×

ทำไม UAE ออกจาก OPEC? ถอดสัญญาณรอยร้าวกลุ่มประเทศอ่าว โลกอาหรับทำอย่างไรต่อ

29.04.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบผู้นำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ท่ามกลางธงชาติ สะท้อนความสัมพันธ์และความขัดแย้งในกลุ่ม OPEC

การประกาศลาออกสายฟ้าแลบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) จากกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน (Organization of the Petroleum Exporting Countries: OPEC) กำลังสร้างแรงสะเทือนอย่างรุนแรงต่อตลาดพลังงานโลกในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะในช่วงสงครามอิหร่านที่กำลังบีบคั้นเส้นเลือดพลังงานนานาชาติอย่างช่องแคบฮอร์มุซอย่างหนัก

 

 

แต่สิ่งที่น่าจับตาในระยะยาว คือ ‘รอยร้าว’ ภายในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council: GCC) หลังมีกระแสจับตามองว่า UAE ประกาศถอนตัวในจังหวะเดียวกับที่มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย กำลังกล่าวเปิดงานการประชุม GCC ในฐานะเจ้าภาพ

 

อันที่จริง สัญญาณการงัดข้อระหว่าง UAE และซาอุดีอาระเบีย เกิดขึ้นอย่างเป็นระยะในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นจุดยืนด้านพลังงานใน OPEC ที่แตกต่างกัน ไปจนถึงนโยบายต่างประเทศที่แต่ละฝ่ายยืนอยู่คนละข้าง

 

กลุ่มประเทศอ่าวกำลังเผชิญรอยร้าวจริงหรือไม่ แล้วอนาคตของ OPEC จะเป็นอย่างไรต่อ THE STANDARD สัมภาษณ์ ผศ.ดร. มาโนชญ์ อารีย์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) หรือผู้เชี่ยวชาญตะวันออกกลางและโลกมุสลิม เพื่ออธิบายเบื้องหลังปรากฏการณ์ดังกล่าว

 

เปิด 3 เหตุผล ทำไม UAE ตัดสินใจออกจาก OPEC

 

ผศ.ดร. มาโนชญ์มองว่า การถอนตัวของ UAE ออกจาก OPEC เป็นเรื่องใหญ่มากและเหนือความคาดหมายสำหรับกลุ่มประเทศอ่าว เมื่อเทียบกับการถอนตัวของกาตาร์ในปี 2019 เพราะ UAE มีกำลังการผลิตน้ำมันสูง รวมถึงมีบทบาทชี้นำสำคัญในระดับต้นของภูมิภาค โดยมองว่า สาเหตุที่ UAE ถอนตัวจากกลุ่มความร่วมมือดังกล่าวประกอบด้วย 3 เหตุผลหลัก

 

1.การตัดสินใจเพื่อผลประโยชน์ที่สอดคล้องกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ: อ.มาโนชญ์อธิบายว่า UAE มีความสัมพันธ์พิเศษกับสหรัฐฯ และอิสราเอลมาแต่เดิม โดยมีจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ 2 ครั้ง

 

จุดเปลี่ยนครั้งแรก คือ วิกฤตทางการทูตสหรัฐฯ กับ UAE ในปี 2006 หลังสภาคองเกรสปฏิเสธไม่ให้บริษัท Dubai Ports World ซื้อสัมปทานเรือ 6 แห่งในสหรัฐฯ โดยอ้างความมั่นคงแห่งชาติ ทำให้ UAE ตระหนักได้ว่า ความใกล้ชิดกับสหรัฐฯ สำคัญมากแค่ไหนในโลกธุรกิจ

 

ส่วนจุดเปลี่ยนครั้งที่สอง คือ ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) ปี 2020 ที่​ โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ดึง UAE มาปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอล โดยใช้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การลงทุน และการทหารมาเสนอและกดดัน

 

จากจุดนี้ อาจารย์มองว่า การที่ UAE หลุดพ้นจากระบบโควตาการผลิตของกลุ่ม OPEC จะสามารถทำให้เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันได้ตามที่ต้องการ ซึ่งสิ่งนี้สอดคล้องกับความต้องการและผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ ที่พยายามกดดันให้กลุ่มความร่วมมือเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อไม่ให้รัสเซียได้ผลประโยชน์จากราคาน้ำมัน

 

2.ความไม่พอใจทางการเมืองต่อกลุ่มประเทศอาหรับจากสงคราม: ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลางระบุว่า ในสงครามตะวันออกกลาง UAE เป็นประเทศที่ถูกอิหร่านโจมตีหนักที่สุด แม้จะพยายามเรียกร้องให้กลุ่มประเทศอาหรับดำเนินมาตรการตอบโต้เตหะรานอย่างจริงจัง แต่กลับไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้ UAE รู้สึกไม่พอใจ และกลายเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ทำให้ต้องการออกจากกลุ่ม

 

3: ผลประโยชน์การส่งออกและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: จากความขัดแย้งในสงครามอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง และชาติอาหรับเผชิญวิกฤตการขนส่งพลังงาน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โดย ผศ.ดร. มาโนชญ์มองว่า UAE มีทางเลือกอื่นในการขนส่งน้ำมันผ่านท่าเรือฟูไจราห์ (Fujairah) ได้ ขณะที่การเป็นพันธมิตรกับศัตรูของอิหร่านอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ก็ปิดประตูในการเจรจาขอใช้ช่องแคบฮอร์มุซไปโดยปริยาย

 

อาจารย์มองว่า การออกจาก OPEC จะทำให้ UAE สามารถผลิตน้ำมันได้มากขึ้น ไม่ต้องอยู่ภายใต้ระบบโควตา อีกทั้งยังส่งออกพลังงานผ่านท่าเรือฟูไจราห์ได้ง่ายขึ้น ถือเป็นหนทางกอบโกยผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดในขณะนี้

 

UAE vs ซาอุดีอาระเบีย สัญญาณรอยร้าวกลุ่มประเทศอ่าว

 

บทวิเคราะห์ New York Times มองว่า การประกาศถอนตัวของ UAE ถือเป็นการ ‘ทิ้งระเบิด’ ใส่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งขณะนั้น มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน กำลังทรงกล่าวเปิดการประชุม GCC ในฐานะเจ้าภาพ

 

คริสติน ดีวาน (Kristin Diwan) นักวิชาการอาวุโสประจำสถาบันรัฐอ่าวอาหรับ (Arab Gulf States Institute) ในกรุงวอชิงตันเชื่อว่า นี่คือการประกาศอิสรภาพของ UAE โดยไม่ต้องรู้สึกว่า ประเทศจะต้องเป็นหนี้บุญคุณกับองค์กรที่ไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์แห่งชาติอีกต่อไป

 

ส่วน ผศ.ดร.มาโนชญ์มองว่า ท่าทีของ UAE สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวของกลุ่ม GCC โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างซาอุดีอาระเบียที่มีมาแต่เดิม เช่น

 

  • วิกฤตซูดาน: UAE สนับสนุนกองกำลังกึ่งทหาร (Rapid Support Forces: RSF) แต่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนรัฐบาลซูดาน
  • โซมาเลีย & โซมาลีแลนด์: การเข้าไปสนับสนุนโซมาลีแลนด์เพื่อประกาศแยกตัวจากโซมาเลีย แต่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนนโยบายโซมาเลียเดียว คัดค้านการแบ่งแยกดินแดน
  • เยเมน: UAE สนับสนุนกลุ่ม Southern Transitional Council (STC) หรือกลุ่มกบฏติดอาวุธในเยเมน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียสนับสนุนรัฐบาลเยเมน ถือเป็นจุดแตกหักครั้งสำคัญ เพราะสร้างความไม่พอใจให้กับซาอุดีอาระเบียอย่างมาก โดยมองว่า หาก UAE มีอิทธิพลในเยเมน ก็เท่ากับว่า อิสราเอลจะเข้ามาประชิดชายแดนหรือรั้วบ้านของตนเอง

 

นอกจากนี้ New York Times ยังมองไปถึงเรื่องความแตกต่างทางนโยบายการผลิตน้ำมันระหว่าง 2 ประเทศใน OPEC กล่าวคือ ซาอุดีอาระเบียต้องการดึงราคาน้ำมันให้สูงในระดับโลก เพราะเป็นประเทศที่เศรษฐกิจผูกติดกับน้ำมันมาก ขณะที่ UAE ต้องการผลิตน้ำมันและเร่งขายออกไปให้มากที่สุด โดยมองว่า เป็นโอกาสกอบโกย ก่อนที่โลกจะเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด

 

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.มาโนชญ์เชื่อว่า ซาอุดีอาระเบียจะไม่ใช้วิธีการตอบโต้รุนแรง เช่น ตัดขาดความสัมพันธ์เหมือนกับกาตาร์ในอดีต แต่จะใช้วิธีประนีประนอมในลักษณะ ‘บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น’ เช่น พูดคุยและกดดันผ่านกรอบ GCC เพื่อให้ UAE ผลิตปริมาณน้ำมันในสัดส่วนที่เหมาะสม

 

อาจารย์มองว่า ในโลกมุสลิม มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประนีประนอม กล่าวคือ ต่อให้แต่ละประเทศจะไม่พอใจกันแค่ไหน แต่ก็จะไม่ตัดขาดกัน โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่กลุ่มประเทศอาหรับกำลังต้องการจัดระเบียบใหม่จากสงครามอิหร่าน

 

เมื่อมองจากฝั่ง UAE ผศ.ดร.มาโนชญ์วิเคราะห์ว่า UAE ก็ไม่ได้ต้องการงัดข้อหรือแข่งเป็นมหาอำนาจแทนที่ซาอุดีอาระเบีย เพราะเป็นพี่ใหญ่ของภูมิภาคมาอย่างยาวนาน และศูนย์จิตใจของโลกมุสลิมอย่างการมีศูนย์กลางในการประกอบพิธีฮัจญ์

 

อาจารย์เน้นย้ำว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความทะเยอทะยานของ UAE แต่สิ่งที่น่าตั้งคำถาม คือ นโยบายแปลกแยกของ UAE ทำไปเพื่อผลประโยชน์ของชาติตนเอง หรือตอบสนองผลประโยชน์ของพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และอิสราเอล

 

จับตาอนาคต OPEC และกลุ่มประเทศอ่าว จะเป็นอย่างไรต่อ

 

ผศ.ดร.มาโนชญ์วิเคราะห์ว่า การถอนตัวของ UAE จะทำให้ OPEC อ่อนแอลง โดยเฉพาะการกำหนดทิศทางราคาและปริมาณน้ำมันโลก โดยเปรียบเทียบผ่านวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) ทศวรรษ 1970 ว่า สหรัฐฯ และชาติตะวันตกพยายามดึงกลุ่มประเทศอาหรับเข้าไปลงทุนในภูมิภาค ซึ่งทำให้ชาติอาหรับมีผลประโยชน์ผูกติดกับโลกตะวันตกโดยตรง

 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กลุ่ม OPEC โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ไม่สามารถตัดสินใจเพิ่ม-ลดการผลิตน้ำมัน หรือกำหนดตัวเลขตามกลไกที่ควรจะเป็น แต่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของชาติตะวันตก

 

อาจารย์เทียบเหตุการณ์ดังกล่าวเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันว่า หาก UAE ออกจากความร่วมมือ OPEC ก็อาจกำหนดราคาน้ำมันได้ไม่มาก เพราะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ UAE ด้วย ซึ่งจะทำให้ OPEC อ่อนแอลงในมิติการต่อรอง โดยต้องพิจารณากันต่อว่า อาบูดาบีจะตัดสินใจจากผลประโยชน์แห่งชาติ หรือผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และชาติตะวันตก

 

เมื่อถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะทำให้กลุ่มประเทศอ่าว ‘แตกแถว’ หรือไม่ ผศ.ดร.มาโนชญ์มองว่า มีความเป็นไปได้ โดยประเทศที่มีโอกาสเดินตามรอย UAE คือบาห์เรน เพราะมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และถูกโจมตีจากอิหร่านมากที่สุดในสงคราม

 

หากเป็นเช่นนั้น ฉากทัศน์ของตะวันออกกลางก็จะเปลี่ยนไป คือ ขั้วอาหรับดั้งเดิมและขั้วอาหรับพันธมิตรสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป ทว่าอาจารย์หมายเหตุไว้ว่า จากสงครามครั้งนี้ ทำให้ชาติอาหรับต้องการจัดระเบียบภูมิภาคใหม่ ไม่สร้างความขัดแย้งกับอิหร่าน และลดอิทธิพลของมหาอำนาจเดิมอย่างสหรัฐฯ ลง ขณะที่ถ่วงดุลความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซียมากขึ้น

 

อาจารย์มองว่า สิ่งที่อเมริกากังวลมากที่สุด คือ การที่อิทธิพลของตนเองในภูมิภาคจะลดลง โดยนักวิเคราะห์หลายคนระบุว่า ไม่ว่าสงครามอิหร่านจะจบลงอย่างไร อิหร่านจะอยู่หรือไป แต่ตะวันออกกลางจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะอิทธิพลของสหรัฐฯ จะถูกสกัดกั้นมากขึ้น

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising