คิมี อันโตเนลลี นักขับวัย 19 ปีจากทีมเมอร์ซีเดส สามารถคว้าชัยชนะในรายการแคนาเดียน กรังด์ปรีซ์ ซึ่งเป็นการชนะติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 ของเขา
ชัยชนะในเรซนี้ ส่งผลให้ คิมี มีคะแนนนำ จอร์จ รัสเซลล์ เพื่อนร่วมทีมที่น่าจะเป็นคู่แข่งแย่งแชมป์ในฤดูกาลนี้ ห่างออกไปถึง 43 คะแนน ในตารางคะแนนสะสมประเภทนักขับ แม้จะยังเหลือการแข่งขันอีก 17 สนาม แต่ช่องว่างขนาดนี้ถือเป็นงานหนักสำหรับจอร์จในการไล่ตาม
การแข่งขันที่ไจลส์ วิลเนิร์ฟ เต็มไปด้วยความเข้มข้นตลอด 30 รอบแรก โดย คิมี และจอร์จ ต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งกันอย่างดุเดือดในสภาพสนามที่ชื้นและหนาวเย็น
ทั้งคู่มีการแซงสลับตำแหน่งกันหลายครั้ง เหมือนเป็นการต่อยอดความดุเดือดจาก สปรินท์เรซ และรอบควอลิฟายด์ หลังจากทวงตำแหน่งคืนมาจากแลนโด นอร์ริส นักขับของทีมแมคลาเรนได้สำเร็จ
สภาพอากาศที่หนาวเย็นทำให้ยางมีอุณหภูมิต่ำ ส่งผลให้นักขับทั้งสองเกิดอาการล้อล็อกบ่อยครั้ง โดยเฉพาะที่โค้งที่ 10 หรือที่เรียกว่า Hairpin
ในรอบที่ 24 หลังจาก คิมี เบรกจนล้อล็อกและหลุดแทร็ก วิศวกรได้ส่งวิทยุเตือนว่าทีมอาจต้องสั่งยุติการต่อสู้นี้หากทั้งคู่ยังไม่ขับให้เรียบร้อยกว่าเดิม เนื่องจาก โตโต้ วูล์ฟส์ ทีมบอสของเมอร์ซีเดส กังวลว่าอาจเกิดเวิร์สเคส จนกลายเป็นอุบัติเหตุที่ทำให้ทั้งคู่ต้องออกจากการแข่งขันจากความผิดพลาดไม่ใช่การขับที่ก้าวร้าวเกินไป
แม้เหตุการณ์ที่โตโต้กลัวจะไม่เกิดขึ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจอร์จ รัสเซลล์ ในเวลาต่อมา ก็ไม่น่าใช่เรื่องที่ทีม ซิลเวอร์ แอร์โรว์ คาดหวัง หลังนักขับอังกฤษโชคร้ายต้องออกจากการแข่งขันในรอบที่ 30
รายงานระบุว่า สาเหตุที่จอร์จต้องออกจากเรซนี้เนื่องจากปัญหาทางเทคนิคที่คาดว่าเป็นที่ระบบส่งกำลังล้มเหลว (power-unit failure) ทั้งที่เจ้าตัวกำลังต่อสู้เพื่อตำแหน่ง
แน่นอนว่า จอร์จรู้สึกผิดหวังและมองว่าตนเองโชคร้ายอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับสถานการณ์ก่อนหน้านี้ เช่น ปัญหาจังหวะ Safety Car ในญี่ปุ่นที่ทำให้เขาเสียตำแหน่งให้คิมี ต่อด้วยการที่ รถเสียในรอบคัดเลือก Q3 ที่เซี่ยงไฮ้
การต่อสู่ของ คิมี กับ จอร์จ ทำท่าจะดุเดือดมาตั้งแต่วันก่อนหน้านี้แล้ว แต่ในรอบเมนเรซ มันทวีความดุเดือดจนแทบจะกลายเป็นเป็นรอยร้าว เมื่อมีการต่อสู้กันผ่านข้อความทางวิทยุด้วย
คิมี เรียกร้องให้ลงโทษเพื่อนร่วมทีม ขณะที่จอร์จใช้คำพูดประชดประชัน ทำให้ โตโต้ แสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ทีมบอสของเมอร์ซีเดส ยังคงเชื่อมั่นในตัวจอร์จ โดยระบุว่าเขามีความมุ่งมั่นและจิตใจที่แข็งแกร่ง และเชื่อว่าการต่อสู้เพื่อแย่งแชมป์ยังไม่จบลง เพราะยังมีคะแนนให้เก็บอีกมากในอีก 17 สนามที่เหลือ
สำหรับแฟนๆ เมอร์ซีเดส ก็คงได้แต่หวังว่า รอยร้าวที่เกิดขึ้นจะไม่ลุกลามบานปลาย จนสุดท้ายกลายเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นระหว่าง นิโก รอสเบิร์ก และ ลูอิส แฮมิลตัน อีกครั้ง
ไม่ใช่แค่จอร์จคนเดียวเท่านั้นที่เจ็บปวดกับผลการแข่งขันในเรซนี้ เพราะเพื่อนนักแข่งจากสหราชอาณาจักรอย่าง แลนโด นอร์ริส จากแมคลาเรน ก็คงต้องเจอกับความเจ็บปวดที่ไม่ต่างกัน
ในเรซนี้ แมคลาเรน ล้มเหลวอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้พบเห็นง่ายๆ พวกเขาผิดพลาดทางกลยุทธ์โดยโดยเลือกใช้ ยางอินเตอร์มีเดต ทั้งที่สภาพสนามแห้ง โดยหวังผลจากสภาพอากาศที่เย็น
ผลที่เกิดขึ้นกลายเป็นลบทันที หลังจาที่ แลนโดออกสตาร์ทได้อย่างงดงามและขึ้นนำก่อน แต่ก็ต้องเข้าพิทอย่างรวดเร็วในรอบที่ 2 เพื่อเปลี่ยนยาง ทำให้เสียอันดับ
สุดท้าย แลนโดต้องออกจากการแข่งขัน ในรอบที่ 39 เนื่องจากระบบเกียร์ขัดข้อง ส่วน ออสการ์ ปิอัสทรี อีกหนึ่งนักขับของทีมต้องจบการแข่งขันแบบไม่มีแต้มหลังจากเกิดการปะทะกับ อเล็กซ์ อัลบอน และโดนทำโทษปรับเวลา 10 วินาที
ขณะที่ทีมใหญ่อย่างมะละกอ ถือว่าล้มเหลวในเรซนี้ แต่ เฟอร์รารี และ เรดบูลล์ เรซซิ่ง กลับเป็นฝ่ายทำผลงานได้น่าพอใจจากการขับของเซอร์ลูอิส แฮมิลตัน และ แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน
รายงานระบุว่า ท่านเซอร์ตัดสินใจไม่ใช้เครื่องจำลองการขับในการเตรียมตัวสำหรับรายการนี้ ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก
เขาสามารถทำผลงานได้เหนือกว่าเพื่อนร่วมทีมอย่างชาร์ลส์ เลอแคลร์ ทั้งในรอบควอลิฟายและรอบแข่งขันจริง โดยคว้าอันดับที่ 2 ซึ่งถือเป็นผลงานที่ดีที่สุดของเขานับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับทีมม้าลำพองเมื่อฤดูกาลที่แล้ว โดยนี่ยังเป็นโพเดียมที่ 2 ของเขากับทีมในฤดูกาลนี้ด้วย
ด้านเรดบูลล์ เรซซิ่ง แม้ซูเปอร์แม็กซ์จะไม่พอใจกับการปรับแต่งรถในรอบควอลิฟาย จนออกมาให้สัมภาษณ์ และกลายเป็นประเด็นอยู่ช่วงหนึ่ง
แต่ในวันแข่งขันจริงสถานการณ์กลับไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด นักขับชาวดัตช์พารถเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 3 แม้ว่ารถของเรดบูลล์จะยังมีปัญหาในการขับผ่านเนินและเคิร์บ แต่ภาพรวมถือว่าดูดีกว่าช่วงต้นฤดูกาลมากหลังจากได้รับชุดอัปเกรดจากไมอามี
อีกคนหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงมากนัก แต่ก็พูดได้เต็มปากเต็มคำว่ายอดเยี่ยม คือทางเลียม ลอว์สัน ตากทีมเรซซิ่งบูลล์ ที่เจ้าตัวสามารถจบอันดับที่ 7 ทั้งที่พลาดการซ้อมเกือบทั้งหมดในวันศุกร์ แต่สามารถเอาตัวรอดจากปัญหาเรื่องอุณหภูมิยางและกลยุทธ์จนเก็บแต้มสำคัญให้ทีมได้
ขณะที่ฟรังโก โคลาปินโต จากอัลพีน ก้าวขึ้นมาจบอันดับ 6 อย่างน่าเซอร์ไพรส์ ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดในอาชีพของเขาในศึก F1 พร้อมกับรักษามาตรฐานการขับที่ไร้ข้อผิดพลาด และแสดงให้เห็นว่าเขามีคุณค่าต่อทีมอัลพีนมากกว่าแค่ตัวเลือกชั่วคราว
ขณะที่วิลเลียมส์ แม้จะต้องโชคร้ายจากเหตุการณ์ที่เกิดกับอเล็กซ์ อัลบอน ทำให้แข่งขันไม่จบ แต่ทีมก็ได้รับสัญญาณบวกเมื่อคาร์ลอส ไซนซ์ จบอันดับที่ 9 เก็บได้ 2 แต้มสำคัญให้ทีมได้
ไซนซ์คว้า 2 คะแนนให้ทีมได้ ทั้งที่วิลเลียมส์ตัดสินใจผิดพลาดด้วยการให้เริ่มการแข่งขันด้วยยางอินเตอร์มีเดต แต่ด้วยความเร็วของรถ FW48 ในช่วงที่แทร็กแห้ง ทำให้เขาสามารถไล่แซงจนกลับมาอยู่ในโซนคะแนนได้
อีกหนึ่งเรื่องที่น่าประทับใจ คือความสนุกของสนามเซอร์กิต ไจลส์ วิลเนิร์ฟ ที่ไม่เคยทำให้แฟนๆ ผิดหวัง โดยยังคงเป็นสนามที่สร้างความประหลาดใจได้เสมอด้วยลักษณะสนามที่มีกริปต่ำและกำแพงที่อยู่ประชิดขอบทาง
แม้ในครั้งนี้ฝนจะไม่ตกตามที่คาดการณ์ไว้ แต่เลย์เอาต์ของสนามก็เอื้อให้เกิดการต่อสู้แบบล้อต่อล้อที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะการชิงจังหวะกันเองระหว่างนักขับเมอร์ซีเดสในช่วง 30 รอบแรก
และภาพความยอดเยี่ยมของสนามแห่งนี้ น่าจะชัดเจนมากขึ้น เมื่อมองไปข้างหน้าแล้วเห็น โมนาโก กรังด์ปรีซ์ รอแฟนๆ อยู่ในวันที่ 5-7 มิถุนายน นี้
ภาพ: Mark Sutton – Formula 1 / Getty Images
อ้างอิง
- https://www.formula1.com/en/latest/article/antonelli-wins-dramatic-canadian-grand-prix-as-russell-retires-amid-thrilling-mercedes-battle.MzvclJaqCidlYMUXonuDq
- https://www.motorsport.com/f1/news/five-quick-takeaways-from-drama-filled-canadian-grand-prix/10823918/
- https://www.the-race.com/formula-1/winners-and-losers-from-f1-2026-canadian-grand-prix/
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/czr2ed3zrr5o
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/c9q3d2lglrdo


