เพียงไม่กี่วันหลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ดูเหมือนจะช่วยลดอุณหภูมิความตึงเครียดระหว่างสองมหาอำนาจ โลกกลับต้องหันมาจับตาช่องแคบไต้หวันอีกครั้ง เมื่อทรัมป์ส่งสัญญาณว่า เขาพร้อมพูดคุยโดยตรงกับไล่ชิงเต๋อ ผู้นำไต้หวันคนปัจจุบัน ในขณะที่ไล่ชิงเต๋อ ก็แสดงความยินดีและพร้อมคุยกับทรัมป์
ประเด็นสำคัญ
ปักกิ่งตอบโต้แทบจะทันที พร้อมเตือนว่า สหรัฐฯ ไม่ควร ‘เล่นกับไฟ’ ในประเด็นไต้หวัน ขณะที่สถานทูตจีนในหลายประเทศ รวมถึงไทย เริ่มเดินเกมสื่อสารเชิงรุกมากขึ้น เพื่อย้ำว่า ประเด็น ‘จีนเดียว’ คือเส้นแดงที่ไม่อาจต่อรองได้
ท่าทีขึงขังของปักกิ่ง ที่อาจสั่นสะเทือนบรรยากาศความสัมพันธ์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ อีกครั้ง สะท้อนว่า เรื่องไต้หวัน กำลังกลายเป็นสนามวัดอิทธิพลของระเบียบโลกใหม่ ขณะเดียวกันยังนำมาสู่ประเด็นสำคัญที่ทั่วโลกต่างจับตามอง คือโอกาสที่สถานะความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบระหว่างจีนและไต้หวัน จะยิ่งทวีความตึงเครียดหรืออาจลุกลามบานปลายไปถึงขั้นเกิดสงครามรวมชาติได้หรือไม่?
สำหรับประเทศไทย แรงกดดันเรื่องไต้หวันและการยอมรับในหลักการจีนเดียว ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง เนื่องจากท่าทีและการแสดงออก อาจนำมาซึ่งผลกระทบ และไทยอาจเสี่ยงถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่อันตรายของประเทศมหาอำนาจ
จีนกำลังส่งสัญญาณอะไร ผ่านการค้านสหรัฐฯ คุยตรงไต้หวัน
ในทางหนึ่ง ปฏิกิริยาของจีนต่อการติดต่อระหว่างสหรัฐฯ กับไต้หวันไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ปักกิ่งตอบโต้แทบทุกครั้ง เมื่อมีการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับไทเป ไม่ว่าจะเป็นการเยือนของนักการเมืองสหรัฐฯ การขายอาวุธ หรือการเปิดพื้นที่ทางการทูตให้ไต้หวัน
ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ท่าทีของจีนรอบนี้ “ไม่ได้ผิดปกติ” เพราะที่ผ่านมา จีนพูดลักษณะนี้แทบทุกครั้งที่เกิดประเด็นไต้หวัน โดยเฉพาะเมื่อผู้นำทางการเมืองของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณใกล้ชิดกับไต้หวันมากขึ้น เช่นกรณีของแนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ที่เยือนไต้หวันอย่างเป็นทางการในปี 2022 ขณะดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ หรือกรณีที่ประเทศยุโรปหรือประเทศใดๆ ที่เปิดรับให้ผู้นำหรือนักการเมืองไต้หวันเดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการ
สำหรับปักกิ่ง ประเด็นไต้หวันไม่ใช่เพียงเรื่องอธิปไตย หากแต่คือ “แกนกลางของความชอบธรรมทางการเมือง” ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพราะแนวคิด “การรวมชาติ” ถูกผูกเข้ากับโครงการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของจีนในยุคสีจิ้นผิงอย่างชัดเจน
การที่ผู้นำสหรัฐฯ เปิดทาง ‘คุยตรง’ กับผู้นำไต้หวัน จึงถูกมองว่า เป็นมากกว่าแค่การสื่อสารทางการเมือง แต่คือการทำให้ไต้หวันมี ‘สถานะทางการเมือง’ ใกล้เคียงรัฐอธิปไตยมากขึ้น ซึ่งจีนไม่สามารถยอมรับได้
ดร.ภากร กัทชลี อาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าของเพจ อ้ายจง มองว่า สิ่งที่จีนกำลังทำคือการส่งสารว่า “แม้จีนจะพร้อมร่วมมือกับสหรัฐฯ ในเรื่องเศรษฐกิจ การค้า หรือพลังงาน แต่ไต้หวันยังคงเป็น ‘เส้นแดง’ ที่ห้ามข้ามเด็ดขาด”
เขามองว่าจีนต้องการที่จะแสดงให้เห็นว่า ในโลกนี้มีเพียง ‘จีนเดียว’ โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ ซึ่งในมุมนึงก็ไม่ใช่ท่าทีที่ผิดปกติ เพราะจีนแสดงออกเช่นนี้มาโดยตลอด แต่ในส่วนของการคุยกันระหว่างผู้นำสหรัฐฯ กับผู้นำของไต้หวัน ที่จีนมองว่าเป็นมณฑลหนึ่งของจีนแผ่นดินใหญ่นั้น ถือเป็นปัญหาเนื่องจากมีการดำเนินการทางการทูตเกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งมองว่าเป็นสิ่งที่ผิด
น่าสนใจว่า การตอบโต้ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการพบกันระหว่างสีจิ้นผิงกับทรัมป์ ที่ปักกิ่งเพียงไม่กี่วัน ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่า บรรยากาศเชิงบวกที่เกิดขึ้นระหว่างสองมหาอำนาจนั้น อาจมีความเปราะบางกว่าที่คิดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การแสดงท่าทีแข็งกร้าวของจีนต่อประเด็นไต้หวัน ยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ เองก็ยังไม่หลุดพ้นจากวิกฤตสงครามในอิหร่าน ซึ่ง ดร.ภากร มองว่า นี่เป็นจังหวะที่จีนเล่นเกมระยะยาว คือรอให้สหรัฐฯ เพี่ยงพล้ำและติดหล่มสถานการณ์ความขัดแย้ง และพร้อมจะแสดงบทบาทต่อประเด็นไต้หวันได้โดยไม่กลัวที่จะโดนตั้งข้อกังขาจากนานาชาติ
ดร.ภากร ยังตั้งข้อสังเกตต่อคำแถลงของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะรัฐมนตรีจีน ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 2 ปีในการรับตำแหน่งประธานาธิบดีไต้หวันของไล่ชิงเต๋อ โดยมีการอ้างถึงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนไต้หวัน ว่า 60.8% รู้สึกผิดหวังอย่างมากกับการบริหารงานของรัฐบาลไล่ และ 51% ไม่เชื่อมั่นต่อการบริหารประเทศของไล่ชิงเต๋อ
พร้อมกันนี้ ยังโจมตีการกำหนดนโยบายของไล่ ที่ยั่วยุเรื่องเอกราชของไต้หวัน ว่าทำให้ความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างไต้หวันและจีนแผ่นดินใหญ่ทวีความรุนแรงขึ้น และอ้างว่าผลสำรวจนี้ กำลังสะท้อนว่าจริงๆ แล้ว ประชาชนไต้หวันรวมถึงจีนแผ่นดินใหญ่ ต่างต้องการจะเห็นผลประโยชน์และสวัสดิภาพจริงๆ ในช่องแคบไต้หวัน
ไทยควรทำอย่างไร เมื่อปักกิ่งเรียกร้องหนุนภารกิจรวมชาติ-ยึดมั่นจีนเดียว
ทั้งนี้ ดร.ภากร มองว่า สิ่งที่ดูจะไม่ปกติสำหรับท่าทีของจีน คือการใช้ถ้อยคำที่ค่อนข้างรุนแรงและแข็งกร้าวมากๆ
ตัวอย่างหนึ่งที่ต้องจับตามอง คือการที่สถานทูตจีนในไทยส่งบทความถึงสื่อไทย โดยเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนภารกิจ ‘รวมชาติ’ ของจีน และยึดมั่นในหลักการจีนเดียว ซึ่ง ดร.ภากร ชี้ว่า การที่สถานทูตจีนไม่ได้เพียงระบุว่า ให้ไทยยอมรับในหลักการจีนเดียวแต่ยังเชิญชวนให้ร่วมต่อต้านการเป็นเอกราชของไต้หวันด้วย ถือเป็นมุมที่ค่อนข้างแข็งก้าวมากๆ และไม่ปกติในเวทีการทูตระหว่างประเทศ
การส่งสารของจีนในลักษณะนี้ สะท้อนถึงความจริงจังต่อประเด็นไต้หวัน ซึ่งดร.ภากรมองว่า สำหรับรัฐบาลไทย ควรยืนยันจุดยืนตามหลักการทูตเดิม คือยอมรับนโยบายจีนเดียวตามมติสหประชาชาติ แต่ก็ต้องระมัดระวังไม่ให้ตัวเองถูกดึงเข้าไปอยู่ในเกมแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ
“ไทยก็ต้องเดินเกมเหมือนกับที่สหรัฐฯ หรือหลายประเทศทั่วโลกทำ คือยืนยันตามหลักการทูตระหว่างประเทศ ว่าในฐานะประเทศที่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ก็คือยึดในหลักการจีนเดียว แต่อย่าไปแตะในประเด็นที่ว่าเรามีกระบวนการอย่างไร เพราะไทยอาจจะโดนดึงไปสู่เรื่องของการแบ่งฝ่าย ซึ่งเราเองก็ต้องวางตัวเป็นกลาง”
ด้าน ผศ.ดร.วาสนามองว่า แม้วิธีการดังกล่าวถือว่า “ค่อนข้างแหวกธรรมเนียมการทูต” แต่สำหรับจีนนั้น การดำเนินการที่ผิดระเบียบและอาจถือได้ว่า เป็นการก้าวก่ายแทรกแซงในประเทศอื่นๆ เป็นสิ่งที่จีนทำมาโดยตลอดและไม่ใช่สิ่งที่แปลก
อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า การเรียกร้องของจีนในเรื่องการเคารพหลักการจีนเดียวนั้นไม่ผิดกฎหมาย และทำได้ในประเทศไทยที่มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งการที่รัฐบาลไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนก็ถือเป็นการยอมรับในหลักการว่ามีจีนเดียวคือสาธารณรัฐประชาชนจีน แต่ว่านอกเหนือจากท่าทีของรัฐบาล ทั้งสื่อ ประชาชนและนักวิชาการไทย ก็สามารถที่จะแสดงออกหรือบอกได้ว่าไต้หวันเป็นประเทศได้โดยไม่ผิดกฎหมายไทยเช่นกัน
ที่ผ่านมา การผลักดันหลักการจีนเดียวของปักกิ่ง มักเกิดขึ้นผ่านช่องทางทางการ เช่น การหารือระหว่างรัฐบาล การออกแถลงการณ์ร่วม หรือการประท้วงทางการทูตเมื่อมีประเทศใดขยับความสัมพันธ์กับไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม กรณีบทความที่ส่งถึงสื่อไทย กำลังสะท้อนว่า จีนไม่ได้ต้องการสื่อสารกับรัฐบาลไทยเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพยายาม ‘กำหนดกรอบการรับรู้’ ของสังคมไทยต่อประเด็นไต้หวันด้วย โดยเฉพาะการตอกย้ำว่า การสนับสนุนหลักการจีนเดียวคือเรื่องของ ‘เสถียรภาพ’ และ ‘ความถูกต้องตามกฎหมายระหว่างประเทศ’ ไม่ใช่เพียงผลประโยชน์ของจีนฝ่ายเดียว
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นี่คือส่วนหนึ่งของแนวโน้ม Wolf Warrior Diplomacy หรือ ‘การทูตนักรบหมาป่า’ ที่จีนใช้มากขึ้นหลังยุคโควิด ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ การสื่อสารตรง ใช้ภาษาชัดเจน แข็งกร้าว และพร้อมตอบโต้ต่อประเด็นที่จีนมองว่าเกี่ยวข้องกับอธิปไตยหรือผลประโยชน์แห่งชาติ
สำหรับไทย ความละเอียดอ่อนของเรื่องนี้อยู่ตรงที่ ไทยเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทั้งจีนและสหรัฐฯ ในเวลาเดียวกัน จีนยังเป็นทั้งคู่ค้าและนักลงทุนรายสำคัญ และมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจอย่างมาก ขณะที่สหรัฐฯ ก็ยังเป็นพันธมิตรด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่สำคัญของไทยเช่นกัน
ดังนั้น ทุกการส่งสัญญาณของมหาอำนาจเกี่ยวกับไต้หวันจึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามอง และการที่ไทยถูกคาดหวังให้ ‘แสดงจุดยืน’ มากขึ้นตามไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง
ยุทธศาสตร์ ‘ไม้แข็ง-ไม้อ่อน’ ของจีนต่อไต้หวัน
ดร.ภากร ชี้ว่าท่าทีของจีนในประเด็นไต้หวันนั้น เป็นไปในลักษณะของยุทธศาสตร์ โดยมีการวางกลยุทธ์ทั้ง ‘ไม้แข็ง’ และ ‘ไม้อ่อน’
ไม้แข็งที่ว่านี้ คือท่าทีระหว่างประเทศที่แข็งกร้าวและส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า อย่าล้ำเส้นในประเด็นไต้หวัน ซึ่งในยุคของสี ย้ำมาตลอดว่า การรวมชาติระหว่างจีนและไต้หวันถือเป็นเป้าหมายสำคัญตามแนวคิด ความฝันของจีน (Chinese Dream) หรือการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของประชาชาติจีน
ส่วนไม้อ่อนคือความพยายามทำให้เห็นว่า จีนและไต้หวันยังสามารถเจรจากันได้ เช่น การเชิญเจิ้งลี่เหวิน ผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ฝ่ายค้านของไต้หวัน ไปเยือนจีนแผ่นดินใหญ่เป็นเวลา 6 วัน เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยระบุว่า เป็นภารกิจเพื่อสันติภาพ และสีจิ้นผิง ยังให้การต้อนรับด้วยตนเอง และเน้นย้ำว่าประชาชนทั้งสองฝั่งช่องแคบล้วนเป็นชาวจีน และเป็นคนในครอบครัวเดียวกันที่ต้องการสันติภาพและความร่วมมือระหว่างกัน
ดร.ภากร ชี้ว่าจีนนั้น เดินหมากในเรื่องไต้หวันนอกจากในแง่ของการเมืองระหว่างประเทศ ยังมุ่งเน้นไปที่การเมืองในไต้หวันด้วย โดยมองเห็นโอกาสที่เป็นไปได้ของพรรคก๊กมินตั๋ง หลังจากที่การเลือกตั้งทั่วไปของไต้หวันครั้งล่าสุดในปี 2024 เริ่มปรากฎความหลากหลาย ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งไม่ได้แพ้หมดรูป และพรรค DPP ของไล่ชิงเต๋อ ก็ไม่ได้ชนะถล่มทลาย ในขณะที่ยังมีพรรคทางเลือกที่ 3 อย่างพรรค TPP ปรากฎขึ้นด้วย
ไต้หวัน อุตสาหกรรมชิป และดีลอาวุธ หมากในเกมภูมิรัฐศาสตร์จีน-สหรัฐฯ
ประเด็นไต้หวัน สำหรับสหรัฐฯ ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เนื่องจากเป็นทั้งฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก และเป็นแนวป้องกันอิทธิพลจีนในมหาสมุทรแปซิฟิก
โดยสำหรับจีน การปล่อยให้ไต้หวันขยับเข้าใกล้สหรัฐฯ มากขึ้น โดยเฉพาะในด้านความสัมพันธ์ทางทหารและการซื้อขายอาวุธ เท่ากับเป็นการยอมให้สหรัฐฯ เข้ามาท้าทายอำนาจอธิปไตยของตัวเองโดยตรง
“ไต้หวันเองก็เป็นหมากตัวนึงในเกมภูมิศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ เพราะถ้าหากจีนลดความดุดันลง หมายความว่าอาจจะเสียโมเมนตัมให้กับสหรัฐฯ ในช่องแคบไต้หวัน ซึ่งจะเป็นภัยคุกคามจีนอย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของจุดยุทธศาสตร์ ที่เชื่อมโยงทางทะเล ตลอดจนเรื่องของตลาดชิปเซมิคอนดักเตอร์ในไต้หวัน ซึ่งทั้งสหรัฐฯ และจีนต่างต้องการที่จะครอบครองและต้องการผลประโยชน์ในเรื่องนี้” ดร.ภากร กล่าว
ทั้งนี้ นโยบายของสหรัฐฯ ต่อไต้หวัน ในปัจจุบัน ตั้งอยู่บน 3 เสาหลักสำคัญ คือ
1.กฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์กับไต้หวัน (Taiwan Relations Act) ที่เปิดทางให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้แก่ไต้หวันเพื่อป้องกันตนเอง
2.แถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับระหว่างสหรัฐฯ และจีน ซึ่งเป็นชุดข้อตกลงที่วอชิงตันให้การรับรองทางการทูตแก่ปักกิ่งและยอมรับจุดยืนของจีนที่ว่ามีจีนเดียว
- คำมั่นสัญญา 6 ประการ ซึ่งนำมาใช้ในสมัยรัฐบาลเรแกนในช่วงทศวรรษ 1980 หนึ่งในนั้นคือคำมั่นสัญญาว่า วอชิงตันจะไม่ปรึกษาปักกิ่งก่อนอนุมัติการขายอาวุธให้ไต้หวัน
ในเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันนั้น ล่าสุด รัฐบาลไทเปยังคงเฝ้ารอการอนุมัติจากสหรัฐฯ ในดีลซื้อขายอาวุธล็อตใหญ่ มูลค่า 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ผ่านการรับรองจากสภาคองเกรสเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่จนถึงวันนี้ยังถูกระงับดำเนินการไว้ชั่วคราว โดย ฮุง เชา (Hung Cao) รักษาการรัฐมนตรีว่าการทบวงทหารเรือสหรัฐฯ ตอบคำถามในการพิจารณาของสภาคองเกรส อ้างว่า เป็นการระงับเพื่อสงวนอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ใช้ในสงครามอิหร่าน
ขณะที่ ดร.ภากร ชี้ว่า ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ ในการขายอาวุธแก่ไต้หวัน นั้นค่อนข้างเป็นไปอย่างกระอักกระอ่วน เนื่องจากทั้งสหรัฐฯ และจีนเองยังคงต้องคุยกันและตัดกันไม่ขาดในแง่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ
โอกาสเกิดสงครามต่ำ จีนยังเน้นการค้าเป็นหลัก
ทั้งนี้ แม้การตอบโต้ของจีนจะเป็นไปอย่างแข็งกร้าว แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่า โอกาสที่จีนจะเปิดฉากบุกไต้หวันในเร็วๆ นี้ยังไม่น่าจะเกิดขึ้น
ดร.ภากร มองว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนยังไม่เปิดฉากสงครามบุกไต้หวัน เพราะจีนและสหรัฐฯ ยังมีพื้นที่ให้พูดคุยกันได้ ซึ่งการที่สหรัฐฯ เข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญนั้น เนื่องจากบทบาทและความเชื่อมโยงกับไต้หวัน โดยเฉพาะในกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์กับไต้หวัน อีกทั้งทรัมป์ ก็ไม่อยากที่จะให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐฯ เลวร้ายมากกว่านี้ และยังไม่พร้อมที่จะติดพันกับสงครามอื่นๆ ในขณะที่สงครามในตะวันออกกลางก็ยังไม่จบ
ส่วนจีนเอง ดร.ภากร เชื่อว่าจีนก็ไม่ต้องการให้เกิดสงครามขึ้นเช่นกัน เนื่องจากตอนนี้รัฐบาลปักกกิ่งมุ่งเน้นในเรื่องของการค้าและเศรษฐกิจเป็นหลัก และการเปิดฉากทำสงครามด้วยเหตุผลในการปกป้องอธิปไตยตามกฎหมายที่จีนร่างขึ้นมาเองนั้น อาจจะไม่มีน้ำหนักรองรับที่มากพอ และอาจทำให้จีนขาดพันธมิตรอย่างมาก ซึ่งไม่เหมือนกรณีการทำสงครามอิหร่านที่สหรัฐฯ ยกเหตุผลข้อกังขาเรื่องภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ แม้ทั่วโลกจะรู้ว่าเป็นเรื่องของการเมืองระหว่างประเทศ
“ดังนั้นผมมองว่าจีนเองก็พยายามจะหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด คือจีนยังเชื่อว่าถ้าเปิดฉากบุกหรือเกิดการปะทะ นั่นคือหายนะทางเศรษฐกิจมหาศาลและก็เสี่ยงต่อการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ และพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่นกัน” ดร.ภากร กล่าว
พร้อมกันนี้ เขาเสริมว่า จีนยังมีข้อกังขาในเรื่องแสนยานุภาพทางทหารเช่นกัน โดยแม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการแสดงแสนยานุภาพด้วยการโชว์อาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากมาย แต่ในสงครามจริงยังไม่เคยมีการพิสูจน์แบบเปิดเผย ไม่นับรวมข่าวลือที่ว่าจีนได้ส่งอาวุธไปช่วยในสงครามรัสเซียหรืออิหร่าน ซึ่งก็ยังไม่มีการยืนยันที่ชัดเจน
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/2026/5/21/trump-says-hell-speak-to-taiwans-leader-why-that-is-significant
- https://nypost.com/2026/05/21/us-news/china-lashes-out-at-trump-for-dangling-talks-with-taiwan-leader-days-after-xi-summit/
- https://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/20260521_16/
- https://news.cgtn.com/news/2026-05-20/Lai-Ching-te-suffers-collapsing-popular-support-1NiLHj55ZhC/p.html?fbclid=IwY2xjawSCF3tleHRuA2FlbQIxMQBicmlkETFEUFdkZWl4RFRHQzg1NzN6c3J0YwZhcHBfaWQQMjIyMDM5MTc4ODIwMDg5MgABHu_W39U4czIKJRN7YJNiNhT5AD6IHgLDtN_jibs5mSDxNArGrChJ99U167hI_aem_1KEosWq4yJxy31A2mZioKw


