×

ก.พ.ค. ชี้ย้าย ‘นฤชา-ไชยวัฒน์’ 2 อธิบดี มท.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เหตุเด้งพ้นเก้าอี้ภายใน 4 วันหลังมอบนโยบาย ไร้เหตุจำเป็นราชการ

โดย THE STANDARD TEAM
07.05.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าวคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. กรณีการย้าย 2 อธิบดีกระทรวงมหาดไทยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันนี้ (7 พฤษภาคม) วรวิทย์ สุขบุญ ประธานคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม หรือ (ก.พ.ค.) แถลงผลการประชุม ก.พ.ค. ว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 กรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเสนอรายชื่อต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการโยกย้ายอธิบดี 2 ราย ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ในกระทรวงมหาดไทย โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความจำเป็นของราชการ

 

ต่อมาข้าราชการทั้ง 2 รายดังกล่าวได้ร้องทุกข์ต่อ ก.พ.ค. เมื่อวันที่ 6 และวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ตามลำดับ ซึ่ง ก.พ.ค. ได้มีมติรับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณาและดำเนินการตามกระบวนการ บัดนี้ ก.พ.ค. ได้มีคำวินิจฉัยในเรื่องดังกล่าว ดังนี้

 

ผลการพิจารณา ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จำนวน 6 เสียง (วรวิทย์ สุขบุญ, ภาณุ สังขะวร, สุรพันธ์ บุรานนท์, อติโชค ผลดี, ธรรมนูญ เรืองดิษฐ์ และชำนาญ ทิพยชนวงศ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย (นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ และไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์) ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (ภูมิธรรม เวชยชัย)

 

ภายหลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบนโยบายแก่ผู้บริหารและข้าราชการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะนั้นผู้ร้องทุกข์ยังดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานที่ต้องนำนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมอบหมายไปหาวิธีการหรือแนวทางการดำเนินงานให้สอดคล้องกับภารกิจของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมการปกครอง อีกทั้งในฐานะผู้บริหารของหน่วยงานย่อมต้องถ่ายทอดนโยบายสู่ข้าราชการของกรมซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

การดำเนินการดังกล่าวต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร เพื่อให้ปรากฏประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อหน่วยงานและประชาชนเสียก่อน แต่ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า ภูมิธรรมได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2568 ต่อมาวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ได้ประชุมมอบนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และต่อมาวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ปลัดกระทรวงมหาดไทยกลับดำเนินการเสนอรายชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และให้พ้นจากตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบ ซึ่งเป็นเวลาเพียง 4 วันนับแต่วันมอบนโยบาย แสดงให้เห็นว่าไม่มีระยะเวลาให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ได้ดำเนินการนำนโยบายที่ได้รับมอบหมายไปสู่การปฏิบัติราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองเลย ดังจะเห็นได้จากกระทรวงมหาดไทยเพิ่งมีคำสั่งที่ 2704/2568 ลงวันที่ 3 กันยายน 2568 มอบหมายให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ซึ่งเป็นระยะเวลาล่วงเลยมาหนึ่งเดือนเศษนับแต่วันมีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้งสองเป็นผู้ตรวจราชการ

 

โดยเฉพาะกรณีของไชยวัฒน์ จะเหลือเวลาปฏิบัติราชการไม่ถึง 1 เดือนก็จะเกษียณอายุราชการ จึงไม่อาจขับเคลื่อนนโยบาย (แก้ไขปัญหายาเสพติด) ให้สำเร็จได้ และแม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทยจะมีอำนาจตามกฎหมาย แต่ต้องใช้อำนาจดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย

 

ดังนั้น การเสนอชื่อผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จึงแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ของการกระทำที่มีลักษณะเร่งรีบ อันแฝงไว้ด้วยวัตถุประสงค์อื่นที่มิใช่เหตุผลความจำเป็นของทางราชการที่แท้จริง

 

นอกจากนี้ แม้การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครอง ตามลำดับ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง จะเป็นการโอนให้ไปดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงเช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 ตำแหน่งมีเงินประจำตำแหน่งและค่าตอบแทนรายเดือนในอัตราที่เท่ากัน

 

แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก กับลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ของตำแหน่งอธิบดีกับตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ตามที่ ก.พ. กำหนดไว้ในมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง จะเห็นข้อแตกต่างอย่างชัดเจนว่า ผู้ตรวจราชการกระทรวงไม่มีลักษณะงานที่ปฏิบัติในด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และด้านบริหารทรัพยากรและงบประมาณ

 

เมื่อพิจารณาถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมายตามคำสั่งของกระทรวงมหาดไทยแล้ว ถือเป็นการบริหารงานในฐานะผู้ตรวจราชการและแนะนำการปฏิบัติราชการของส่วนราชการ หรือให้คำปรึกษาของส่วนราชการระดับกระทรวง และปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงและผู้ตรวจราชการกระทรวง เป็นการมอบหมายให้ทำหน้าที่ตรวจราชการในพื้นที่ยุทธศาสตร์

 

รวมถึงให้มีอำนาจกำกับดูแลในภาพรวมครอบคลุมทุกเขตตรวจราชการ แต่ไม่มีหน่วยงานในสังกัดของตน มีหน้าที่เพียงการตรวจราชการและให้คำแนะนำในการปฏิบัติราชการแก่หน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีอำนาจสั่งการให้ปฏิบัติงาน และไม่อาจใช้อำนาจในการบริหาร รวมถึงการบังคับบัญชาได้จริง

 

ขณะที่การดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอันเป็นหน่วยงานเดิมของผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย นั้น ตำแหน่งอธิบดีทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของกรม เป็นผู้นำนโยบายจากรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมาสู่การปฏิบัติ และมีอำนาจในการบริหารงาน สั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาข้าราชการทั้งกรม และขับเคลื่อนภารกิจของกรมให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

 

อีกทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและกรมการปกครองนับว่ามีภารกิจเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานในจังหวัดและพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ จึงถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญอย่างยิ่งหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงมหาดไทย

 

กรณีจึงเชื่อได้ว่า การแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย มิได้เกิดจากความจำเป็นของทางราชการหรือเหตุผลด้านประสิทธิภาพของทางราชการแต่อย่างใด

 

ดังนั้น การโอนผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวง จึงถือเป็นการลดบทบาทและความสำคัญ รวมทั้งความรับผิดชอบของผู้ร้องทุกข์ที่เคยได้รับอยู่ให้ลดน้อยถอยลง และอาจสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติและชื่อเสียงของผู้ร้องทุกข์ เป็นการกระทำอันมิชอบ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรม ตามนัยมาตรา 42 และมาตรา 57 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551

 

อย่างไรก็ตาม แม้การที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยเสนอให้ผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย พ้นจากตำแหน่งอธิบดี และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย จะเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในเวลาต่อมาว่า นฤชา ผู้ร้องทุกข์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าวเป็นตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีลักษณะเดียวกัน

 

ส่วนไชยวัฒน์ ผู้ร้องทุกข์อีกรายได้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ดังนั้น การจะเพิกถอนการแต่งตั้งผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีในหน่วยงานเดิม ย่อมไม่เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ ด้วยเหตุผลดังกล่าว ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างมาก จึงมีคำวินิจฉัยให้จำหน่ายเรื่องร้องทุกข์ออกจากสารบบ

 

ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อย จำนวน 1 เสียง (สิทธิพงษ์ ปึงวงศานุรักษ์) พิจารณาแล้วเห็นว่า การโอนย้ายผู้ร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย จากตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและอธิบดีกรมการปกครอง ตามลำดับ ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นไปตามขั้นตอนและวิธีการตามนัยมาตรา 57 วรรคหนึ่ง (2) มาตรา 63 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และกฎ ก.พ. ว่าด้วยการย้าย การโอน หรือการเลื่อนข้าราชการพลเรือนสามัญไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญตำแหน่งประเภทบริหารในหรือต่างกระทรวงหรือกรม พ.ศ. 2567 และเป็นการใช้ดุลพินิจในการโอนผู้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำร้องทุกข์ฟังไม่ขึ้น ก.พ.ค. ฝ่ายเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรวินิจฉัยให้ยกคำร้องทุกข์ทั้ง 2 ราย

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising