×

เอกนิติ สั่งกระทรวงพลังงาน ขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่น ส่งกำไรส่วนเกินจากการกลั่นในช่วงวิกฤติเข้ากองทุนน้ำมันฯ บรรเทาภาระประชาชน

04.04.2026
  • LOADING...
ภาพอินโฟกราฟิกแสดงข้อความขอความร่วมมือโรงกลั่น ส่งกำไรส่วนเกินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ช่วยประชาชน

เอกนิติ รองนายกฯ และรมว.คลัง ในฐานะประธาน คตร. มีมติให้ กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือกลุ่มโรงกลั่น ส่งกำไรส่วนเกินจากการกลั่นในช่วงวิกฤติเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาภาระประชาชน เหมือนมติ ครม. เมื่อ 21 มิ.ย. 2565 เพื่อช่วยประชาชนได้เร็วที่สุด โดยให้ศึกษาตัวเลขรายละเอียด ชง เข้า ครม.วันที่ 6 เมษายนนี้

 

วานนี้ (3 เมษายน) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) นัดที่ 2/2569 โดยมีข้อสรุปดังนี้

 

สั่งการให้กระทรวงพลังงานขอความร่วมมือโรงกลั่นน้ำมัน นำส่งแบ่งกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นส่วนหนึ่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดภาระค่าน้ำมันให้ประชาชน แบบเดียวกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2565

 

โดยระหว่างนี้ จะให้กระทรวงพลังงานทำตัวเลขรายละเอียดรายได้ที่แท้จริงของโรงกลั่น เพื่อเป็นฐานในการคำนวณ ว่าจะส่งผ่านไปยังราคาขายปลีกในอัตราเท่าไร ซึ่งหากได้ผลการศึกษาแล้ว จะเร่งเสนอ ที่ประชุม ครม. นัดแรกวันที่ 6 เมษายนนี้ทันที

 

“เรายังไม่รู้ว่าสงครามจะจบเมื่อไร แต่หลักการที่นำเสนอ จะมีการปรับใช้ในเดือนต่อไปด้วย โดยอัตรากำไรนำส่งกองทุนน้ำมันจะมีการปรับเป็นเดือนๆ” ดร.เอกนิติกล่าว

 

สำหรับการกำหนดเพดานสูงสุด (Ceiling) และการกำหนดพื้นหรือเพดานขั้นต่ำ (Floor) มาใช้กำกับดูแลค่าการกลั่น (Gross Refining Margin: GRM) ดร.เอกนิติระบุว่าจะเป็นหนึ่งในข้อเสนอที่ส่งให้พลังงานศึกษาไว้สำหรับออกเป็นมาตรการไว้ใช้ต่อไปในอนาคต

 

ส่วนการใช้ภาษีลาภลอย (Windfall Tax) ดร.เอกนิติระบุว่ายังให้กระทรวงการคลังศึกษาอยู่ อย่างไรก็ตาม ดร.เอกนิติชี้ว่า ภาษีลาภลอยมีข้อจำกัด เนื่องจากลดได้ครั้งเดียว ขณะที่ราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นปรับลงตลอดเวลา

 

“ในเรื่องของภาษี Windfall Tax ขณะนี้กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษา โดยจากผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า มาตรการดังกล่าวอาจให้ผลในลักษณะครั้งเดียว ขณะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนขึ้นลงได้ตลอดเวลา ในสถานการณ์ปัจจุบัน กลไกที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้เร็วที่สุด คือการนำกำไรส่วนเกินส่งผ่านไปถึงประชาชนโดยทันที” ดร.เอกนิติกล่าว

 

ทั้งนี้ ที่ประชุม คตร. ซึ่งมีอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเข้าร่วมประชุม ได้หารือกับโรงกลั่น เพื่อหาค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เหมาะสม หลังค่าพรีเมียมจากภาวะสงคราม (War Premium) ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้น

 

โดยพบว่า โรงกลั่นมีกำไรสูงเกินกว่าปกติในช่วงสงคราม จากค่าการกลั่นเฉลี่ยในช่วงเดือนมีนาคมที่ 7.30 บาทต่อลิตร สูงกว่าค่าการกลั่นในช่วงสถานการณ์ปกติ 5 ปีย้อนหลัง ซึ่งมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2.43 บาทต่อลิตร

 

“ตอนนี้มันเป็นสภาวะไม่ปกติจะทำให้เกิด 2 อย่าง คือผลต่างราคาสูงกว่าปกติ หรือที่เรามองว่าค่าการกลั่นสูงกว่าปกติ แต่ในภาวะไม่ปกติก็มีความไม่ปกติของต้นทุนด้วย พูดแฟร์ๆ เราต้องมองทั้งสองฝั่ง เราต้องใส่ผลต่างราคาเข้าไป ซึ่งมันจะทำให้ 7.30 บาทนั้นแคบลง แต่จะไม่แคบลงเท่ากับปกติ มันจะยังสูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะนำผลต่างราคาที่สูงกว่าปกตินั้นมาดำเนินการต่อในที่ประชุมครม.” อรรถพล กล่าว

 

นอกจากนี้ ที่ประชุม คตร. ยังมีมติกำหนดตัวเลขค่าการตลาดที่เหมาะสม ให้อยู่ที่ไม่เกิน 2.45 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบภาระของประชาชน

 

ทั้งนี้ ดร.เอกนิติเปรียบเทียบสถานการณ์วิกฤตน้ำมันจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางว่าต่างจากช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยสงครามในตะวันออกกลางจะกระทบน้ำมันดิบเป็นสำคัญ ขณะที่สงครามรัสเซีย-ยูเครนกระทบก๊าซธรรมชาติมากกว่า

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories