วันนี้ (18 กุมภาพันธ์) ศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษายกฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 1463/2567 และคดีหมายเลขดำที่ 1722/2568 ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฟ้องให้เพิกถอนมติ กสทช. ที่เสียงส่วนใหญ่ 4 คนไม่เห็นชอบการแต่งตั้งไตรรัตน์เป็นเลขาธิการ กสทช. และฟ้องเรียกค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าวด้วย
ทั้งนี้ ศาลปกครองกลางให้เหตุผลว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เคยนำเรื่องการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ กสทช. เข้าเป็นวาระพิจารณาในที่ประชุมบอร์ด กสทช. แล้ว และที่ประชุมฯ มีมติให้สำนักงาน กสทช. รับข้อคิดเห็นของที่ประชุมไปปรับปรุงแก้ไขการกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช.
พร้อมทั้งให้นำเสนอหลักเกณฑ์และกระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. มาในคราวเดียวกันในการประชุมครั้งต่อไป โดยให้ชะลอการคัดเลือกผู้บริหารของสำนักงาน กสทช. จนกว่ากระบวนการสรรหาเลขาธิการ กสทช. และโครงสร้างของสำนักงาน กสทช.ที่จัดทำขึ้นใหม่จะแล้วเสร็จ แต่ในขณะที่ยังไม่มีการดำเนินการตามมติดังกล่าว ประธาน กสทช. กลับนำวาระการแต่งตั้งเลขา กสทช. กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมทั้งเสนอชื่อนายไตรรัตน์ให้ลงมติเห็นชอบ
นอกจากนี้ ยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีผู้สมัครโต้แย้งคัดค้านผลการคัดเลือกเลขาธิการ กสทช. และขอทราบหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของประธาน กสทช. และมีการฟ้องร้องเป็นคดี
จึงรับฟังได้ว่าการที่บอร์ด กสทช. เสียงข้างมากมีมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ประธาน กสทช. เสนอ เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกระบวนการสรรหาที่ประธานจัดการเองโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากกรรมการส่วนใหญ่ จึงเป็นมติที่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักเพียงพอจึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย
ดังนั้น จึงไม่เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีคือไตรรัตน์ และศาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาในประเด็นที่บอร์ด กสทช. ไม่รับพิจารณาคำอุทธรณ์ของไตรรัตน์ เนื่องจากศาลได้วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดีแล้วว่า มติของบอร์ด กสทช. ที่ไม่แต่งตั้งไตรรัตน์ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. นั้น มิใช่การกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงพิพากษายกฟ้อง
สำหรับกรณีนี้ ไตรรัตน์ยื่นฟ้อง กสทช. ต่อศาลปกครองกลาง ขอให้เพิกถอนมติ กสทช. นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ซึ่งมติที่ประชุมเสียงข้างมากไม่เห็นชอบการแต่งตั้งบุคคล (ไตรรัตน์) ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. ตามที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. เสนอ และขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมในการประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ซึ่งมติเสียงข้างมากไม่รับคำอุทธรณ์ของไตรรัตน์สำหรับมติไม่เห็นชอบการแต่งตั้งดังกล่าว
นอกจากนี้ ไตรรัตน์ยังระบุว่า กสทช. เสียงข้างมาก 4 คน ไม่มีสิทธิร่วมพิจารณาในกรณีการที่ประธาน กสทช.เสนอให้แต่งตั้งตนเป็นเลขาธิการ กสทช. เนื่องจากถือเป็นคู่กรณี จากการที่นายไตรรัตน์ได้เคยยื่นฟ้อง 4 กสทช. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง (ปัจจุบันศาลยกฟ้องในคดีดังกล่าวแล้ว) จึงขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้มติ กสทช. ซึ่งมีกรรมการ 3 คน (ที่ไม่ใช่กรรมการเสียงข้างมากที่ถูกฟ้อง) ให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งนายไตรรัตน์เป็นเลขาธิการ กสทช. นับเป็นมติเห็นชอบ
ในประเด็นดังกล่าว ศาลพิจารณาเห็นว่ากรณีที่ไตรรัตน์ ฟ้องว่า กสทช. เสียงข้างมากที่มีมติไม่เห็นชอบตนนั้น ขัดต่อ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ถือว่าเป็น “คู่กรณี” ไม่สามารถพิจารณาออกเสียงได้เพราะ กสทช. ทั้ง 4 คน เคยมีมติสั่งปลดไตรรัตน์จากตำแหน่งรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. และให้ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยจากกรณีการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี 2020 ไม่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างสำนักงาน กสทช. กับ กกท.
ประเด็นนี้ ศาลเห็นว่า “คู่กรณี” ตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 นั้น ไม่ได้มีความหมายทั่วไปที่หมายถึง คู่กรณีที่มีข้อพิพาทกัน แต่หมายถึง “ผู้ยื่นคำขอ ผู้คัดค้านคำขอ ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่งทางปกครอง” กสทช.ทั้ง 4 คน ที่ถูกไตรรัตน์ฟ้อง จึงไม่ใช่คู่กรณีตามมาตรา 13 (1) และในการประชุม กสทช. จะต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็นองค์ประชุม หาก กสทช. 4 คนที่ถูกคัดค้าน ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ย่อมเป็นกรณีที่ไม่มีเจ้าหน้าที่อื่นปฏิบัติหน้าที่แทนได้
ดังนั้น กสทช. ทั้ง 4 คนที่ถูกคัดค้าน จึงสามารถปฏิบัติหน้าที่และมีมติในการประชุมได้ อีกทั้งยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า กสทช.ทั้ง 4 คน มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ฟ้องคดีมาก่อน จึงไม่ถือว่ามีเหตุซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลางตามที่ไตรรัตน์ฟ้อง
อนึ่ง ในอีกคดีหนึ่งที่โอนมาจากศาลแพ่ง ไตรรัตน์ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายอันเนื่องมาจากมติ กสทช. ทั้ง 2 ครั้ง ในส่วนของเงินเดือนและค่าตอบแทนประจำตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. จำนวนกว่าหกล้านบาทบวกกับให้ กสทช. 4 คนชดใช้ค่าเสียหายส่วนตัวอีกคนละ 10 ล้านบาทเนื่องจากทำให้ตนไม่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในฐานะเลขาธิการ กสทช. ซึ่งทางผู้ฟ้องคดีประเมินมูลค่าไว้ประมาณนั้น
สำหรับกรณีดังกล่าว กรรมการ กสทช. เสียงข้างมาก 4 คน ได้แก่ พล.อ.ท. ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศ.กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต, รศ.ดร. ศุภัช ศุภชลาศัย และรศ.ดร. สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กรรมการ กสทช. ไม่เห็นชอบการแต่งตั้งไตรรัตน์ เนื่องจากเห็นว่ากระบวนการคัดเลือกเลขาธิการ กสทช. ไม่เป็นไปตามมติ กสทช. นั่นคือ ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้คัดเลือกผู้สมัครเพียงลำพังแล้วจึงมาขอความเห็นชอบจากที่ประชุม กสทช. แทนที่กรรมการทั้ง 7 คนจะร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกตั้งแต่แรก
แม้ว่าไตรรัตน์จะไม่ได้ยื่นฟ้อง ศ.คลินิก นพ.สรณ ด้วย แต่ศาลปกครองกลางเห็นว่าประธาน กสทช.เป็นเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจออกคำสั่งแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งและถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ กสทช. โดยความเห็นชอบของ กสทช. ตาม พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ จึงมีคำสั่งเรียกประธาน กสทช. เข้ามาเป็นคู่กรณีด้วยการร้องสอด โดยกำหนดให้เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และ กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2
สำหรับคำพิพากษาของศาลปกครองกลางในวันนี้ เป็นไปในแนวทางเดียวกับตุลาการผู้แถลงคดี ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ตุลาการผู้แถลงคดี มีความเห็นยกฟ้องเช่นเดียวกัน
แหล่งข่าวจากศาลปกครองกลาง กล่าวว่า ปัจจุบัน มีคดีความที่เป็นการฟ้องร้องระหว่างบอร์ด กสทช. และกับไตรรัตน์ 6 คดีด้วยกัน อยู่ที่ศาลปกครองกลาง จำนวน 3 คดี ได้แก่ คดีที่ไตรรัตน์ฟ้องบอร์ด กสทช. กรณีการสรรหาเลขาธิการ กสทช. และคดีเรียกค่าเสียหายจากกรณีดังกล่าวที่รับโอนจากศาลแพ่ง ซึ่งวันนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทั้ง 2 คดี ส่วนอีกหนึ่งคดีเป็นกรณีที่ 4 กสทช. ฟ้อง ศ.คลินิก นพ.สรณ ประธาน กสทช. ข้อหาละเลยต่อหน้าที่ในการไม่ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไตรรัตน์ และไม่แต่งตั้ง ผศ. ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการฯ ให้รักษาการแทน ตามมติที่ประชุม กสทช. เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2566 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์
ส่วนที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มี 2 คดี ได้แก่ คดีที่ไตรรัตน์ ฟ้อง 4 กสทช. ว่าเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ กรณีการสรรหาเลขาธิการ กสทช. โดยคดีนี้ศาลพิพากษา วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 พิพากษาให้ยกฟ้อง และคดีที่ ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ฟ้อง 4 กสทช. และ ผศ. ภูมิศิษฐ์ มหาเวสน์ศิริ รองเลขาธิการ กสทช. ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ กรณีได้ลงมติเสียงข้างมากให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไตรรัตน์เกี่ยวกับกรณีการถ่ายทอดฟุตบอลโลก ปี 2022 และลงมติให้มีการเปลี่ยนตัวรองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. จนกว่าการสอบสวนจะเสร็จสิ้น ศาลพิพากษายกฟ้องเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์
นอกจากนี้ มีคดีที่ศาลแพ่ง จำนวน 1 คดี ที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ฟ้องเรียกค่าเสียหายจาก 4 กสทช. เป็นจำนวนรวม 20 ล้านบาทโดยกล่าวหาว่าร่วมกันแถลงข่าวและเผยแพร่เอกสารทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย


