ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศกลับมาเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่น่าจับตามองมากขึ้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเพราะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์หรือความขัดแย้งทางทหารเท่านั้น แต่เป็นเพราะโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง ซึ่งทำให้รัฐบาลหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ต้องเร่งเพิ่มงบประมาณ ยกระดับขีดความสามารถในการผลิต และเติมคลังอาวุธที่ถูกใช้ไปอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ
ประเด็นสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมนี้น่าสนใจมากขึ้น คือ การใช้อาวุธในคลังที่กำลังร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วในสนามรบจริง อ้างอิงจาก Global X ‘Defense Tech: Inventory Burn Becomes a Catalyst’ ชี้ว่า ความขัดแย้งล่าสุดทำให้ตลาดเริ่มตระหนักว่า หัวใจของสงครามยุคใหม่ไม่ได้อยู่แค่ที่ว่าใครมีอาวุธทันสมัยกว่าเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ว่าใครสามารถผลิตทดแทน เติมสต็อก และรองรับการใช้งานต่อเนื่องได้ดีกว่าด้วย เมื่อความขัดแย้งยืดเยื้อ ต้นทุนการป้องกันและระยะเวลาการผลิตจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญพอๆ กับประสิทธิภาพของอาวุธเอง
ภาพนี้เห็นได้ชัดจากความไม่สมดุลด้านต้นทุนในสนามรบ โดยอิหร่านถูกประเมินว่ามีโดรนราว 80,000 ลำ แต่ละลำมีต้นทุนประมาณ 20,000-50,000 ดอลลาร์สหรัฐ และสามารถผลิตได้หลักหลายร้อยถึงหลักพันลำต่อเดือน ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้อาวุธสกัดกั้นที่มีต้นทุนสูงกว่ามาก โดย interceptor บางประเภทมีราคาประมาณ 3 ล้านดอลลาร์ต่อหน่วย เพื่อยิงสกัดเป้าหมายที่มีมูลค่าต่ำกว่ามากหลายเท่า ความต่างของต้นทุนเช่นนี้ทำให้การป้องกันประเทศไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของเศรษฐศาสตร์ทางสงครามอย่างชัดเจน และยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็ยิ่งเร่งวงจรการสั่งซื้อใหม่ให้เกิดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเผชิญข้อจำกัดด้านคลังอาวุธที่มีอยู่เดิมอยู่แล้ว Global X ระบุว่า ในความขัดแย้งอิสราเอล-อิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 สหรัฐฯ ใช้อาวุธสกัดกั้นระบบ THAAD ไปประมาณ 25% ของคลังที่มีอยู่ และการเติมคลังสำหรับระบบลักษณะนี้อาจใช้เวลานานมากกว่า 3 ปี ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนชัดว่า เมื่อคลังอาวุธสำคัญถูกใช้ไปเร็ว การสั่งซื้อเพิ่มและการเร่งกำลังผลิตจึงมีแนวโน้มกลายเป็นนโยบายต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว
มุมมองนี้สอดคล้องกับรายงาน Bloomberg Intelligence ‘Iran War Set to Accelerate More US Munitions Spending’ ซึ่งระบุว่าความขัดแย้งกับอิหร่านสะท้อนให้เห็นว่ากำลังการผลิตกระสุนและขีปนาวุธของสหรัฐฯ ยังไม่เพียงพอ และอาจต้องใช้เงินสนับสนุนเพิ่มเติมราว 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งเติมคลังอาวุธและขยายกำลังการผลิต ซึ่งเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อบริษัทในห่วงโซ่อุปทานด้านการป้องกันประเทศ ตั้งแต่ผู้ผลิตขีปนาวุธ ผู้ผลิตเครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็ง ระบบนำวิถี เรดาร์ เซนเซอร์ ไปจนถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทาง
หากมองในระดับงบประมาณ ภาพยิ่งชัดเจนมากขึ้น รายงานของ J.P. Morgan ‘FY27 Defense Budget: A Transformative Request; Now, Grab Some Popcorn’ ระบุว่ารัฐบาลสหรัฐฯเสนอให้งบประมาณกลาโหมปีงบประมาณ 2027 เพิ่มขึ้นราว 44% เมื่อเทียบกับปีก่อน และทำให้งบรวมอาจแตะระดับประมาณ 1.45 ล้านล้านดอลลาร์
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ งบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้กระจายแบบเท่าๆ กัน แต่เน้นไปที่หมวดอาวุธอย่างชัดเจน J.P. Morgan ระบุว่า จากการเพิ่มขึ้นของงบจัดซื้อในปีงบประมาณ 2027 นั้น มีประมาณ 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มาจากหมวดขีปนาวุธและอาวุธของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ สะท้อนว่าการเติมคลังอาวุธกำลังเป็นวาระสำคัญทางยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่การเพิ่มงบเพื่อรองรับเหตุการณ์เฉพาะหน้าเท่านั้น
ในอีกด้านหนึ่ง งบต่อเรือก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน โดย J.P. Morgan ประเมินว่างบต่อเรือของสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2027 อาจขึ้นไปอยู่ที่ราว 66,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากระดับราว 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2026 และสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 2023-2025 มากกว่า 2 เท่า สะท้อนว่าการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศไม่ได้จำกัดอยู่แค่ระบบขีปนาวุธ แต่ยังครอบคลุมเรือรบ อากาศยาน ระบบอวกาศ และโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคงอีกด้วย
อีกปัจจัยที่ทำให้ธีมนี้น่าสนใจ คือการเปลี่ยนรูปแบบของสงครามในปัจจุบัน สงครามยุคใหม่ไม่ได้พึ่งพาแต่อาวุธราคาแพงหรือระบบชั้นสูงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีทั้งระบบที่แม่นยำขั้นสูงและระบบต้นทุนต่ำที่ผลิตได้จำนวนมากควบคู่กันไป โดยสหรัฐฯ จำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างอาวุธชั้นสูงกับอาวุธต้นทุนต่ำ เช่น โดรน อาวุธโจมตีต้นทุนต่ำ และระบบต่อต้านโดรน เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธราคาแพงเกินความจำเป็นกับเป้าหมายที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างมาก
จุดนี้เองทำให้โอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศมีมากขึ้นกว่าในอดีต เพราะผู้ได้ประโยชน์ไม่ได้มีเพียงบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ แต่ยังรวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโดรน ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซอฟต์แวร์ควบคุมและสั่งการ เรดาร์ เซนเซอร์ และเทคโนโลยีสนับสนุนอื่นๆ ด้วย
ข้อมูลของ Global X ยังช่วยตอกย้ำภาพเชิงบวกว่า ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา เมื่อเกิดความขัดแย้งระดับโลก หุ้นในกลุ่มป้องกันประเทศภายในดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีโดยรวมเฉลี่ยประมาณ 7.3% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ขณะเดียวกัน กลุ่มอากาศยานและการป้องกันประเทศยังมีสัดส่วนในดัชนี S&P 500 ต่ำกว่า 2.5% แสดงให้เห็นว่าแม้ธีมนี้จะมีขนาดใหญ่ในเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่ได้มีน้ำหนักมากนักในดัชนีหลัก จึงยังมีพื้นที่ให้เงินลงทุนไหลเข้าได้อีกหากมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมนี้ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ Global X ยังประเมินว่า การใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศทั่วโลกอาจเพิ่มจากประมาณ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็นมากกว่า 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ซึ่งหมายถึงการขยายตัวราว 900,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในเวลาเพียง 6 ปี หากการเติมคลังอาวุธและการยกระดับขีดความสามารถด้านความมั่นคงเกิดขึ้นเร็วกว่าคาด ตัวเลขดังกล่าวยังอาจมีโอกาสขยับขึ้นได้อีก
โดยสรุป ความน่าสนใจของการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในรอบนี้ ไม่ได้มาจากการเก็งกำไรตามข่าวสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแรงหนุนเชิงโครงสร้างหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มงบประมาณกลาโหม การเร่งเติมคลังอาวุธ การขยายกำลังการผลิต การเปลี่ยนรูปแบบสงครามไปสู่ระบบที่ต้องใช้ทั้งปริมาณและเทคโนโลยี และการเปิดโอกาสให้บริษัทในห่วงโซ่เทคโนโลยีความมั่นคงเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และแนวโน้มการใช้จ่ายด้านความมั่นคงทั่วโลกที่ยังอยู่ในขาขึ้น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจึงเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่มีความน่าสนใจในระยะกลางถึงระยะยาวอย่างชัดเจน
ภาพ: Naeblys / Shutterstock

