วันนี้ (7 พฤษภาคม) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กิจจา อาลีอิสเฮาะ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชาติ และผู้เสียหายที่ถูกลอบยิงอีก 2 ราย เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อร้องขอความเป็นธรรมและขอให้เข้ามาช่วยกำกับดูแลการสืบสวนสอบสวนคดีลอบสังหาร กมลศักดิ์ หลังจากพบความล่าช้าและข้อสงสัยในการทำงานของพนักงานสอบสวนในพื้นที่
กิจจา เปิดเผยถึงสาเหตุสำคัญของการเข้าร้องเรียนในครั้งนี้ว่า สืบเนื่องจากทางผู้เสียหายได้เคยเข้าร้องเรียนต่อคณะพนักงานสอบสวนในพื้นที่มาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่กลับพบว่าทิศทางการแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีลักษณะคล้ายกับต้องการสรุปสำนวนและปิดคดี โดยระบุว่าสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ครบถ้วนแล้ว ทั้งที่ในความเป็นจริง ทางฝ่ายผู้เสียหายเชื่อมั่นว่าเหตุการณ์นี้เป็นการจ้างวานฆ่า และยังมีตัวการหรือผู้บงการ อีกหลายคนที่ยังลอยนวลอยู่
ทนายความได้ยกตัวอย่างความผิดปกติในการทำคดีว่า ในกลุ่มผู้ต้องหา 5 คนแรกที่ถูกควบคุมตัวได้นั้น ทางพนักงานสอบสวนมีท่าทีจะไม่ตั้งข้อกล่าวหาหรือเรียกตัวผู้ต้องหา 2 คนสุดท้ายมาดำเนินคดี จนกมลศักดิ์ต้องเป็นผู้ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้เอาผิดเพิ่มเติม ทว่าแทนที่เจ้าหน้าที่จะออกหมายจับ กลับดำเนินการเพียงการออกหมายเรียก และแจ้งข้อหาในฐานะ ผู้สนับสนุน เท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ต้องหากลุ่มที่ลงมือยังให้การสารภาพว่าไม่ได้รู้จักหรือมีความขัดแย้งส่วนตัวกับผู้เสียหายแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าพฤติการณ์นี้คือการรับจ้างลงมือ และจะต้องมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน
เพื่อป้องกันไม่ให้คดีนี้กลายเป็นคดีปริศนา กิจจาได้เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติลงมากำกับดูแลและสั่งการให้พนักงานสอบสวน เร่งรัดรวบรวมพยานหลักฐานเชิงลึก โดยเฉพาะข้อมูลการใช้โทรศัพท์ การสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน เส้นทางการเงิน และเส้นทางการใช้รถยนต์ของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อทวงถามหลักฐานส่วนนี้จากตำรวจท้องที่ กลับได้รับเพียงคำตอบปฏิเสธโดยไม่มีเอกสารยืนยัน ซึ่งแตกต่างจากการสืบสวนคดีความมั่นคงในพื้นที่ ที่เจ้าหน้าที่จะทำงานอย่างละเอียดรอบคอบและหาความเชื่อมโยงได้อย่างชัดเจน
“เราไม่อยากให้คดีของกมลศักดิ์ ต้องซ้ำรอยกับคดีการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ที่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาตัวผู้บงการมาลงโทษได้ เหตุการณ์นี้ได้เปลี่ยนชีวิตของกมลศักดิ์ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้อีกต่อไป” กิจจา กล่าว
ส่วนประเด็นข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงคดีจากผู้มีอิทธิพลนั้น กิจจาระบุว่า ขณะนี้ผู้ต้องหา 2 คนสุดท้ายที่ถูกแจ้งข้อหาผู้สนับสนุนได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวแล้ว แม้ว่าทางศูนย์ทนายความมุสลิมจะยื่นคัดค้านการประกันตัวในชั้นฝากขัง เนื่องจากเกรงว่านายทหารชั้นผู้ใหญ่ของทั้ง 2 คนอาจเข้ามาแทรกแซงหรือยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แต่ศาลได้พิจารณาอนุญาตให้ประกันตัว
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามว่าผู้บงการเป็นบุคคลมีสีหรือคนในพื้นที่หรือไม่ ทนายความระบุเพียงว่า ไม่สามารถยืนยันได้และต้องว่ากันตามพยานหลักฐาน โดยกมลศักดิ์ได้ให้ข้อมูลเบาะแสผู้บงการแก่ตำรวจไปแล้ว และเชื่อมั่นในศักยภาพของตำรวจไทยว่า หากมีการสืบสวนเส้นทางดิจิทัลและเส้นทางการเงินอย่างจริงจัง จะต้องสามารถลากตัวผู้บงการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมารับโทษทางกฎหมายได้อย่างแน่นอน


