ท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่ทวีความรุนแรงจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ซึ่งดำเนินการสัมภาษณ์โดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และบรรณาธิการบริหาร สำนักข่าว THE STANDARD ถึงการปรับตัวเพื่อรักษาสมดุลระหว่าง 2 บทบาท เสาหลักด้านพลังงานของชาติและการดูแลผู้ถือหุ้น ในช่วงวิกฤตพลังงานของโลก
ประเด็นสำคัญ
- จัดหาน้ำมันแหล่งใหม่ทดแทน พร้อมเปิดข้อจำกัดทำไมไม่ซื้อน้ำมัน ‘รัสเซีย’
- แบกรับสภาพคล่อง 2.3 แสนล้าน มั่นใจมีน้ำมันดิบใช้ถึงเดือนมิถุนายนแน่นอน
- ทำไมน้ำมันไทยอิงราคาสิงคโปร์ และความหมายของ ‘ค่าการกลั่น’
- ยืนยันกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง ไม่มีแผนหยุดผลิต
- ความจริงเรื่อง ‘น้ำมันล้นสต๊อก’ เล็งส่งออกเจ็ตระบายพื้นที่ถังเก็บ
- นโยบายหั่นราคาดีเซล กระทบกำไรโรงกลั่นแห่งละ 2,000 ล้านบาท
- หนุนเต็มที่ ‘นโยบายเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า’
ดร.คงกระพัน ให้สัมภาษณ์ย้ำว่า ปตท. มี 2 บทบาทหลักที่ต้องสร้างความสมดุล คือการเป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องดูแลความมั่นคงทางพลังงาน และการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นในฐานะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยปัจจุบันประเทศไทยมีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศสูงถึง 90% ของปริมาณการใช้ทั้งหมด และในจำนวนการนำเข้านี้ เป็นสัดส่วนความรับผิดชอบของกลุ่ม ปตท. สูงถึง 60% ด้วยภาระหน้าที่นี้ ในสถานการณ์วิกฤต บทบาทด้านความมั่นคงเพื่อช่วยเหลือประเทศและสังคมจึงต้องมาเป็นอันดับแรก โดยวางเรื่องกำไรระยะสั้นไว้เป็นเรื่องรอง
เพื่อรับมือกับวิกฤต ปตท. ได้เตรียมแผนฉุกเฉินผ่านเครือข่ายการค้าทั่วโลก ทั้งในฮิวสตัน สิงคโปร์ และอาบูดาบี ทำให้สามารถบริหารจัดการการนำเข้าน้ำมันดิบได้ตั้งแต่วันแรก นอกจากนี้ ยังมีการปรับสัดส่วนลดการพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางจากเดิมที่ระดับกว่า 60% ลงมาเหลือเพียง 30%
จัดหาน้ำมันแหล่งใหม่ทดแทน พร้อมเปิดข้อจำกัดทำไมไม่ซื้อน้ำมัน ‘รัสเซีย’
เพื่อป้องกันความเสี่ยง ปตท. ได้กระจายความเสี่ยงจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากภูมิภาคอื่นนอกอ่าวตะวันออกกลางมาทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการดึงน้ำมันจากสหรัฐอเมริกา และแอฟริกาตะวันตกเข้ามาเสริม แม้การซื้อน้ำมันนอกแหล่งหลักจะมีต้นทุนหรือค่าพรีเมียม (Premium) ที่สูงขึ้น ปตท. ก็พร้อมแบกรับส่วนต่างนั้น
สำหรับประเด็นคำถามเรื่องโอกาสในการนำเข้าน้ำมันจาก ‘รัสเซีย’ ดร.คงกระพัน ชี้แจงว่า แม้รัสเซียจะมีน้ำมันหลายเกรด แต่ ปตท. มีข้อจำกัดสำคัญเรื่องมาตรการคว่ำบาตร (Sanctions) จากหน่วยงาน OFAC ของสหรัฐฯ เนื่องจากการดำเนินธุรกิจและการซื้อขายน้ำมันของ ปตท. ต้องทำธุรกรรมผ่านสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก หากฝ่าฝืนไปทำธุรกรรมกับรัสเซียจะทำให้กระแสการเงินมีปัญหาถูกระงับได้ทันที
นอกจากนี้ น้ำมันดิบเกรดคุณภาพสูงของรัสเซียส่วนใหญ่ได้ถูกประเทศจีนกวาดซื้อผ่านสัญญาระยะยาวไปหมดแล้ว เหลือเพียงเกรดที่คุณภาพรองลงมา อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตไม่มีเรื่องมาตรการคว่ำบาตร รัสเซียก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการจัดหาของ ปตท. เช่นกัน
แบกรับสภาพคล่อง 2.3 แสนล้าน มั่นใจมีน้ำมันดิบใช้ถึงเดือนมิถุนายนแน่นอน
จากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจาก 60 ดอลลาร์เป็น 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รวมถึงการต้องวางเงินประกัน (Margin Call) หลายหมื่นล้านบาทในการซื้อขายล่วงหน้า ส่งผลให้ ปตท. ต้องเตรียมใช้เงินเพื่อรักษาสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึง 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งมีภาระดอกเบี้ยสูงถึงเดือนละกว่า 600 ล้านบาท แต่ ปตท. ก็พร้อมรับภาระต้นทุนเหล่านี้ไว้เพื่อให้ประเทศมีของใช้ไม่ขาดแคลน โดย ดร.คงกระพัน ยืนยันชัดเจนว่า ในส่วนของ ปตท. มีการจัดหาน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่อง มั่นใจว่าประเทศจะมีน้ำมันดิบใช้เพียงพอจนถึงเดือนมิถุนายนนี้อย่างแน่นอน สำหรับระยะเวลาหลังจากนั้น ปตท. ก็มีแผนทยอยจัดหาเข้ามาทดแทนอย่างต่อเนื่องตามกลไกตลาด

ภาพ : ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT
ทำไมน้ำมันไทยอิงราคาสิงคโปร์ และความหมายของ ‘ค่าการกลั่น’
สำหรับประเด็นร้อนที่สังคมตั้งคำถามว่า ‘เหตุใดจึงต้องอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์’ ดร.คงกระพัน อธิบายโครงสร้างของธุรกิจนี้ว่า โรงกลั่นน้ำมันแต่ละแห่ง ต่างฝ่ายต่างจัดหาน้ำมันดิบมากลั่นเองจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก ทำให้มีต้นทุนที่ผสมผสานและแตกต่างกันไป
เมื่อกลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูป การซื้อขายจะเป็นไปตาม ‘กลไกตลาดเสรี’ อย่างแท้จริง โดยราคาสิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นเพียง ‘ราคาอ้างอิง’ (Reference) ให้เห็นทิศทางเท่านั้น หลักการคือ หากโรงกลั่นในประเทศตั้งราคาขายแพงเกินไป ลูกค้าก็มีสิทธินำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามาใช้เองได้ ในทางกลับกัน หากโรงกลั่นตั้งราคาขายถูกเกินไปจนไม่ได้กำไร โรงกลั่นก็เลือกที่จะส่งออกไปขายต่างประเทศแทน
ดังนั้น การซื้อขายในชีวิตจริงจึงขึ้นอยู่กับอุปสงค์-อุปทาน และอำนาจการต่อรองของลูกค้าแต่ละราย ดร.คงกระพัน ย้ำอย่างชัดเจนว่า หากภาครัฐจะปรับกลไกเพื่อ ‘เลิกอิงราคาสิงคโปร์’ ในทางปฏิบัติก็ไม่ได้สร้างความแตกต่างแต่อย่างใด เพราะทุกวันนี้การซื้อขายก็ใช้การต่อรองกันตามกลไกตลาดอยู่แล้ว
ส่วน ค่าการกลั่น (Gross Refining Margin : GRM) ไม่ใช่กำไรสุทธิ แต่เป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบที่รวมค่าพรีเมียมและค่าขนส่งทางเรือที่แพงขึ้น นำมาหักลบกับราคาสินค้าที่ได้จากการกลั่นทั้งหมด กำไรที่แท้จริงของโรงกลั่นไม่ได้สูงมากนัก ดังเช่นในปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ที่มีโรงกลั่นที่มีประสิทธิภาพสูงสุดมีกำไรเพียงประมาณ 30-35 สตางค์ต่อลิตรเท่านั้น
ยืนยันกลุ่ม ปตท. เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง ไม่มีแผนหยุดผลิต
จากกรณีที่มีกระแสข่าวความกังวลเรื่อง ‘การเริ่มมีการปิดโรงงานปิโตรเคมีชั่วคราว 2 แห่งของเอกชนรายใหญ่’ จนอาจนำไปสู่ภาวะสินค้าขาดแคลน ดร.คงกระพัน อธิบายโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ว่า โดยปกติประเทศไทยผลิตเม็ดพลาสติกเพื่อใช้ในประเทศประมาณ 60% และส่งออก 40% การที่โรงงานบางแห่งลดกำลังการผลิตหรือหยุดไป อาจส่งผลกระทบต่อกำลังผลิตรวมราว 15% ซึ่งเมื่อพิจารณาจากตัวเลขแล้ว สินค้าในภาพรวมยังคงมีเพียงพอ แต่อาจมีผลกระทบเฉพาะเม็ดพลาสติกบางเกรดเท่านั้น
ในขณะที่โรงกลั่นน้ำมันและโรงงานปิโตรเคมีในภูมิภาคเอเชียหลายแห่ง ต่างพากันลดกำลังการผลิตเพื่อลดความเสี่ยง แต่สำหรับกลุ่ม ปตท. ยืนยันที่จะเดินเครื่องเต็มกำลัง และจะไม่มีการหยุดผลิตอย่างแน่นอน แม้ธุรกิจปิโตรเคมีจะเผชิญกับภาวะสินค้าล้นตลาดโลกและแบกรับการขาดทุนมาเป็นเวลา 2-3 ปีแล้วก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานให้กับลูกค้าปลายทาง
ความจริงเรื่อง ‘น้ำมันล้นสต๊อก’ เล็งส่งออกเจ็ตระบายพื้นที่ถังเก็บ
สำหรับกระแสข่าวที่ระบุว่า ปัจจุบันมีภาวะน้ำมันล้นสต๊อกจนไม่มีที่เก็บนั้น ดร.คงกระพัน ยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง สาเหตุหลักมาจากการที่โรงกลั่นต้องเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อสกัดแนฟทาป้อนให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อไม่ให้ซัพพลายเชนในประเทศขาดแคลน โดยกระบวนการกลั่นนั้นจะผลิตน้ำมันดีเซลออกมามากถึง 40-50% เมื่อความต้องการใช้ดีเซลในประเทศเริ่มลดลง จึงทำให้เกิดภาวะล้นถังเก็บ
ทางออกในขณะนี้คือการประสานงานขออนุญาตส่งออกน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ไปจำหน่ายต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยระบายพื้นที่ถังเก็บได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ปตท. ยืนยันว่าปัญหาถังเก็บเต็มนี้พอมีทางออก และรับประกันได้ว่าน้ำมันดีเซลจะไม่มีทางขาดแคลนอย่างแน่นอน
นโยบายหั่นราคาดีเซล กระทบกำไรโรงกลั่นแห่งละ 2,000 ล้านบาท
จากกรณีที่ภาครัฐมีนโยบายขอความร่วมมือลดค่าการกลั่นเพื่อหั่นราคาดีเซล ปตท. มองว่าเป็นมาตรการระยะสั้นที่พร้อมให้ความร่วมมือ แต่นโยบายเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของโรงกลั่น โดยประเมินว่ากำไรอาจหายไปถึงโรงกลั่นละ 2,000 ล้านบาท
เมื่อประเมินถึงผลกระทบต่อกำไรและรายได้ของ ปตท. ตลอดทั้งปีนี้ ดร.คงกระพัน ระบุว่า ปตท. มีข้อได้เปรียบจากการบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่หลากหลาย แม้ธุรกิจปลายน้ำอย่างโรงกลั่นจะมีต้นทุนสูงขึ้นและได้รับผลกระทบ แต่ธุรกิจต้นน้ำอย่างการสำรวจและผลิต คือ บริษัท ปตท.สผ. จำกัด ( มหาชน ) หรือ PTTEP กลับได้รับอานิสงส์จากราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งเมื่อนำมาบวกลบกันแล้วก็จะช่วยชดเชยและพยุงผลประกอบการในภาพรวมได้
หนุนเต็มที่ ‘นโยบายเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า’
สำหรับนโยบายการเปิดเสรีธุรกิจไฟฟ้า (Direct PPA) ปตท. มองว่าเป็นเรื่องที่ดีและเห็นด้วย เพราะการเปิดเสรีจะช่วยบีบให้ผู้ผลิตไฟฟ้าต้องแข่งขันกันเพิ่มประสิทธิภาพและบริหารจัดการต้นทุน ในขณะเดียวกัน ผู้บริโภคหรือภาคอุตสาหกรรมก็จะมีสิทธิเลือกซื้อไฟฟ้าได้ตามความต้องการ โดยภาครัฐเพียงแค่ต้องดูแลผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ลงทุนสายส่ง (Infrastructure) ให้เป็นธรรมเท่านั้น

