×

จับตา ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ 60/40 จะคุ้มค่าแค่ไหน? วิจัยกรุงศรีคาดดัน GDP โต 0.2-0.5% แต่ตัวคูณอาจน้อยกว่า ‘คนละครึ่ง’ จุฬาฯ ย้ำรัฐบาลควรใช้เงินกู้อย่างคุ้มค่า

26.05.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ‘จับตาผลลัพธ์ ไทยช่วยไทย พลัส จะคุ้มค่าแค่ไหน’

จับตาผลลัพธ์ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จะคุ้มค่าแค่ไหน วิจัยกรุงศรีคาด ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ดัน GDP โต 0.2-0.5% เตือนระวัง ‘Payback Effect’ อาจกดบริโภค-GDPในระยะต่อไปได้ คาดตัวคูณทางเศรษฐกิจน้อยกว่า ‘คนละครึ่ง’ เหตุประชาชนอาจระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพพุ่ง รายได้โตต่ำ และภาระหนี้สูง ด้านนักวิชาการ จุฬาฯ ย้ำรัฐบาลควรใช้เงินกู้ให้ ‘คุ้มค่า’ ผ่านการช่วยร้านเล็ก ลดการกระจุกตัวของเงินช่วยเหลือ และช่วยพาธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน

 

 
 

วันนี้ (26 พฤษภาคม) วิจัยกรุงศรีประเมินว่า มาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่จะเริ่มใช้จ่าย 1 มิถุนายนนี้ คาดว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.2-0.5% ในกรณีฐาน โดยจะช่วยกระตุ้นการบริโภค ตั้งแต่ปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3

 

โดยกรุงศรียังได้ประเมินผลกระทบของมาตรการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ที่มีต่อ GDP ตามอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณ หรืออัตราการใช้สิทธิ์ของประชาชน (Disbursement) และผลกระทบทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) เมื่อเทียบกับ ‘โครงการคนละครึ่งพลัส’ ดังนี้

 

1. กรณีประชาชนใช้สิทธิ์เต็มที่ (Full Disbursement: 95-100%)

 

  • หากผลกระทบทวีคูณ ‘เท่ากับ’ โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น 0.5-0.6%
  • หากผลกระทบทวีคูณ ‘น้อยกว่า’ โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น 0.3-0.4%

 

2. กรณีประชาชนใช้สิทธิ์เป็นส่วนใหญ่ (Major Disbursement: 75-95%)

 

  • หากผลกระทบทวีคูณ ‘เท่ากับ’ โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น 0.4-0.5%
  • หากผลกระทบทวีคูณ ‘น้อยกว่า’ โครงการคนละครึ่งพลัส จะช่วยกระตุ้น GDP ให้เติบโตขึ้น 0.2-0.3%

 

ภาพกราฟิกแสดงข้อความ ‘จับตาผลลัพธ์ ไทยช่วยไทย พลัส จะคุ้มค่าแค่ไหน’ 1

 

อย่างไรก็ตาม วิจัยกรุงศรีมองว่า ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน ประชาชนมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้โตต่ำ และภาระหนี้สูง ตัวคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier effect) จึงอาจน้อยกว่ามาตรการรอบก่อน

 

พร้อมทั้งเตือนอีกว่า มาตรการดังกล่าวอาจกระตุ้นการบริโภคล่วงหน้าและลดทอนการใช้จ่ายหลังมาตรการสิ้นสุดลง (Payback Effect) จึงอาจส่งผลต่อ GDP ในระยะต่อไปได้

 

ประมาณการดังกล่าวใกล้เคียงกับสภาพัฒน์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ว่า ภายใต้เม็ดเงินประมาณ 170,000 – 200,000 ล้านบาท ในพ.ร.ก.กู้เงินฯ ซึ่งถูกอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายในปีนี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ (GDP) โตเพิ่มขึ้นได้ประมาณ 0.4%

 

ดนุชายังย้ำว่า เม็ดเงินส่วนนี้น่าจะเข้าไปช่วยให้ประชาชนยังมีกำลังซื้อสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันต่อไปได้ ในช่วงที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น พร้อมมองว่า โดยแม้มาตรการนี้จะไม่ได้ช่วยลดอัตราเงินเฟ้อโดยตรง แต่ก็ถือเป็นการช่วยเหลือที่จำเป็น

 

ถอดบทเรียน ‘คนละครึ่ง’ รับ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ใช้อย่างไรให้คุ้มค่า

 

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา ศ. ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่าน Facebook โดยระบุว่า ปัจจุบัน ‘กระสุนทางการคลัง’ หรือพื้นที่ในการกู้เงินของประเทศลดน้อยลงเรื่อย ๆ การดำเนินนโยบายครั้งนี้จึงอาจเป็นการกู้เงินขนาดใหญ่ครั้งสุดท้ายที่รัฐบาลจะทำได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางการคลัง ดังนั้น รัฐบาลจึงควรใช้เงินกู้ให้คุ้มค่า

 

โดยจากงานวิจัยที่ใช้ข้อมูล e-payment และข้อมูลจาก food-delivery platform ของโครงการ ‘คนละครึ่ง’ ในอดีต ศ. ดร. อธิภัทร มีข้อสังเกตสำคัญ 4 เรื่อง ได้แก่

 

  • คนละครึ่ง ‘ช่วยร้านค้า’ ได้จริง โดยเฉพาะร้านเล็ก: ร้านที่เข้าร่วมโครงการมียอดขายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 50% และที่น่าสนใจคือ ยอดขายนอกโครงการก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย กลไกสำคัญไม่ใช่แค่คนซื้อเยอะขึ้นต่อครั้ง แต่คือร้านได้ลูกค้าใหม่บนแพลตฟอร์ม delivery ร้านที่เข้าร่วมมีจำนวนลูกค้าไม่ซ้ำเพิ่มขึ้นถึง 176% สะท้อนว่าโครงการลักษณะนี้ช่วยเปิดตลาดให้ร้านเล็ก และสร้าง customer discovery ได้จริง
  • เงินช่วยเหลือ ‘กระจุกตัว’ สูงมาก: ศ. ดร. อธิภัทรชี้ว่า ร้าน Top 5% ได้เงินสนับสนุนรวมกันถึง 41% ของงบทั้งหมด ซึ่งร้านกลุ่มนี้มักเป็นร้านที่มีฐานลูกค้าเดิมอยู่แล้ว คุ้นกับ e-payment และเข้าร่วมโครงการแทบทุก phase ดังนั้น แม้นโยบายจะช่วย SMEs จริง แต่เม็ดเงินรัฐส่วนหนึ่งก็ไหลไปกระจุกในร้านขนาดใหญ่กว่าที่หลายคนคิด
  • คนละครึ่งช่วย ‘ร้านค้า’ มากกว่าช่วย ‘การบริโภคใหม่’: จากงานวิจัยพบปรากฏการณ์ crowd out ค่อนข้างชัดนั่นคือ การบริโภคส่วนสำคัญเป็นการ ‘ย้ายที่ซื้อ’ จากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม มายังร้านที่เข้าร่วม มากกว่าจะเป็นการเพิ่มการใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด โดยค่าประสิทธิผลต่อการใช้จ่าย (MPC) อยู่ราว 0.4 แปลว่า รัฐอุดหนุน 1 บาท เกิดการใช้จ่ายใหม่จริงประมาณ 40 สตางค์ ยิ่งไทยช่วยไทย พลัส รอบนี้เพิ่มสัดส่วนการอุดหนุนจากรัฐเป็น 60% ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่โครงการจะทำหน้าที่ ‘ประคองกำลังซื้อ’ มากกว่า ‘สร้างการใช้จ่ายใหม่’ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจอ่อนแรง การช่วยพยุงรายได้และสภาพคล่องของครัวเรือนก็มีความสำคัญ แต่ภาครัฐจำเป็นต้องสื่อสารเป้าหมายให้ชัดเจนและออกแบบกลไกเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างแท้จริง
  • ถึงเวลาต้องมอง ‘การดึงร้านค้าเข้าระบบ’ เป็นเป้าหมายหลัก:หลายปีที่ผ่านมา เรากังวลกันมากว่า ร้านค้าจะไม่เข้าร่วมโครงการเพราะกลัวต้องเสียภาษี แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่า ร้านที่ออกจากระบบเพราะความกังวลนี้มีเพียงราว 6% ขณะเดียวกัน จากงานวิจัยเรื่อง VAT ธุรกิจขนาดเล็กราว 40% เลือกเข้า VAT ด้วยความสมัครใจ แม้รายได้ยังไม่ถึงเกณฑ์บังคับ 1.8 ล้าน แปลว่า ธุรกิจจำนวนมาก “พร้อมเข้าระบบ” ถ้าการอยู่ในระบบมันคุ้มค่า และต้นทุน compliance ไม่สูงเกินไป ดังนั้น ถ้ารัฐจะใช้เงินจำนวนมากกับไทยช่วยไทย พลัส ก็ควรใช้โอกาสนี้ สร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าเข้าสู่ระบบภาษี ใช้ e-payment และสร้าง digital footprint ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงกระตุ้นระยะสั้นแล้วจบไป

 

ดังนั้น ศ. ดร. อธิภัทรจึงแนะว่า โจทย์สำคัญของ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ คือช่วยร้านเล็กได้จริง ลดการกระจุกตัวของเงินช่วยเหลือ กระตุ้นเศรษฐกิจได้คุ้มค่ากว่าเดิม และช่วยพาธุรกิจเข้าสู่ระบบอย่างยั่งยืน

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories