×

นายกฯ เดินหน้าแลนด์บริดจ์ ตั้ง ‘เอกนิติ’ นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาขีดเส้น 90 วัน ปัดข้อครหาเอื้อนายทุน ย้ำยึดผลประโยชน์ชาติเป็นที่ตั้ง

โดย THE STANDARD TEAM
04.05.2026
  • LOADING...
อนุทิน ชาญวีรกูล และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในระหว่างการหารือ

วันนี้ (4 พฤษภาคม) อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับความเห็นที่แตกต่างกันในประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ระหว่าง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าประเด็นดังกล่าวไม่ได้มีความขัดแย้งหรือเป็นปัญหาแต่อย่างใด เป็นเพียงการสื่อสารในต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น

 

เพื่อขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรอบด้าน รัฐบาลเตรียมแต่งตั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

 

โดยมีเป้าหมายหลักในการพิจารณารายละเอียดทุกมิติ ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มค่าของการลงทุน โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้า (Cargo) ซึ่งนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การประเมินโครงการนี้จะไม่พิจารณาเพียงแค่ต้นทุนและกำไร แต่ต้องมองภาพรวมถึงความสะดวกสบายและผลสัมฤทธิ์ระดับมหภาค เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด โดยได้กำหนดกรอบเวลาให้เร่งสรุปผลการศึกษาภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

 

อนุทิน ชี้ให้เห็นว่า ผลการศึกษาโครงการในอดีตถูกจัดทำขึ้นภายใต้สถานการณ์โลกที่แตกต่างจากปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ประเด็นด้านความมั่นคงทางพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์โลกมีความผันผวนสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้ และลดผลกระทบจากความขัดแย้งในเวทีโลกให้น้อยที่สุด

 

“โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่นโยบายที่จะเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยได้ผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 และในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา สมัยที่สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ก็ได้มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง ดังนั้น การดำเนินงานในปัจจุบันจึงถือเป็นการสานต่องานอย่างต่อเนื่อง” นายกรัฐมนตรี กล่าว

 

ส่วนกรณีที่ผลสำรวจของนิด้าโพลระบุว่า ประชาชนในภาคใต้ส่วนใหญ่สนับสนุนโครงการ แต่ยังขาดความเข้าใจในรายละเอียดเชิงลึกนั้น นายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลที่ต้องเร่งลงพื้นที่สื่อสารให้ประชาชนเห็นถึงประโยชน์ส่วนรวมและผลดีที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ

 

และเมื่อสื่อสอบถามถึงกรณีที่อาจมีกลุ่มประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้เตรียมยื่นหนังสือคัดค้านต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในพื้นที่ อนุทินตอบกลับทันทีว่า ในขณะที่มีผู้คัดค้าน ก็ย่อมมีผู้ที่เห็นด้วย ท้ายที่สุดทุกอย่างจะต้องถูกตัดสินบนพื้นฐานของข้อมูลจากผลการศึกษา ความคุ้มทุน และประโยชน์ใช้สอยที่แท้จริง

 

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้เชื่อมโยงความสำคัญของโครงการแลนด์บริดจ์เข้ากับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยระบุว่า แม้ประเทศไทยจะไม่มีทรัพยากรน้ำมัน แต่ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลก โครงการนี้จะช่วยพัฒนาระบบการขนส่งอาหารไปยังประเทศปลายทางได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

 

เช่น ปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือการเรียกเก็บค่าผ่านทางบริเวณช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ รัฐบาลจึงต้องแสวงหากลไกใหม่ ๆ เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากการต้องพึ่งพาผู้อื่น

 

ในตอนท้าย เมื่อถูกตั้งคำถามถึงข้อกังวลที่ว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนใหญ่ นายกรัฐมนตรีได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว โดยระบุว่าตลอดระยะเวลา 7-8 ปีของการทำงานการเมือง ตนไม่เคยมีนโยบายเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มใด หากสิ่งนั้นไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ

 

“เรื่องข้อครหาว่าเอื้อนายทุน ผมได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผมไม่ได้ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง มีแต่ทำให้เขาโกรธหรือขัดใจด้วยซ้ำ จนถึงตอนนี้ผมแทบจะเหลือแค่เพื่อนที่เป็น สส. ด้วยกันแล้ว ส่วนเพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว” อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising