กรณีคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา รายงานผลการศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา โดยมีมติเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU 2543 เนื่องจากระบุว่า “เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง” ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านชายแดนและกฎหมายระหว่างประเทศหลายท่าน
จากการที่ได้ศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย รวมทั้งได้สนทนาและปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้องและปฏิบัติหน้าที่จริง ผมขอนำเสนอ ‘ข้อโต้แย้ง’ ใน 6 ประเด็น ต่อกรณีที่ กมธ.วุฒิสภา มีมติเอกฉันท์ เห็นควรให้ยกเลิก MOU43 ดังนี้
1. ข้อกำหนดใน MOU43 มีความบกพร่อง โดยเฉพาะการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ของ กัมพูชา ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ 1:50,000 ของไทย ทำให้เกิดปัญหาในการปักปันเขตแดน นอกจากนี้ กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ยังไม่มีอำนาจจัดการปัญหาการรุกล้ำ
ข้อโต้แย้ง:
หลักฐานที่ระบุให้นำมาใช้ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนภายใต้กรอบของ MOU43 นั้น ประกอบด้วย อนุสัญญาฯ ค.ศ.1904 สนธิสัญญาฯ ค.ศ.1907 แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 และเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาและสนธิสัญญาดังกล่าว โดยเฉพาะบันทึกวาจาแสดงที่ตั้งหลักเขตแดน จะต้องนำมาใช้พิจารณาร่วมกันโดยไม่ได้นำแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาใช้ เฉพาะเพียงอย่างเดียว และในส่วนของแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ก็เขียนระบุเอาไว้ชัดเจนในแผนที่ว่า ‘แนวแบ่งเขตไม่ถือกำหนดเป็นทางการ Boundary representation is not necessarily authoritative’
ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้ยึดถือเส้นที่ปรากฏในแผนที่ 1:50,000 เป็นเส้นปฏิบัติการเพียงฝ่ายเดียวในระหว่างที่การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม หากดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามกลไกของ MOU43 ผลผลิตสุดท้าย ก็จะได้แผนที่มาตราส่วน 1:25,000 ซึ่งเส้นเขตแดนมีความสอดคล้องกับเส้นบนแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เช่นเดียวกัน
2. MOU43 มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจากคณะรัฐมนตรีในอดีตมีมติเพียงรับทราบ ไม่ใช่เห็นชอบ และไม่ได้ผ่านการพิจารณาจากรัฐสภา ทั้งที่ข้อตกลงดังกล่าวมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย
ข้อโต้แย้ง:
MOU43 ถือเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ ที่มีเนื้อหาและวัตถุประสงค์เพื่อวางกรอบการเจรจาที่จะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างคู่สัญญา ยังไม่ได้มีบทบัญญัติใดที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตในขณะนั้น จึงไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภาตามมาตรา 224 แห่งรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งหากการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดน และมีการตกลงแนวเส้นเขตแดนที่แท้จริงในปัจจุบันระหว่างกันเสร็จสิ้นลงแล้ว เมื่อนั้น ผลงานของ JBC ก็จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป
3. รัฐธรรมนูญกัมพูชา ค.ศ.1993 บังคับให้ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ดังนั้น แผนที่ที่เกิดจาก MOU43 จึงเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรับรองจากกัมพูชา ทำให้การเจรจาสูญเปล่า
ข้อโต้แย้ง:
แม้รัฐธรรมนูญกัมพูชาจะมีบทบัญญัติเรื่องมาตราส่วนของแผนที่เอาไว้ แต่ในเมื่อกัมพูชายินยอมลงนามใน MOU43 ซึ่งมีสถานะเป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ กัมพูชาย่อมมี ‘พันธกรณี” ที่ต้องปฏิบัติตามหลักความเหนือกว่าของกฎหมายระหว่างประเทศ (Supremacy of International Law) โดยไม่อาจอ้างกฎหมายภายในมาเป็นข้อแก้ตัวเพื่อปฏิเสธผลงานการสำรวจร่วมกันได้ ตามนัยแห่งอนุสัญญากรุงเวียนนา (VCLT1969) มาตรา 27 ซึ่งหากผลการสำรวจขัดแย้งกับแผนที่ในรัฐธรรมนูญของกัมพูชา ย่อมต้องเป็นหน้าที่ของกัมพูชาเองที่ต้องไปแก้ไขกฎหมายภายในของประเทศตน
อีกทั้งการอ้างอิงแผนที่มาตราส่วน 1:100,000 นั้น ยังมีความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคจากการนำข้อมูลจากแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มาขยาย ซึ่งไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลและขาดหลักฐานการรับรองอย่างเป็นทางการ ดังนั้น กระบวนการตาม MOU43 ที่มุ่งจัดทำแผนที่ใหม่ในมาตราส่วน 1:25,000 เพื่อพิสูจน์ทราบในพื้นที่จริง (Ground Truth) ตามกรอบอนุสัญญา ค.ศ.1904 และสนธิสัญญา ค.ศ.1907 จึงถือเป็นกลไกที่ถูกต้องแม่นยำและมีน้ำหนักทางกฎหมายเหนือกว่าเส้นเขตแดนที่ปรากฏในแผนที่มาตราส่วน 1:100,000
4. ความล่าช้าในการดำเนินการ แม้ผ่านมาเกือบ 26 ปี แต่การสำรวจคืบหน้าเพียงร้อยละ 60 ของขั้นตอนแรก เท่านั้น
ข้อโต้แย้ง:
สาเหตุที่ทำให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเป็นไปด้วยความล่าช้าไม่ได้เกิดจากตัวบทของ MOU43 โดยตรง แต่มีสาเหตุมาจากการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์และอำนาจอธิปไตยของชาติ เนื่องจากแนวเส้นเขตแดน คือ แนวที่ใช้ในการกำหนดขอบเขตอธิปไตยซึ่งได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมายระหว่างประเทศ
ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นหมายถึงการสูญเสียดินแดนของประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่การสู้รบเก่าต้องใช้เครื่องตรวจเก็บกู้ทุ่นระเบิด รวมทั้งหลักฐานที่เป็นพันธะกรณีขาดความชัดเจน การตีความหลักฐานอาจไม่ตรงกัน จึงจำเป็นต้องกลับมาทบทวนและเจรจากันใหม่อีก ซึ่งเหตุผลที่กล่าวมาทำ ให้เกิดความล่าช้าในการปฏิบัติงานร่วมกัน
5. สถานการณ์ชายแดนเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงหลังเกิดการปะทะใหญ่ 2 ครั้งในปี 2568 ทำให้ไทย ต้องหันไปยึดแถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบันแทน
ข้อโต้แย้ง:
แถลงการณ์ร่วม GBC (27 ธันวาคม 2568) ที่ให้คงกำลังทหารไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน เป็นมาตรการที่ทั้งสองฝ่ายดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยยึดหลักสันติวิธี ไม่เสริมกำลังทหาร ร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นความร่วมมือและฟื้นฟูความสัมพันธ์ ส่วนการคงกำลังทหารไว้ในปัจจุบันที่ลึกเข้าไปในฝั่งกัมพูชามากกว่าเดิม เพื่อใช้ในการเจรจาต่อรองแนวเส้นเขตแดนในภาพรวมตลอดแนว
ทั้งนี้ ในแถลงการณ์ร่วมนั้น ได้ระบุว่า ข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วมไม่ส่งผลกระทบต่อการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างสองประเทศ และเสนอให้ใช้กลไกที่มีอยู่ของ JBC ดำเนินการ สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนให้เป็นไปตามความตกลงที่มีอยู่ ซึ่ง MOU43 ยังคงเป็นกลไกในการดำเนินการที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาเจรจาร่วมกันได้
6. กัมพูชามีพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม
ข้อโต้แย้ง:
MOU43 เป็นกลไกในการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ส่วนพฤติกรรมไม่รักษาสัญญา ยั่วยุ และสร้างข่าวปลอม ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจหน้าที่และกลไกการแก้ไขปัญหาของ JBC ดังนั้น ควรใช้กลไกอื่นระหว่างรัฐบาลของทั้งสองประเทศจัดการแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นดังกล่าว
คำถามคือ หากยกเลิก MOU43 แล้ว ปัญหาอันเรากำลังเผชิญอยู่นี้จะยุติลงได้จริงๆ ใช่หรือไม่ หรือจะเป็นการสร้างปัญหาใหม่ให้ต้องตามแก้ไขต่อไปไม่รู้จบ
สิ่งที่เราต้องมุ่งเน้นคือการ ‘เอาชนะปัญหา’ ไม่ใช่เน้น ‘เอาชนะกันและกัน’


