่งที่ประเทศไทยได้ในรอบนี้ไม่ใช่ความเชื่อมั่นเต็มรูปแบบ แต่คือ ‘เวลา’ ครับ
เวลาที่ตลาดการเงินยังยอมให้เราหายใจต่อ ก่อนจะต้องพิสูจน์ว่าทิศทางที่เรากำลังเดิน มันพาไปข้างหน้าจริงหรือเปล่า
Moody’s ไม่ได้พูดถึง growth story (เรื่องราวการเติบโต) ใหม่ของไทยเลย เขาพูดถึงความเสี่ยงที่ “ลดลง” มากกว่า การเมืองนิ่งขึ้น นโยบายมีความต่อเนื่อง การลงทุนเริ่มกลับมา และฐานะการคลังยังพอรับแรงกระแทกได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ดี แต่ยังไม่พอสำหรับโลกวันนี้ เพราะตลาดไม่ได้ให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ทรงตัว’ ตลาดให้รางวัลกับประเทศที่ ‘ดีขึ้น’
และนี่คือจุดที่ผมคิดว่าเรายังไปไม่ถึงครับ
ปัญหาของไทยตอนนี้ไม่ใช่วิกฤตใหญ่แบบปี 2540 แต่เป็นการค่อยๆ เสื่อมลง หรือที่สื่อต่างชาติบางรายขนานนามว่าเราเป็น ‘คนป่วยแห่งเอเชีย’
เราโตช้ากว่าคนอื่น ลงทุนไม่ทัน ผลิตภาพไม่ขึ้น และยังติดอยู่กับโครงสร้างเดิม ในขณะที่โลกกำลังเปลี่ยนเร็วมาก ทั้ง AI ทั้งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งห่วงโซ่อุปทานใหม่ และบริการทักษะสูง ประเทศที่ไม่เปลี่ยนจะไม่ได้อยู่ที่เดิม แต่จะค่อยๆ หลุดออกจากเกม
สิ่งที่ผมคิดตลอดช่วงนี้คือ เรากำลังคุยเรื่อง ‘เครื่องมือ’ เยอะมาก ทั้ง พ.ร.ก. กู้เงิน ทั้ง debt ceiling (เพดานหนี้) แต่เรายังไม่ค่อยคุยเรื่อง ‘ทิศทาง’ มากพอ
จริงๆ แล้วคำถามไม่ใช่ว่าควรกู้หรือไม่ควรกู้อย่างเดียว เพราะในโลกแบบนี้ ทุกประเทศก็ต้องใช้ fiscal policy (นโยบายการคลัง) เข้ามาช่วย แต่คำถามคือ ‘กู้ไปทำอะไร’
ถ้ากู้เพื่อพยุงระยะสั้น กระตุ้นกำลังซื้อแบบ short-term stimulus มันก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้ากู้เพื่อ transform (เปลี่ยนโครงสร้าง) เช่น ลงทุนในพลังงานใหม่ ยกระดับทักษะแรงงาน หรือสร้างอุตสาหกรรมใหม่ นั่นคือการซื้ออนาคต
ผมคิดว่าความต่างระหว่างสองแบบนี้ มันคือความต่างระหว่าง ‘การอยู่รอด’ กับ ‘การไปต่อ’
นโยบายอย่างคนละครึ่ง พลัส ก็อยู่ในโจทย์นี้ มันช่วยเรื่องกำลังซื้อได้จริงไหมผมไม่แน่ใจ แต่ถ้ามองยาว มันไม่ได้ทำให้ประเทศแข่งขันเก่งขึ้น ในขณะที่นโยบายอย่างรถเก่าแลกรถใหม่ ถ้าออกแบบดี มันคือ นโยบายอุตสาหกรรมที่จะดัน EV และ ecosystem ใหม่ของประเทศ ซึ่งผมคิดว่านี่คือสิ่งที่เราควรโฟกัสมากขึ้น
อีกเรื่องที่ผมคิดว่าเลี่ยงไม่ได้เลยคือการคลัง แผน MTFF (Medium-Term Fiscal Framework – กรอบการคลังระยะปานกลาง) กำลังส่งสัญญาณชัดว่าเราต้องหารายได้เพิ่ม และ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ก็จะกลับมาเป็นประเด็น ซึ่งแน่นอน มันเป็นเรื่องยากในทางการเมือง แต่ถ้าเราไม่กล้าพูดความจริงกับตัวเองว่า ประเทศนี้ต้องมีรายได้รัฐมากพอเพื่อไปลงทุนในอนาคต เราจะติดอยู่ในวงจรเดิม
แต่ทั้งหมดนี้ ผมคิดว่ายังไม่ใช่ ‘หัวใจ’ ของเรื่อง
หัวใจจริงๆ คือสิ่งที่ผมเพิ่งได้คุยกับ Kristalina Georgieva , Managing Director ของ IMF มา เขาพูดชัดมากว่า ประเทศไทยจะไปต่อได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ structural reform (การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง)
“เจตจำนงทางการเมืองคือหัวใจ” เธอย้ำกับผม
ไม่ใช่แค่การกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่การกู้เงิน แต่คือการแก้ ‘กติกา’ ของประเทศ
กติกาที่ซ้ำซ้อน
กติกาที่ทำให้ต้นทุนธุรกิจสูงโดยไม่จำเป็น
กติกาที่เปิดช่องให้เกิดคอร์รัปชัน
และกติกาที่ทำให้เศรษฐกิจผูกขาด กระจุกตัว
ถ้าเราไม่แก้สิ่งนี้ ต่อให้มีเงิน ต่อให้มีนโยบายดีแค่ไหน มันก็จะติดอยู่ในระบบเดิม
ผมคิดว่าประเด็นการกระจายรายได้ การเพิ่มผลิตภาพแบบทั่วถึง ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะสุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจที่ GDP โตแต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกดีขึ้น มันจะไปต่อยาก ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเมือง
สิ่งที่น่าสนใจคือ Moody’s เองไม่ได้กังวลเรื่องระดับหนี้ของไทยมากเท่าที่หลายคนคิด เขากังวลเรื่องการเติบโตมากกว่า ถ้าเราโตได้ หนี้ระดับนี้ก็ยังบริหารได้ แต่ถ้าโตไม่ได้ ต่อให้หนี้ไม่สูงมาก มันก็จะกลายเป็นปัญหาอยู่ดี
ทั้งหมดนี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ประเทศไทยตอนนี้อาจไม่ได้วิกฤตขั้นไอซียู แต่ก็ยังไม่หายป่วย ยังมีโรคเรื้อรัง และยังไม่ใช่การฟื้นตัวที่แท้จริง เราอยู่ในช่วง transition การเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด เพราะมันเป็นจุดที่เราจะเลือกได้ว่าจะเปลี่ยน หรือจะอยู่แบบเดิม
Moody’s ให้เวลาเรา แต่ไม่ได้ให้คำตอบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้เท่าไร แต่คือประเทศไทยจะใช้เวลานี้อย่างไร และจะกล้าพอไหมที่จะมีเจตจำนงทางการเมืองเปลี่ยนกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาอย่างแท้จริง!


