วันนี้ (15 เมษายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงผลการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือ Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบการประชุมทางไกล ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ว่า ประเทศไทยได้กล่าวสุนทรพจน์ประมาณ 3 นาที โดยการประชุมครั้งนี้มีนายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่นเป็นประธาน ซึ่งเป็นการรวมตัวของกลุ่มประเทศที่พยายามจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero
นายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า แต่ละประเทศก็ได้กล่าวถึงปัญหาพลังงานที่เกิดขึ้น ซึ่งประเทศไทยย้ำว่า เราต้องปรับโครงสร้างการใช้พลังงานในประเทศให้เกิดความมั่นคงและประชาชนไม่ได้รับความเดือดร้อน แม้สถานการณ์จะวิกฤตก็พยายามมองให้เป็นโอกาส คือการเข้าถึง Net Zero ให้เร็วกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ และพร้อมที่จะปรับสภาพ หาพลังงานทางเลือกต่างๆ เข้ามาใช้ให้เกิดความต่อเนื่องตามกฎบัตรของ UN เพื่อให้การปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ตามเป้าหมาย
ส่วนหากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ นายกรัฐมนตรีระบุว่า เราต้องมอนิเตอร์เหตุการณ์ตลอดเวลา เพื่อบริหารจัดการเรื่องของพลังงานด้วยความเข้มงวดและระมัดระวัง โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์และขณะนี้ที่ตนและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้มอนิเตอร์อยู่ตลอด เพราะมีผลกระทบเรื่องของราคา การนำเข้าน้ำมันดิบ และการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน แม้จะยังไม่บรรลุเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ แต่ในส่วนของประเทศไทย ก็สามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ แต่เราจะประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์ในโลกขณะนี้เปลี่ยนชั่วข้ามคืนได้
“ต้องขอบคุณพี่น้องประชาชนมากๆ ที่ประชาชนชาวไทยได้ตระหนักรับมือสถานการณ์ปัจจุบัน พบว่าจำนวนการใช้ลดลงมาในระดับปกติ ไม่ใช้เกินกำลังการผลิตเหมือนช่วงที่มีความตื่นตระหนก และตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นมาปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลในบางวันน้อยกว่าค่าเฉลี่ยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จะเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากพี่น้องประชาชนคนไทยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้เรามีน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น ทำให้วิกฤตต่างๆ คลี่คลายลงไปแต่ก็ประมาทไม่ได้” อนุทินกล่าว
ส่วนกรณี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนประเทศโอมาน เพื่อหารือถึงสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ให้เรือบรรทุกสินค้าน้ำมัน ก๊าซ ปุ๋ย สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นั้น เป็นการเดินทางไปเจรจาเรื่องต่างๆ รวมถึงช่วยเหลือคนไทย ในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งก่อนที่จะเดินทาง สีหศักดิ์ได้โทรศัพท์มารายงานและหารือกับตน ว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ส่วนสถานการณ์สินค้าราคาแพงจะมีมาตรการออกมาเหมือนเดิมหรือไม่ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คนที่ออกมาติงก็ทำหน้าที่ไป แต่รัฐบาลก็มีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาและลดความเดือดร้อนให้กับประชาชนคงเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ขอเพียงประชาชนได้รับประโยชน์จากสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการถือเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด รับรองว่าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการและรูปแบบเป็นธรรมดาที่มีคนติง แต่รัฐบาลก็ต้องทำให้ประชาชนไม่เดือดร้อน และใช้ชีวิตในยามมีวิกฤตและผ่านพ้นไปด้วยกัน
ส่วนมาตรการคนละครึ่งจะออกมาเมื่อใด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เร็วที่สุด เพราะรัฐบาลเพิ่งสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นโยบายต่างๆ กำลังจะเร่งให้เป็นรูปธรรม ส่วนนโยบายคนละครึ่งอาจจะออกมาในชื่อ ‘ไทยช่วยไทย’ ซึ่ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ระหว่างการวางโมเดล
นอกจากนี้ จะมีมาตรการช่วยเหลือค่าไฟ 200 ยูนิตแรก ไม่ให้เกิน 3 บาท สนับสนุนสินค้าไทยช่วยไทย โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาที่ต่ำกว่าทุน โดยเบื้องต้นจะใช้ที่ว่าการอำเภอเป็นสถานที่จัดจำหน่ายสินค้าให้ประชาชน เพื่อกระจายสินค้าให้ประชาชนได้มากที่สุด








