นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง ‘ขุนพลเศรษฐกิจ’ ภายใต้การนำของ นายกรัฐมนตรี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ชื่อของ ‘ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ไม่ได้มีบทบาทแค่เพียงกำกับนโยบายการคลังและดูแลเศรษฐกิจเท่านั้น
ดร.เอกนิติ ถือเป็น ‘มือทำงาน’ ที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงโดยนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามานั่งเก้าอี้ประธานในหน่วยงานระดับยุทธศาสตร์หลายชุด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ท้าทาย ตั้งแต่ประเด็นการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ การตรวจสอบธุรกิจสีเทา และการตั้งรับวิกฤตพลังงาน
THE STANDARD WEALTH ได้รวบรวม 5 หน่วยงานพิเศษที่ ดร.เอกนิติ มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหาระดับโครงสร้างและวิกฤตเฉพาะหน้าของประเทศไว้ ดังนี้
1. คณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา (ทีมไทยแลนด์)
จุดเริ่มต้นในการ ‘นั่งประธาน’ คณะทำงานยุทธศาสตร์เจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา (ทีมไทยแลนด์) เริ่มขึ้นจากที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 โดยนายกรัฐมนตรี ได้มีข้อสั่งการให้แต่งตั้งทีมไทยแลนด์ และมอบหมายให้ ดร.เอกนิติ เป็นประธานนับแต่นั้น
หลังจากที่ศาลสูงสหรัฐฯ มีคำพิพากษาเพิกถอนมาตรการภาษีศุลกากร (Global Tariffs) ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ดร.เอกนิติ ได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เตรียมรับมือ ‘ฉากทัศน์ใหม่’ หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ พลิกใช้มาตรา 122 เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 15% เป็นระยะเวลา 150 วันแทน
อย่างไรก็ตาม บทบาทของ ดร.เอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์เริ่มลดระดับลงนับจากนั้น และแทบไม่ปรากฏความเคลื่อนไหวเชิงสาธารณะเกี่ยวกับการนำทีมเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อีกเลย
ทั้งนี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กลายเป็นผู้นำทีม ‘ไทยแลนด์พลัส’ (Team Thailand Plus) ในการเข้าร่วมงาน SelectUSA 2026 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อดึงดูดการลงทุนในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569
2. คณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย (Data Bureau)
สำหรับการตรวจสอบธุรกรรมน่าสงสัย เกิดขึ้นหลังคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สะท้อนว่า การส่งออกทองคำไปยังกัมพูชามีการเพิ่มขึ้นมากอย่างผิดปกติเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568
หลังจากนั้น ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ได้ออกคำสั่งคณะกรรมการฯ ที่ 7/2568 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย (Data Bureau) โดยมี ดร.เอกนิติ เป็น ‘ประธานอนุกรรมการ’
หลังจากติดตามความคืบหน้าการเชื่อมโยงข้อมูลนานหลายเดือน นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกรรมการจึงได้สรุปผลการศึกษาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการ 3 มาตรการหลัก เพื่อยกระดับการกำกับดูแลธุรกรรมทางการเงินและลดความเสี่ยงจากการใช้ช่องทางการเงินเพื่อกิจกรรมผิดกฎหมาย ดังนี้
- ให้ปปง. ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำจริง ในฐานะหน่วยงานกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการป้องกันการฟอกเงินของผู้ประกอบการค้าทองคำ
พร้อมให้ปปง. พิจารณายกระดับหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติให้เข้มข้นมากขึ้น รวมถึงการทบทวนปรับลดวงเงินการรายงานธุรกรรมทองคำ จากเดิมที่กำหนดไว้ตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป โดยอาจพิจารณาใช้รูปแบบขั้นบันได (Step-based Threshold)
- ศึกษาเก็บภาษีซื้อขายทองคำผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้พิจารณาปรับปรุงประกาศกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เพื่อกำหนดให้การซื้อขายทองคำที่ไม่มีการส่งมอบทองคำจริงต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
พร้อมมอบหมายให้กรมสรรพากรพิจารณากำหนดให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำออนไลน์จัดทำบัญชีพิเศษ และนำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำให้กรมสรรพากร รวมถึงให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับธุรกิจซื้อขายทองคำร่วมกับธปท.
- ให้ ก.ล.ต. พิจารณากำหนดให้ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลทุกรายต้องปฏิบัติตามหลักการ Travel Rule
3. ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)
หลังการแต่งตั้ง คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรีเผยว่าจะมีการตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ชุดใหม่ โดยมี ดร.เอกนิติเป็นผู้อำนวยการ แทน ศบก. ชุดเดิมที่หมดวาระลงตามรัฐบาลชุดก่อน แต่การแต่งตั้งดังกล่าวก็ ‘ไม่เกิดขึ้น’
ทั้งนี้ ใน ศบก.ชุดก่อน รัฐบาลได้ให้พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นผู้อำนวยการ และให้ ดร.เอกนิติ เป็นรองผู้อำนวยการ
ในการออกมาตรการบรรเทาผลกระทบจากราคานำ้มัน ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบมาตรการที่เสนอโดยกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 ผ่านการออกมาตรการบรรเทาค่าครองชีพกลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง กลุ่มเปราะบาง เป็นหลัก เช่น
- ให้ธนาคารออมสินออก Soft Loan ‘GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย’ หนุนการซื้อยานยนต์ไฟฟ้า และหนุนการติดตั้งโซลาร์เซลล์
- มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ดำเนินโครงการธงเขียวสนับสนุนค่าปุ๋ยควบคู่บัตรดินดี,
- มอบหมายกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการส่งเสริมการใช้น้ำมัน B20 ในภาคการประมง
4. คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)
เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องจากการสู้รบในตะวันออกกลาง นายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) โดยมี ดร.เอกนิติ เป็น ‘ประธานคณะกรรมการ’ ในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 5/2569 ซึ่งเผยแพร่วันที่ 1 เมษายน 2569
โดยในการประชุม คตร. นัดที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ดร.เอกนิติได้สรุปมาตรการจากที่ประชุมไว้ ดังนี้
- ให้กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ส่งกำไรส่วนเกินจากการกลั่นในช่วงวิกฤติเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาภาระประชาชน เหมือนมติ ครม. เมื่อ 21 มิถุนายน 2565
- กำหนดตัวเลขค่าการตลาดที่เหมาะสม ให้อยู่ที่ไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบภาระของประชาชน
5. คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน (โครงการแลนด์บริดจ์)
หลังรัฐบาลประกาศเดินหน้าโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’ (Landbridge) หรือโครงการสะพานเศรษฐกิจภาคใต้ เชื่อมฝั่งอ่าวไทย-อันดามัน มูลค่าราว 1 ล้านล้านบาท กระแสต่อต้านในสังคมได้กลับมาอีกครั้ง หลังพิพัฒน์ รัชกิจประการเป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลโครงการ
ท่ามกลางข้อวิจารณ์ดังกล่าว นายกรัฐมนตรี อนุทิน ได้แต่งตั้ง ‘คณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์’ ขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม โดยมอบหมายให้ ดร.เอกนิติ เป็น ‘ประธานกรรมการ’
โดยนายกรัฐมนตรีกำหนดกรอบเวลาศึกษาไว้ 90 วัน เพื่อทบทวนและประเมินความเป็นไปได้ของโครงการใหม่ ภายใต้ผลศึกษาที่เคยจัดทำไว้ก่อนหน้านี้รวม 3 ฉบับ
ล่าสุด ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ รวม 3 ชุด เพื่อเร่งศึกษารายละเอียดเชิงลึกในแต่ละมิติ ดังนี้
- ‘คณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์’ มีเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นประธาน พร้อมดึงนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ และการขนส่งเข้าร่วม อาทิ สันติธาร เสถียรไทย, รุธิร์ พนมยงค์, สุพจน์ เตชวรสินสกุล, ภูมินทร์ หะรินสุต และ สุวัฒน์ อัศวทองกุล
- ‘คณะอนุกรรมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์’ มีปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธาน เพื่อศึกษาแนวทางบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างรอบด้าน
- ‘คณะอนุกรรมการพิจารณาและขับเคลื่อนกระบวนการมีส่วนร่วมและการสื่อสารสาธารณะ’ มีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน โดยมีเป้าหมายเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ภาคธุรกิจ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบตลอดการศึกษาโครงการ
จากรายชื่อ 5 หน่วยงานที่ระบุมาข้างต้น สะท้อนว่ารัฐบาลอนุทิน จงใจยืมมือ ‘เทคโนแครตสายการเงิน’ เป็นหัวหอกในการแก้ปัญหาต่างๆ ตั้งแต่ภารกิจการค้าโลก ความมั่นคงทางการเงิน วิกฤตพลังงาน ไปจนถึงอภิมหาโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐาน

