กกพ. เปิด 4 สูตร ชูแนวคิด ลดรายเล็ก-เก็บรายใหญ่ ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จ่ายถูกลงเพดาน 3 บาท ส่วนผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยต่อเดือน เตรียมรับภาระเพิ่ม แตะ 5 บาทต่อหน่วย ชี้เตรียมเปิดรับฟังความเห็น ก่อนเริ่มใช้จริงเดือนกรกฎาคม 2569
วันที่ 22 พ.ค.69 พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงาน กกพ. ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้ไฟบ้านกว่า 23 ล้านครัวเรือน ซึ่งกว่า 64% ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จึงถือเป็นมาตรการที่ช่วยประชาชนส่วนใหญ่โดยตรง
โดยตัวอย่างบ้านที่ใช้ไฟ 200 หน่วย ปัจจุบันจ่ายค่าไฟประมาณ 700 บาท แต่ภายใต้โครงสร้างใหม่จะลดเหลือราว 600 บาท หรือประหยัดได้ประมาณ 100 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ การปรับครั้งนี้เป็นการปรับเฉพาะค่าไฟฟ้าฐาน ไม่รวมค่า Ft ซึ่งยังคำนวณตามต้นทุนเชื้อเพลิงในแต่ละรอบ และค่าไฟเฉลี่ยทั้งประเทศยังอยู่ภายใต้กรอบ 3.95 บาทต่อหน่วยตามนโยบายรัฐบาล
สำหรับ 4 แนวทางที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็น กรณีศึกษาที่ 1-2 จะตรึงค่าไฟกลุ่มใช้ไฟ 201-400 หน่วยไว้ใกล้เคียงเดิม แต่ผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยจะปรับขึ้นสูง
ขณะที่กรณีศึกษาที่ 3-4 จะทยอยปรับขึ้นตั้งแต่ระดับ 201 หน่วยขึ้นไป ทำให้ค่าไฟค่อยๆเพิ่ม ไม่กระโดดแรงในช่วงปลาย
โดยแนวทางที่ 4 มองว่ามีความเป็นธรรมมากที่สุด เพราะไม่ทำให้ผู้ใช้ไฟสูงต้องแบกรับภาระพุ่งขึ้นทันที
ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยจะจ่ายค่าไฟประมาณ 5 บาทต่อหน่วย เพื่อนำส่วนต่างไปอุดหนุนกลุ่มใช้ไฟต่ำกว่า 200 หน่วย คิดเป็นวงเงินราว 15,000 ล้านบาท
พร้อมย้ำว่า แนวคิด ‘ผู้ใช้มาก จ่ายมาก’ จะช่วยลดการใช้พลังงานเกินจำเป็น และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต เช่น โซลาร์รูฟท็อปและรถ EV โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 5 มิถุนายนนี้ ก่อนสรุปเสนอ กกพ. พิจารณาประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป
สำหรับตัวอย่างการคำนวณอัตราค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้า (Progressive Rate) สำหรับผู้ใช้ไฟบ้านอยู่อาศัยประเภท 1.2 หรือบ้านที่ใช้ไฟเกิน 150 หน่วยต่อเดือน พบว่า กลุ่มใช้ไฟระดับปานกลางยังมีโอกาสจ่ายค่าไฟลดลง แต่ผู้ใช้ไฟสูงตั้งแต่ 500 หน่วยขึ้นไป จะเริ่มได้รับผลกระทบจากโครงสร้างใหม่ในบางกรณี
ศึกษาจากตัวอย่างการใช้ไฟฟ้า 390 หน่วยต่อเดือน ปัจจุบันมีค่าไฟรวม 1,699.60 บาท แต่หากใช้อัตราใหม่ในกรณีศึกษาที่ 1 และ 2 ค่าไฟจะลดลงเหลือ 1,594.36 บาท หรือลดลงกว่า 105 บาท
ขณะที่กรณีศึกษาที่ 4 ค่าไฟจะอยู่ที่ 1,694.33 บาท ลดลงเล็กน้อย ส่วนกรณีศึกษาที่ 3 ค่าไฟกลับเพิ่มขึ้นเป็น 1,704.72 บาท
“ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนแนวคิดการออกแบบโครงสร้างใหม่ที่ต้องการตรึงค่าไฟช่วงต้นให้ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ที่รัฐบาลต้องการให้อัตราค่าไฟไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ก่อนทยอยปรับขึ้นตามปริมาณการใช้ไฟ”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ใช้ไฟสูงขึ้น พบว่า ผู้ใช้ไฟ 500 หน่วยต่อเดือน เริ่มมีภาระค่าไฟเพิ่มขึ้นในหลายรูปแบบ โดยปัจจุบันค่าไฟอยู่ที่ 2,237 บาท
หากใช้อัตราใหม่กรณีศึกษาที่ 1 ค่าไฟจะเพิ่มเป็น 2,241.27 บาท ส่วนกรณีศึกษาที่ 3 จะเพิ่มเป็น 2,306.01 บาท และกรณีศึกษาที่ 4 เพิ่มเป็น 2,299.91 บาท ขณะที่กรณีศึกษาที่ 2 ยังคงใกล้เคียงอัตราเดิมที่ 2,237 บาท
ความแตกต่างของทั้ง 4 กรณี อยู่ที่วิธีการกระจายภาระค่าไฟระหว่างผู้ใช้ไฟระดับกลางและระดับสูง
โดยบางสูตรจะตรึงค่าไฟช่วงต้นให้นาน ส่งผลให้ค่าไฟช่วงปลายกระโดดสูงมากขึ้น ขณะที่บางสูตรจะค่อย ๆ ปรับขึ้นตั้งแต่ช่วง 200-400 หน่วย เพื่อไม่ให้ผู้ใช้ไฟจำนวนมากต้องเจอค่าไฟพุ่งแรงในช่วงปลาย
ทั้งนี้ เบื้องต้น การไฟฟ้าฯ มองว่าเมื่อดูจาก 4 ตัวอย่าง ควรพิจารณากรณีศึกษาที่ 4 ซึ่งถือเป็นค่าเฉพาะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้ไฟเกิน 400 หน่วยขึ้นไป จะต้องมีการปรับขึ้นอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ย 0.54 -1.03 บาทต่อหน่วย หรือ มีอัตราค่าไฟฟ้า เฉลี่ยอยู่ที่ 4.96- 5.00 บาทต่อหน่วย โดยกราฟการจ่ายค่าไฟในราคาที่ไม่ก้าวกระโดดมากนัก ซึ่งส่วนมากเป็นประชากรในกทม.และปริมณฑล
แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างค่าไฟฐานใหม่ ซึ่ง กกพ.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม-5 มิถุนายน 2569 พร้อมอยู่ระหว่างพิจารณาค่าไฟใหม่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อเคาะอัตราใหม่ในรอบถัดไปก่อนสรุปเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณาประกาศใช้ในเดือนมิถุนายน และเริ่มมีผลกับบิลค่าไฟรอบเดือนกรกฎาคม 2569

