ความจริงหากคิดถึงตัวตนและต้นกำเนิด หากจะตั้งยศให้อย่างถูกต้องแล้วบางทีการเรียกเขาว่า ‘ฟาโรห์’ อาจจะถูกต้องมากกว่า
และถึงที่นี่จะเป็นเมอร์ซีย์ไซด์ แดนดินของผู้คนที่ไม่ได้อีนังขังขอบกับเรื่องราวของราชวงศ์อังกฤษมากนัก แต่ผู้คนก็ยินดีที่จะขนานนามเขาว่า ‘The Egyptian King’ ราชาชาวอียิปต์ ผู้ได้รับเกียรติให้เป็นราชาคนต่อมาของแอนฟิลด์ต่อจาก ‘King’ เคนนี ดัลกลิช
แค่นี้ก็พอที่จะบอกอะไรได้มากมายโดยไม่ต้องเอ่ยเรื่องราวว่าโมฮัมหมัด ซาลาห์ มีความหมายมากแค่ไหนต่อลิเวอร์พูล
เพียงแต่การประกาศอำลาทีมหลังสิ้นสุดฤดูกาลของเขา ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นในเวลานี้ ในช่วงเวลาสุกดิบที่หลายอย่างยังคลุมเครือและมีสิ่งที่ต้องทำอีกพอสมควรก่อนจะสิ้นสุดฤดูกาลนี้ เป็นการกระตุกต่อมให้หลายคนได้คิดและทบทวนถึงเรื่องราวของซาลาห์ที่ผ่านมาอีกครั้ง
ว่าเราอยากจะจดจำเขาในรูปแบบไหน
การบอกรักและบอกลาของซาลาห์ ซึ่งเป็นการประกาศร่วมกันระหว่างตัวของเขาเองและสโมสรในช่วงกลางดึกของคืนวันอังคารที่ผ่านมา (หรือหัวค่ำตามเวลาอังกฤษ) ถือเป็นข่าวใหญ่ที่เซอร์ไพรส์โลกของฟุตบอลอยู่พอสมควร
ในวงเล็บว่าความจริงมันก็ไม่ได้ถึงกับเซอร์ไพรส์มากขนาดนั้น เพราะมี ‘สัญญาณ’ หลายอย่างที่บ่งบอกว่าบางทีมันอาจจะถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับซูเปอร์สตาร์ลูกหนังชาวอียิปต์คนนี้แล้ว
ซาลาห์แถลงถึงการตัดสินใจ – หรือการตัดใจ – ที่จะอำลาลิเวอร์พูลหลังสิ้นสุดฤดูกาลนี้ โดยที่เห็นร่วมกันกับสโมสรในการที่จะยกเลิกสัญญาที่ยังเหลือจนถึงปี 2027 เอาไว้เพียงแค่นี้
ไม่มีพันธะใดๆ ต่อกัน ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยและจะไม่เหนี่ยวรั้งกันไว้ด้วยเรื่องของเงินค่าตัว
มองในแง่ของธุรกิจ เรื่องนี้คือดีลในแบบ ‘ข้อตกลงของสุภาพบุรุษ’ (Gentlemen’s agreement) ที่ไม่จำเป็นต้องงัดหลักกฎหมายหรือข้อผูกมัดใดๆ มาให้ปวดหัว คุยกันแบบตรงไปตรงมา ใช้ความรู้สึกและความเป็นสุภาพบุรุษนำ
ซาลาห์มองว่าถึงเวลาที่เหมาะสมที่เขาจะต้องไปจากสโมสร และเขาขอเป็นฝ่ายที่จะเลือกเวลาที่จะไปจากสโมสรเอง มากกว่าที่จะปล่อยให้สถานการณ์มาบีบและกำหนดโดยที่เขาอาจจะไม่ได้เต็มใจมากนัก
สำหรับลิเวอร์พูลในฐานะต้นสังกัด แม้จะมีสัญญาของซาลาห์ที่ทำกันไว้จนถึงปี 2027 หลังจากเพิ่งต่อสัญญาในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งสโมสรมีโอกาสที่จะทำเงินจากการขายเขาออกไปให้กับสโมสรอื่นที่สนใจ แต่ด้วยสิ่งที่นักเตะทำเพื่อทีมตลอด 9 ปีที่ผ่านมา การเปิดทางให้ไปแบบนี้ถือว่าเป็นการบอกลาจากกันด้วยดี
ไม่มีอะไรที่ติดค้างต่อกัน

ในเชิงของการบริหารลิเวอร์พูลจะคล่องตัวมากขึ้น เพราะซาลาห์เป็นผู้เล่นที่ได้รับค่าตอบแทนสูงที่สุดของสโมสรมากกว่า 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ โดยไม่นับเงินโบนัสต่างๆ ด้วย เงินจำนวนนี้มหาศาลและสามารถนำไปเล่นแร่แปรธาตุในการลงทุนกับทีมได้อีกมากมาย
ยังไม่นับในเรื่องของ ‘อิทธิพล’ (Influence) ที่ซาลาห์มีต่อทีม ซึ่งความสำคัญของเขาสัมพันธ์กับทีมอย่างรุนแรง และเราได้เห็นเรื่องนี้ในการพยายามดร็อปเขาออกจากทีมของอาร์เนอ สลอต ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
สิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องนี้คือการที่ทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะหาทางออกร่วมกัน มากกว่าจะแตกหักกันซึ่งไม่มีประโยชน์อันใด
ในอดีตเคยมีหลายสโมสรที่ประสบปัญหาในรูปแบบคล้ายคลึงกัน นักฟุตบอลยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเอาลงได้ง่าย และบทสรุปสุดท้ายคือความเจ็บปวด
ซาลาห์ตระหนักในเรื่องนี้ และเขารู้ตัวดีว่าหากอยู่ต่อไปนานกว่านี้ ทุกสิ่งดีๆ ที่เคยทำมาอาจจะถูกลดทอนลงไปจนแทบไม่เหลืออะไรให้จดจำ
ความงดงามที่สุดของความรักคือการรู้จักที่จะปล่อยมือ เพื่อให้อีกฝ่ายได้เดินต่อไปข้างหน้า
เขาเลือกที่จะทำแบบนี้
และเพราะการเลือกแบบนี้ของซาลาห์ มันจึงทำให้เขาคู่ควรที่จะได้รับความรักตอบแทนกลับมาจากแฟนบอลที่เขารักเช่นกัน

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมาซาลาห์ เผชิญกับกระแสวิจารณ์อย่างรุนแรง ด้วยผลงานของเขาตกต่ำลงแบบน่าใจหาย เฉพาะในฤดูกาลนี้ผลประกอบการของเขาเหลือเพียงแค่การทำได้ 10 ประตูและอีก 9 แอสซิสต์ ซึ่งแม้เทียบกับนักเตะคนอื่นมันจะเป็นผลงานที่ดีมากแล้ว แต่สำหรับคนที่เคยทำได้ดีกว่านี้มาก มันเป็นตัวเลขที่สะท้อนความจริงของชีวิต
ว่าแม้แต่ราชาชาวอียิปต์ผู้ที่เป็นบุคคลต้นแบบในเรื่องของความเป็นมืออาชีพ ดูแลร่างกายและเตรียมจิตใจของตัวเองเอาไว้อย่างดีที่สุดตลอดอาชีพการค้าแข้ง เขาเองก็หนีวงล้อของชีวิตที่ร่างกายย่อมเสื่อมตามกาลเวลาไม่พ้น
ไม่ใช่แค่ความเร็วและพละกำลังที่ลดลง
ผมขาวที่แซมขึ้นมา ผมที่เคยหนากลับบางลงไป รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
ซาลาห์ต้องพบเจอความจริงของชีวิตในทุกนัดที่ลงสนามในฤดูกาลนี้ และในระยะหลังสิ่งที่เขาทำคือการส่ายหน้าที่ไม่ได้แปลว่าไม่เห็นด้วย แต่เป็นการยอมรับความจริงว่าเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว และนั่นคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานของลิเวอร์พูลตกลง
เพราะที่ผ่านมาพวกเขามีคนที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงผลการแข่งขันให้กับทีมได้เสมอ
เมื่อซาลาห์ไม่สามารถทำแบบนั้นได้อีกแล้ว ลิเวอร์พูลก็เจอกับความจริงที่ยากจะยอมรับได้เช่นเดียวกันว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้เป็นทีมที่ดีขนาดนั้น เพราะสุดท้ายคนที่เป็นคนแบก เป็นคนตัดสินทุกอย่างให้กับทีมก็คือนักเตะหมายเลข 11 ที่ดูเล่นเห็นแก่ตัวและอีโก้สูงคนนี้
คนที่ถูกซื้อตัวมาร่วมทีม ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นตัวเลือกแรกด้วยซ้ำไป

ย้อนกลับไปในปี 2017 ลิเวอร์พูลกำลังมองหาผู้เล่นแนวรุกที่จะเข้ามาเสริมกำลังของทีม หลังจากที่ประสบความสำเร็จกับการได้ตัวซาดิโอ มาเน มาเล่นร่วมกับโรแบร์โต เฟียร์มิโน
คนที่พวกเขาหมายตาก่อนและเป็นคนที่เยอร์เกน คล็อปป์อยากได้คือ ยูเลียน บรันดท์ ดาวเด่นจากบุนเดสลีกา แต่ความพยายามของทีมวิเคราะห์หลังบ้านทำให้สุดท้ายซาลาห์ถูกผลักดันขึ้นมาจนเจรจาคว้าตัวมาจากโรมาได้สำเร็จด้วยเงินค่าตัวไม่มากไม่มาย 34.3 ล้านปอนด์
โดยที่เดอะ ค็อปทั่วโลกไม่มั่นใจนัก เพราะซาลาห์ ซึ่งเคยมีข่าวเชื่อมโยงกับลิเวอร์พูลมีช่วงเวลาที่ล้มเหลวกับเชลซีมาก่อน
ไม่มีใครรู้ในเวลานั้นว่าลิเวอร์พูลกำลังจะถูกหวยรางวัลใหญ่
ซาลาห์สร้างปรากฏการณ์ในฤดูกาล 2017/18 ด้วยการทำคนเดียว 44 ประตู และเป็นองค์ประกอบสุดท้ายที่ของ ‘SMF’ 3 ประสานในแนวรุกที่เร็วและอันตรายที่สุดในประวัติศาสตร์แอนฟิลด์ ความเร็วจัดจ้านของเขาเข้ากันได้ดีกับความดิบและแกร่งของมาเน และมันสมองกับเซนส์ฟุตบอลของเฟียร์มิโน
ปีนั้นเขาพาลิเวอร์พูลไปไกลถึงการเข้าชิงแชมเปียนส์ ลีก แม้จะจบลงแบบเจ็บปวดเพราะถูกเซร์จิโอ รามอส เล่นงานจนเจ็บไหล่ต้องเปลี่ยนตัวออกมาทั้งน้ำตา สุดท้ายทีมพ่ายแพ้ด้วย
หลายคนปรามาสว่าซาลาห์จะเป็น ‘One season wonder’ หรือความมหัศจรรย์ชั่วคราวเพียงฤดูกาลเดียวเหมือนนักเตะดาวดังในอดีตหลายคน แต่เขาแสดงให้เห็นว่าความมหัศจรรย์นั้นไม่ได้เป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ
ฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่าที่เขาสำแดงเดชให้เห็นว่านี่คือของจริง
ซาลาห์ เป็นผู้เล่นในแบบ Wing-forward ที่ดีที่สุดของโลก ที่อาจจะไม่ได้มีลีลาหรือการเล่นหวือหวาในทุกนัดที่ลงสนาม แต่เขาสร้างโอกาสและทำประตูให้กับทีมได้ เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่มีผลประกอบการสูงที่สุดของโลกในทศวรรษที่ผ่านมา
แต่ความมหัศจรรย์ที่สุดของเขาคือการที่พร้อมจะลงสนามเสมอ (Availability) ตลอด 9 ปีที่ในแอนฟิลด์แทบจะไม่มีอาการบาดเจ็บเลย ร่างกายฟิตพร้อมที่จะลงเล่นแทบตลอดทั้งเกมได้ทุกนัด จนเป็นการการันตีตำแหน่งไปโดยปริยาย
ในรายชื่อของทีมจะมีซาลาห์เสมอ คือสิ่งที่คุ้นชิน

9 ปีที่ผ่านมาซาลาห์ยังทำหน้าที่ในฐานะความหวังของทีมได้อย่างยอดเยี่ยม ในแบบที่คนไม่เคยแบกความคาดหวังมาก่อนย่อมยากจะเข้าใจว่าสิ่งนี้มันยากและหนักหนาสักแค่ไหน
ประตูสำคัญมากมายเกิดขึ้นจากเขา
โดยเฉพาะประตูในเกมแดงเดือด ที่เขาได้บอลเปิดยาวจากอลีซง เบ็คเกอร์ ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บก่อนจะลากเดี่ยวเข้าไปยิงผ่านดาวิด เด แฮ ให้ลิเวอร์พูลชนะ 2-0
มันคือประตูที่ทำให้เดอะ ค็อปในแอนฟิลด์ได้ร้องเพลง “We’re gonna win the league” กันเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี
ซาลาห์ยังมีประตูระดับสุดยอดอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการลากเลาะแนวรับไปแบบดื้อๆ หลายครั้ง เช่นในเกมกับเอฟเวอร์ตัน, สเปอร์ส, วัตฟอร์ด
หรือแม้แต่แมนเชสเตอร์ ซิตี ในช่วงเวลาที่เป๊ป กวา์ดิโอลา ขันเกมรับมาแน่นหนาเป็นพิเศษ แต่เขาก็แหวกฝ่าดงนักเตะสุดยอดของคู่แข่งเข้าไปยิงได้อย่างสุดมหัศจรรย์
ต่อให้ไม่ได้ลงสนาม เขาก็เป็นแรงบันดาลใจของทีมได้เหมือนการใส่เสื้อที่มีข้อความ ’Never Give Up’ ในเกมกับบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเกมสำคัญในความทรงจำของยุคสมัยที่ผ่านมา
รวมถึงในฤดูกาลที่แล้วที่ซาลาห์ตั้งใจที่สุดในการที่จะพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้อีกสักสมัย
ไม่ใช่เพียงเพื่อการเฉลิมฉลองด้วยกันอีกสักครั้ง แต่เพื่อ ‘ส่งต่อ’ สิ่งสำคัญให้กับคนรุ่นต่อไป
หัวใจของคนที่จะได้ชัยชนะ มันต้องใหญ่แบบนี้
การจากลาของซาลาห์ ในทางหนึ่งจึงเป็นความสูญเสียที่แอบน่าเศร้า
นักฟุตบอลระดับนี้ ถ้างดงามที่สุดควรได้อยู่กับสโมสรจนถึงวันสุดท้ายของชีวิตการเล่น
แต่เพราะเกมฟุตบอลสมัยใหม่ เรื่องความภักดีสุดหัวใจเป็นเรื่องยาก การตัดสินใจและตัดใจบอกลากันวันนี้เป็นการส่งต่อความปรารถนาดีอย่างที่สุดให้แก่กัน
คุณไปเริ่มต้นยุคใหม่เถอะ ผมจะไปตามทางของผม
แล้วเรามาทำช่วงเวลาที่เหลือให้ดีที่สุดไปด้วยกัน
ซาลาห์อยากบอกแบบนี้และอยากทำแบบนี้ เพื่อเป็นการบอกรักและบอกลากันเป็นครั้งสุดท้าย
สิ่งที่เดอะ ค็อปจะทำได้ดีที่สุดคือร้องเพลงของเขาให้ดังที่สุดไปจนถึงเวลานั้นที่บัลลังก์สีแดงจะว่างเปล่า
Mo Salah, Mo Salah, Mo Salah running down the wing!
Salah, la, la, la, the Egyptian King!


