วันนี้ (3 เมษายน) ช่างภาพข่าว THE STANDARD ลงพื้นที่สำรวจความเป็นอยู่ของประชาชนบริเวณชุมชนวงเวียนใหญ่ ริมเขตทางรถไฟ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุในช่วงกลางวัน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานพยากรณ์อากาศที่ระบุว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีสภาพอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 35-39 องศาเซลเซียส
จากอุณหภูมิที่พุ่งสูงทำให้ประชาชนในชุมชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตเพื่อรับมือกับความร้อนอบอ้าวอย่างหนัก จากการสำรวจพบว่า บ้านเรือนที่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ จำเป็นต้องใช้พัดลมถึง 2-3 ตัวต่อหนึ่งห้องเพื่อระบายความร้อน
ขณะที่บ้านซึ่งมีเครื่องปรับอากาศก็ต้องเปิดใช้งานยาวนานขึ้นกว่าปกติ เนื่องจากอากาศเริ่มร้อนจัดตั้งแต่ช่วงเช้า ประกอบกับเป็นช่วงปิดภาคเรียนที่มีเด็กอาศัยอยู่ภายในบ้านตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ ประชาชนหลายรายยังต้องใช้วิธีอาบน้ำคลายร้อนมากกว่าวันละ 2 ครั้ง รวมถึงเปลี่ยนบรรยากาศออกมานั่งพักผ่อนรับลมนอกบ้าน แทนการอุดอู้ในตัวบ้านที่สะสมความร้อนไว้สูง
จากการพูดคุยประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่ารู้สึกกังวลเกี่ยวกับภาระค่าไฟฟ้าที่จะพุ่งสูงขึ้นในช่วงฤดูร้อน แต่ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากหากปล่อยให้อุณหภูมิในบ้านร้อนจนเกินไป เกรงว่าสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ อาจล้มป่วยจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด
ทั้งนี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติพิจารณาปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) งวดใหม่ ประจำเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม 2569 โดยปรับเพิ่มขึ้นอีก 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยปรับสูงขึ้นเป็นประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) จากเดิมที่ 3.88 บาทต่อหน่วย เพื่อสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่มีความผันผวน
ขณะที่ กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า เกือบทั่วประเทศกำลังเผชิญกับสภาพอากาศร้อนถึงร้อนจัด โดยมีภาคกลาง เป็นพื้นที่วิกฤตที่สุด ซึ่งอุณหภูมิสูงสุดอาจทะลุถึง 42 องศาเซลเซียส ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑล จะมีลักษณะอากาศร้อนจัดและมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานสาธารณสุข ได้ออกประกาศแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการ ขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดจัดหรือทำกิจกรรมในที่โล่งแจ้งเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำและโรคลมแดด (ฮีตสโตรก) ซึ่งอาจเป็นอันตรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้













