×

คืนอำนาจให้พ่อแม่! อินโดนีเซียสั่งแบนเด็กต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียล ตัดวงจรเสพติด-อนาจาร กระทบเยาวชน 70 ล้านคน

30.03.2026
  • LOADING...
เด็กกำลังเล่นโทรศัพท์มือถือ พร้อมข้อความสั่งแบนเด็กเล่นโซเชียลในอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของรัฐบาลเมื่อวันเสาร์ (28 มี.ค.) ที่ผ่านมา โดยห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันเด็กจากการสัมผัสกับสื่อลามกอนาจาร การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ กลโกงออนไลน์ และภาวะเสพติดโซเชียลมีเดีย

 

 
 

ครอบคลุมเด็ก 70 ล้านคน

 

ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้อินโดนีเซียกลายเป็นชาติแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ห้ามเด็กมีบัญชีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง YouTube, TikTok, Facebook, Instagram, Threads, X, Bigo Live และ Roblox

 

นโยบายนี้เกิดขึ้นตามรอยประเทศออสเตรเลียที่ริเริ่มการแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็กเป็นแห่งแรกของโลกเมื่อปีที่แล้ว เพื่อคืนอำนาจให้กับสถาบันครอบครัวในการปกป้องเยาวชนจากบริษัทเทคโนโลยี

 

รัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่าจะค่อยๆ บังคับใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนกว่าทุกแพลตฟอร์มจะปฏิบัติตามอย่างครบถ้วน

 

มิวเทีย ฮาฟิด (Meutya Hafid) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและดิจิทัลของอินโดนีเซียกล่าวย้ำเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ (27 มี.ค.) ว่า “จะไม่มีการประนีประนอมในเรื่องการปฏิบัติตามกฎ และทุกนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจในอินโดนีเซียจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของอินโดนีเซียอย่างเคร่งครัด”

 

ในการประกาศกฎระเบียบใหม่เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม เธอระบุว่านโยบายนี้จะครอบคลุมเด็กประมาณ 70 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศราว 280 ล้านคน โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มี ‘ความเสี่ยงสูง’ จะถูกประเมินจากความง่ายที่เด็กจะเข้าถึงคนแปลกหน้า ผู้ไม่ประสงค์ดี และเนื้อหาที่เป็นอันตราย ตลอดจนระดับความเสี่ยงของการถูกแสวงหาผลประโยชน์และกลโกงด้านความปลอดภัยของข้อมูล

 

ฮาฟิดยอมรับว่าการบังคับใช้กฎระเบียบใหม่นี้เป็นเรื่องยาก แม้จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามแผนก็ตาม โดยเฉพาะการกดดันให้แพลตฟอร์มต่างๆ ยอมปฏิบัติตามและรายงานผลการระงับบัญชีของผู้ใช้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปี

 

“นี่เป็นงานที่ท้าทายอย่างแน่นอน แต่เราต้องลงมือทำเพื่อปกป้องเด็กๆ ของเรา มันไม่ง่ายเลย แต่ถึงกระนั้นเราก็ต้องทำให้สำเร็จ” ฮาฟิดกล่าวอย่างมุ่งมั่น

 

เสียงสะท้อนจากสังคม

 

ลีนี ซินูรายา (Leni Sinuraya) คุณแม่วัย 47 ปี มองว่าความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเป็นเรื่องดีสำหรับเด็กทุกคนในประเทศ เธอมองว่าปัจจุบันพ่อแม่ได้สูญเสียการควบคุมไปแล้ว และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้เข้ามามีบทบาทแทนที่

 

“เดี๋ยวนี้เวลาเห็นเด็กๆ นั่งในร้านอาหาร พวกเขาจะมีโทรศัพท์วางอยู่ตรงหน้าเสมอ เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาเสพติดมัน เด็กๆ จะไม่ยอมกินข้าวถ้าไม่ได้เล่นโทรศัพท์ และจะงอแงอาละวาดถ้าถูกแย่งไป ทั้งที่เวลาทานอาหารควรเป็นเวลาที่เราได้พูดคุยกับคนรอบข้าง” ซินูรายากล่าว

 

ผลการศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติในปี 2023 พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า ผู้เยาว์ชาวอินโดนีเซียราวครึ่งหนึ่งเคยพบเห็นภาพอนาจารบนโซเชียลมีเดีย

 

และเกือบครึ่งเคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ถูกนำมาอ้างอิงบ่อยครั้งในการผลักดันกฎระเบียบที่เข้มงวดนี้

 

แพลตฟอร์มขานรับ

 

ในส่วนของแพลตฟอร์มต่างๆ เริ่มมีความเคลื่อนไหวเพื่อตอบสนองต่อนโยบายนี้แล้ว แพลตฟอร์ม X ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ได้ระบุในหน้าข้อมูลความปลอดภัยออนไลน์ของอินโดนีเซียว่า อายุขั้นต่ำของผู้ใช้งานในประเทศคือ 16 ปี โดยระบุว่า “นี่ไม่ใช่ทางเลือกของเรา แต่เป็นสิ่งที่กฎหมายอินโดนีเซียกำหนด”

 

ทางด้าน YouTube ภายใต้การดูแลของ Google ระบุว่าพร้อมสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลอินโดนีเซียในการสร้างกรอบการทำงานที่มีประสิทธิภาพเพื่อรับมือกับภัยอันตรายออนไลน์ ขณะที่ยังคงรักษาโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลเอาไว้

 

Meta Platforms Inc. บริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram แถลงว่าบริษัทสนับสนุน ‘การนำไปปฏิบัติที่ใช้งานได้จริง’ ของกฎใหม่นี้ และจะหารือกับกระทรวงการสื่อสารต่อไป บริษัทยังระบุว่าได้จัดกลุ่มเยาวชนอินโดนีเซียหลายสิบล้านคนเข้าสู่ ‘บัญชีวัยรุ่น’ (Teen accounts) ซึ่งเชื่อว่าจะมอบประสบการณ์ที่มีความเสี่ยงต่ำตามที่กฎระเบียบกำหนด

 

ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษ ซึ่งรวมถึงการถูกจำกัดการเข้าถึงในอินโดนีเซีย นอกจากนี้ บริษัทต่างๆ ยังต้องดำเนินการประเมินความปลอดภัยของเด็กด้วยตนเองให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายนนี้

 

แม้จะมีเสียงสนับสนุนจากผู้ปกครอง แต่กลุ่มนักวิจารณ์ก็มองว่าการเปลี่ยนแปลงนี้นำเสนอทางออกที่เรียบง่ายเกินไป และอาจเป็นการปิดกั้นช่องทางการสื่อสารและการแสดงออกของเด็ก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล

 

อุสมาน ฮามิด (Usman Hamid) ผู้อำนวยการบริหารแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล (Amnesty International) ประจำอินโดนีเซีย ระบุในแถลงการณ์ว่า “จุดสนใจควรอยู่ที่การทำให้พื้นที่ดิจิทัลมีความปลอดภัยมากขึ้น ไม่ใช่การกีดกันเด็กออกไปจากพื้นที่เหล่านั้น”

 

ภาพ : Rizky Arief Permana / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories