ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย แสดงความกังวลต่อการเร่งรัดบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด ซึ่งปัจจุบันผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและเข้าสู่ชั้นวุฒิสภา โดยชี้ให้เห็นว่า ต้นตอของวิกฤตฝุ่นควันไม่ได้เกิดจากการไม่มีกฎหมาย แต่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างไม่จริงจังเพียงพอ
“ผมขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน แต่ขณะเดียวกัน กฎหมายที่ดีต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ หรือเป็นภาระเกินความจำเป็นให้กับประเทศ” ศุภชัยกล่าว
ศุภชัยกล่าวถึงประเด็นนี้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 1 เมษายน ระหว่างการอภิปรายในญัตติด่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ซึ่งก่อนหน้านี้มี สส. หลายคนเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
▪️หวั่นกฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐล้นเกิน
ศุภชัยชี้ว่า ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวให้อำนาจเจ้าพนักงานที่กว้างขวางเกินสมควร ซึ่งอาจกระทบต่อหลักนิติรัฐและเปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ เพราะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจค้น ยึด อายัดทรัพย์ หรือสั่งหยุดกิจการได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล และยังปิดช่องไม่ให้ประชาชนเรียกร้องค่าเสียหายได้
นอกจากนี้ ตัวกฎหมายยังขาดความชัดเจน โดยกำหนดเพียงกรอบกว้างๆ แล้วปล่อยให้หน่วยงานไปออกรายละเอียดภายหลัง ซึ่งศุภชัยมองว่าเป็นการจำกัดสิทธิประชาชนโดยปราศจากความชัดเจนในตัวบทกฎหมาย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งมิติที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเตือน การกำหนดให้จัดเก็บค่าธรรมเนียมและระบบประกันความเสี่ยง จะกลายเป็นการเพิ่มต้นทุนมหาศาลให้กับภาคอุตสาหกรรม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ซึ่งจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ขณะเดียวกัน การนำระบบการซื้อขายสิทธิปล่อยมลพิษในรูปแบบของยุโรปมาปรับใช้ อาจไม่เหมาะสมกับบริบทของไทยและไม่ช่วยให้คุณภาพอากาศดีขึ้นจริง หากระบบการกำกับดูแลภายในประเทศยังขาดความเข้มแข็ง
▪️ซ้ำซ้อนกับกฎหมาย-หน่วยงานที่มีอยู่เดิม
ในเชิงโครงสร้างการบริหารราชการ ศุภชัยระบุว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด มีความซ้ำซ้อนกับกฎหมายที่มีอยู่เดิม ทั้งกฎหมายสิ่งแวดล้อม ผังเมือง และจราจร โดยไม่มีการระบุชัดเจนว่าจะยกเลิกหรือใช้แทนกฎหมายฉบับใด ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสนในขั้นตอนการปฏิบัติ
ร่างกฎหมายยังกำหนดให้ตั้งคณะกรรมการหลายชุดเกินความจำเป็นทั้งในระดับนโยบาย วิชาการ และจังหวัด ซึ่งไม่สอดคล้องต่อหลักการบริหารราชการแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 รวมถึงการจัดตั้งหน่วยงานใหม่อย่าง ‘สำนักงานอากาศสะอาด’ ที่อาจมีบทบาทซ้ำซ้อนกับกรมควบคุมมลพิษและสร้างภาระงบประมาณโดยไม่จำเป็น
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบทบัญญัติบางส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอากาศสะอาดโดยตรง เช่น การจัดการที่ดินหรือระบบข้อมูลภาคการเกษตร ซึ่งทับซ้อนกับอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น
“การทำให้กฎหมายที่มีอยู่ทำงานได้จริง พร้อมกับการออกแบบกฎหมายใหม่ ให้มีความชัดเจนสมดุล และเป็นธรรม เป็นเรื่องที่สำคัญ ผมไม่ได้คัดค้านเรื่องหลักการของอากาศสะอาด แต่ขอให้ร่วมกันทำกฎหมายฉบับที่กำลังจะหยิบยกขึ้นมานี้ว่าจะเป็นกฎหมายที่ปกป้องประชาชนได้จริง และไม่ทำลายศักยภาพทางเศรษฐกิจ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราไม่ได้ต้องการกฎหมายอากาศสะอาด แต่เราต้องการอากาศที่สะอาดอย่างยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคน” ศุภชัยทิ้งท้าย


