×

ราคาน้ำมันจะไม่กลับไประดับเดิมแล้ว คาดดีเซลจ่อแตะ 60 บาทต่อลิตรในเม.ย. SCB EIC เตือน ‘ลอยตัว’ ราคาน้ำมันแบบกระชากบ่อยจะกระทบเศรษฐกิจหนัก

27.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบถังน้ำมันและกราฟแสดงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมผลกระทบเศรษฐกิจ

ราคาน้ำมันอาจจะไม่กลับสู่ระดับก่อนสงครามแล้ว SCB EIC มองราคาดีเซลยังไม่พีค คาดจ่อทะลุ 60 บาทต่อลิตรในช่วงเม.ย. เตือนการ ‘ลอยตัว’ ราคาน้ำมันแบบกระชากบ่อยๆ จะกระทบเศรษฐกิจหนัก เนื่องจากอาจนำไปสู่ภาวะช็อกและผลกระทบทางจิตวิทยาต่อการบริโภคอย่างรุนแรง

 

 
 

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยว่า ตามการวิเคราะห์ของ SCB EIC จาก Forward Curve ซึ่งเป็นราคาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-3 เดือนจากตลาดฟิวเจอร์ส พบว่า ราคาน้ำมันจะไม่ลงกลับไประดับเดิม หรือระดับก่อนเกิดสงครามสักระยะ พร้อมเตือนว่า ราคาน้ำมันดิบจะพุ่งไปแตะจุดสูงสุดในเดือนเมษายนนี้

 

โดยในกรณีฐาน (Base) SCB EIC คาดว่า ระยะเวลาสงครามจะต่ำกว่า 8 สัปดาห์ โดยกรอบราคาของน้ำมันดิบเบรนท์น่าจะอยู่ระหว่าง 80 – 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเฉลี่ยทั้งปี 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ส่วนกรณีเลวร้าย (Adverse) SCB EIC คาดว่า ระยะเวลาสงครามจะอยู่ระหว่าง 8-16 สัปดาห์ โดยกรอบราคาของน้ำมันดิบเบรนท์น่าจะอยู่ระหว่าง 100 – 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเฉลี่ยทั้งปี 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ขณะที่กรณีรุนแรง (Severe) SCB EIC คาดว่า ระยะเวลาสงครามจะยืดเยื้อนานกว่า 16 สัปดาห์ โดยกรอบราคาของน้ำมันดิบเบรนท์น่าจะอยู่ระหว่าง 120 – 140+ ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือเฉลี่ยทั้งปี 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

ดร.ยรรยง ยังย้ำว่า จากการประเมินราคาน้ำมันจะไม่ลงกลับไประดับเดิมสักระยะ เนื่องจากฐานราคาในอนาคตจะยกขึ้น ตามความเสียหายของระบบการผลิต นอกจากนี้ หากเป็นกรณีเลวร้าย (Adverse) และรุนแรง (Severe) ราคาน้ำมันก็จะยิ่งปรับตัวสูงขึ้นไปอีกมาก

 

 
ภาพประกอบถังน้ำมันและกราฟแสดงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมผลกระทบเศรษฐกิจ 1
 

 
 

เตือน! ดีเซลตอนนี้ยังไม่พีค จ่อแตะ 60 บาทต่อลิตรในเม.ย.

 
 

สำหรับราคาน้ำมันไทย ดร.ยรรยงกล่าวต่อว่า ในกรณีฐาน SCB EIC มองว่า ราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 43 บาทต่อลิตร โดยคาดว่า ราคาดีเซลตามราคาน้ำมันจริงจะแตะจุดสูงสุด (Peak) ในระดับกว่า 60 บาทต่อลิตรในเดือนเมษายน ก่อนจะค่อยๆ ลดลงหลังจากนั้น

 

โดยภายใต้สมมติฐานของกรณีฐานนี้ SCB EIC คาดว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะช่วยอุดหนุนแล้วในระดับ 10-20% หรือราว 4 บาทต่อลิตรเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ดร.ยรรยงเตือนว่า ในกรณีเลวร้าย (Adverse) และรุนแรง (Severe) ราคาน้ำมันก็จะแตะจุดสูงสุดหลังเดือนเมษายน และเคลื่อนไหวในระดับสูงกว่านี้ด้วย

 

ทั้งนี้ ตามข้อมูลจากกระทรวงพลังงานแสดงให้เห็นว่า ราคาค้าปลีกน้ำมันดีเซลวันนี้ (27 มีนาคม) อยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร โดยราคานี้กองทุนน้ำมันอุดหนุนอยู่ 16.02 บาทต่อลิตร สะท้อนว่า หากไม่มีการอุดหนุน ราคาค้าปลีกน้ำมันดีเซลวันนี้จะอยู่ที่ 54.96 บาทต่อลิตร

 
 

เตือน ‘ลอยตัว’ ราคาน้ำมันแบบ ‘กระชาก’ กระทบเศรษฐกิจหนัก

 
 

ดร.ยรรยงยังแนะว่า รัฐบาลควรเลิกใช้วิธีกำหนดเพดานแบบเดิมๆ โดยควรเปลี่ยนวิธีอุดหนุนเป็น ‘การกำหนดวงเงินชดเชยต่อลิตร’ แทน พร้อมอธิบายต่อว่าแทนที่รัฐบาลจะตรึงราคาขายหน้าปั๊มให้อยู่ที่ตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งตลอดเวลา ควรเปลี่ยนมากำหนดว่ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะชดเชยให้ลิตรละเท่าไรในจำนวนที่กองทุนฯ ยังสามารถบริหารจัดการและรับภาระไหว

 

พร้อมกล่าวอีกว่า ฐานะทางการเงินของกองทุนน้ำมันที่ติดลบอย่างหนักอาจเป็นตัวบีบบังคับให้รัฐบาลต้องตัดสินใจปรับขึ้นราคาอีกในอนาคต อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาควรปรับแบบ ‘ค่อยเป็นค่อยไป’ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะช็อกและผลกระทบทางจิตวิทยาต่อการบริโภคอย่างรุนแรง

 

“ประมาณการการเติบโตของ GDP ที่ระดับ 1.4% ถือว่าค่อนข้างต่ำแล้ว เมื่อเทียบกับสำนักอื่น อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวก็ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำ (downside risk) ไม่ว่าจะเป็น ราคาน้ำมันโลกที่อาจสูงมากกว่าหรือนานกว่าประมาณการฐาน รวมไปถึงปัญหาการจัดการราคาน้ำมันในประเทศ กล่าวคือ การลอยตัวแบบกระชากที่เร็ว แรง และบ่อยๆ จะกระทบเศรษฐกิจมากกว่าการค่อยๆ ปรับขึ้น” ดร.ยรรยงกล่าว

 

ทั้งนี้ ล่าสุด SCB EIC ‘ปรับลด’ ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% ในกรณีฐาน (Base case) ซึ่งลดลงจากเดิมประมาณการเดิมที่ 1.8% ที่เคยประเมินไว้ในช่วงก่อนสงคราม

 

 
ภาพประกอบถังน้ำมันและกราฟแสดงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมผลกระทบเศรษฐกิจ 2
 

 
 

เตือน! อย่าซ้ำรอยวิกฤต ‘ลอยตัวค่าเงินบาท’ ปี 2540

 
 

ดร.ยรรยงยังเปรียบเทียบการตรึงราคาน้ำมันกับ ‘วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540’ ที่ไทยพยายามตรึงค่าเงินบาทอย่างหนัก ก่อนจะต้องประกาศลอยตัวในที่สุด

 

“หากรัฐยังอุดหนุนไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมถอย เมื่อถึงจุดที่รับภาระไม่ไหวและถูกบังคับให้ปล่อยลอยตัว จะส่งผลให้ต้องปรับราคาขึ้นทีละมากๆ เช่น กระโดดขึ้นทีละ 6 บาท ซึ่งจะสร้างผลกระทบหนักกว่าการค่อยๆ ทยอยปล่อยขึ้นทีละ 1-2 บาท” ดร.ยรรยงกล่าว

 

นอกจากนี้ ดร.ยรรยงยังชี้ให้เห็นว่าการอุดหนุนราคาน้ำมัน โดยเฉพาะดีเซล ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ไทยมีการใช้น้ำมันดีเซลสูงมาก เนื่องจากการกดราคาให้ต่ำทำให้คนไม่เกิดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ คนที่ได้รับประโยชน์จากการอุดหนุนราคาแบบหน้ากระดานมากที่สุด กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้สูง

 

 
ภาพประกอบถังน้ำมันและกราฟแสดงราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมผลกระทบเศรษฐกิจ 3
 

 
 

ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการอุดหนุนราคาน้ำมันคือ ‘กลุ่มรายได้สูง’

 
 

ดร.ยรรยง อธิบายต่อว่า จากข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) พบว่ากลุ่มคนที่มีรายได้สูงสุด 20% แรกของประเทศ มีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล มากกว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อยในระดับล่างอยู่มาก เมื่อรัฐบาลเข้าไปอุดหนุนราคาต่อลิตร ผู้ที่เติมน้ำมันในปริมาณที่มากกว่าย่อมได้รับเม็ดเงินอุดหนุนไปมากกว่า

 

โดยตามการแบ่งกลุ่มระดับรายได้ออกเป็น 5 กลุ่ม (Quintile) พบยอดการใช้จ่ายน้ำมันดีเซลเฉลี่ยต่อครัวเรือนตามกลุ่มรายได้ดังนี้

 

  • Quintile ที่ 1: รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 8.8 พันบาทต่อเดือน ใช้จ่ายน้ำมันดีเซล 97.6 บาทต่อเดือน
  • Quintile ที่ 2: รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 1.46 หมื่นบาทต่อเดือน ใช้จ่ายน้ำมันดีเซล 199.9 บาทต่อเดือน
  • Quintile ที่ 3: รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 2.09 หมื่นบาทต่อเดือน ใช้จ่ายน้ำมันดีเซล 362.3 บาทต่อเดือน
  • Quintile ที่ 4: รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 3.03 หมื่นบาทต่อเดือน ใช้จ่ายน้ำมันดีเซล 1,068.2 บาทต่อเดือน
  • Quintile ที่ 5: รายได้เฉลี่ยต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 6.63 หมื่นบาทต่อเดือน ใช้จ่ายน้ำมันดีเซล 473.2 บาทต่อเดือน

 

นอกจากนี้ การอุดหนุนราคาน้ำมันก็จ่อสร้างภาระหนี้ระยะยาวตกแก่ประชาชนทุกคน เนื่องจากเม็ดเงินที่นำมาใช้อุดหนุนราคาแบบหน้ากระดานจนทำให้กองทุนน้ำมันติดลบนั้น ถือเป็นภาระทางการคลัง และมาจากผู้เสียภาษีผู้ใช้น้ำมันทุกคน สะท้อนว่า ประชาชนต้องเป็นผู้จ่ายคืนหนี้นี้ในอนาคตด้วยบวกกับ ‘ดอกเบี้ย’

 

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories