×

Kering เผยแผนฟื้นฟูบริษัท ด้วยการลดจำนวนหน้าร้านและโฟกัสภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

18.04.2026
  • LOADING...
Ningning วง aespa ร่วมชมแฟชั่นโชว์ Gucci

หลังจากที่ Kering ได้เปิดเผยผลประกอบการที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในไตรมาสแรกของปี 2026 อีกหนึ่งงานสำคัญที่สุดงานหนึ่งของบริษัทที่หลายคนจับตามองคืองาน Capital Markets Day Kering 2026 กับแผนการกอบกู้บริษัทฉบับยกเครื่องของเครือโดยซีอีโอคนล่าสุด Luca de Meo ที่ชื่อว่า ReconKering

 

ในงานแถลงต่อหน้านักลงทุน นักวิเคราะห์ และสื่อนี้ เกิดขึ้นที่บ้านเกิดของ Gucci อย่างเมืองฟลอเรนซ์ เพื่อเปิดเผยกลยุทธ์ใหม่ของ Luca de Meo ซีอีโอคนใหม่จากแบรนด์รถยนต์ Renault ที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อปีก่อน ซึ่งใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง โดยเป็นการแถลงทั้งแผนการปรับงบ กลยุทธ์ต่อแบรนด์ และค่านิยมหลักเรื่องลักซัวรีและความยั่งยืนของ Kering

 

อย่างแรกคือการพุ่งเป้าฟื้นฟูงบดุลให้แข็งแกร่งขึ้นโดยการลดหนี้ ซึ่งลดลงจาก 10.5 พันล้านยูโร ณ สิ้นปี 2024 เหลือ 8 พันล้านยูโร ณ สิ้นปี 2025 และลดลงอีกในปัจจุบันด้วยการปิดดีลกับ L’Oréal ที่เข้าซื้อกิจการ Kering Beauté มูลค่า 4 พันล้านยูโร รวมไปถึงขายอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ของเครือ

 

สิ่งที่จะกระทบกับลูกค้ามากที่สุดคือเครือข่ายของหน้าร้านค้า โดยมีการทยอยปิดไปแล้วมากกว่า 75 แห่งจากกว่า 1,700 แห่งทั่วโลกในปี 2025 และยังวางแผนที่จะปิดอีกอย่างน้อย 100 แห่งในปี 2026 นี้

 

ส่วนภูมิภาคที่เขาจะโฟกัสเป็นพิเศษคือภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่ถึงแม้ว่าจะลดลง 16% ในปี 2025 แต่จีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังเป็นเป้าหมายสำคัญ ซึ่งทาง Kering จะวางแผนที่จะปรับปรุงสินค้าให้สอดคล้องกับรสนิยมของคนท้องถิ่นมากขึ้น และปรับขนาดร้านค้าในจีนให้เหมาะสมกับโลเคชันและความคุ้มค่า รวมไปถึงตลาดเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการเติบโต ได้แก่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และ ซาอุดีอาระเบีย รวมถึงแอฟริกา เริ่มจากไนจีเรีย บราซิล และ เม็กซิโก

 

และในภาพรวม Luca de Meo ได้เชิญทั้งซีอีโอและครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ในเครือไม่ว่าจะเป็น Gucci, Balenciaga, Bottega Veneta, Saint Laurent, Alexander McQueen และ Boucheron ขึ้นมาพูดการปรับปรุงสินค้าของแต่ละแบรนด์

 

ความสนใจอยู่ที่แบรนด์ใหญ่ที่สุดอย่าง Gucci โดยการนำของซีอีโอ Francesca Bellettini และ ดีไซเนอร์ Demna กับแผน Gucci Rinascimento หรือการกลับมาของแบรนด์ ทั้งการสร้างความต้องการ ปรับโครงสร้างสินค้าในร้าน ทั้งการเน้นสินค้าคลาสสิกที่สะท้อนงานฝีมือ แถมยังมีการเคลียร์จำนวน SKU แบรนด์ออกไปแล้วกว่า 20% เพื่อให้แบรนด์ชัดเจนมากขึ้นในสายตาลูกค้า

 

ส่วนแบรนด์อื่นๆ อย่าง Saint Laurent จะเน้นไปที่การตอกย้ำภาพของความเป็นแฟชั่นเฮาส์ของปารีสและงานกูตูร์ และขยายสินค้าฝั่งผู้ชาย ตรงข้ามกับ Balenciaga ที่จะเริ่มเหวี่ยงกลับมาโฟกัสแฟชั่นผู้หญิงมากขึ้น หลังจากที่สัดส่วนสตรีทของฝั่งผู้ชายได้พื้นที่มาหลายปี ส่วน Bottega Veneta ที่ถือว่าเป็นแบรนด์เดียวที่อยู่ในแดนบวกจะยังคงเดินหน้าขยายความต้องการเรื่องเครื่องหนังต่อไป

 

ในฝั่งเครื่องประดับ Luca de Meo คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายในปี 2030 จาก 1.2 พันล้านยูโรในปัจจุบัน โดยมีแบรนด์หลักสี่แบรนด์ ได้แก่ Boucheron, Pomellato, DoDo และ Qeelin เป็นผู้นำ รวมถึงการพัฒนาเครื่องประดับของแบรนด์แฟชั่นที่ Gucci, Saint Laurent และ Bottega Veneta ด้วย

 

ภาพ: Daniele Venturelli/Getty Images for Gucci

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories