×

เจาะเทรนด์ AI ที่จะเปลี่ยนวิกฤต PM2.5 ให้เป็นคลื่นลงทุนลูกใหม่

13.02.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบเทคโนโลยี AI ที่เข้ามามีบทบาทในการจัดการปัญหา PM 2.5 และสร้างโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน

สังคมไทยพูดถึงปัญหา PM 2.5 กันอย่างหนักมานับตั้งแต่ปี 2562 และผ่านมาแล้ว 7 ปี ปัญหานี้ก็ยังคงหนักหนาสาหัสเช่นเดิม โดยเฉพาะช่วงต้นปี ที่ค่าฝุ่นในหลายพื้นที่มักจะสูงจนเข้าขั้นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ซึ่งถ้ามองให้ดี ปัญหานี้ ไม่ใช่แค่ปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและภาคการลงทุนด้วย

 

เมื่อ PM 2.5 ส่งผลให้แรงงานมีปัญหาสุขภาพ ก็จะตามมาด้วยประสิทธิภาพการผลิตลดลง ส่วนภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนการดูแลสุขภาพพนักงานเพิ่มขึ้น รวมทั้งอาจต้องลดชั่วโมงการผลิต หรืออาจต้องเผชิญกับสถานการณ์การขนส่งล่าช้าเพราะทัศนวิสัยที่ไม่ดี จาก PM 2.5 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อห่วงโซ่อุปทานได้โดยตรง

 

ขณะที่ รายงานของ State of Global Air (SoGA) พบว่า ในปี 2564 มลภาวะทางอากาศกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนในเอเชียกลาง -ใต้ – ตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่า 3 ล้านคน โดยที่ ต้นตอหลักของ PM 2.5 มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาซากพืช และการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ

 

ทั้งนี้ PM2.5 เป็นปัจจัยหนึ่งที่นำมาคำนวณคุณภาพอากาศ โดยที่นิยมมากที่สุดคือ การนำมาคำนวณเป็น Air Quality Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้วัดระดับมลพิษ (เช่น PM2.5, PM10, O₃, NO₂, CO, SO₂) สอดคล้องกับที่ทาง World Economic Forum มีการเปิดเผย Global Risk Report ของปี 2569 พบว่าความเสี่ยงด้านมลพิษ เป็นความเสี่ยงที่ติด 10 อันดับแรก ทั้งความเสี่ยงระยะสั้น (อันดับ 9) และระยะยาว (อันดับ 10) ของโลก โดยในระยะสั้น มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมแค่ 2 ความเสี่ยงที่ติดอันดับคือ ความเสี่ยงสภาพอากาศรุนแรงและ ความเสี่ยงด้านมลพิษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ย้ำความสำคัญของความเสี่ยงดังกล่าว

 

เมื่อผลที่ตามมาจากมลพิษค่อนข้างขยายวงกว้างและปัญหามลพิษนั้นมีความสำคัญ หนทางที่จะแก้ปัญหาได้ ก็ต้องแก้ที่ต้นตอ เช่น การออกกฎหมาย ออกมาตรการกำกับที่เข้มงวดขึ้น เพื่อควบคุมต้นตอของปัญหา เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน หรือค่าธรรมเนียมจากการสร้างมลพิษ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมนักลงทุนสถาบันจึงเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลพิษสูงและหันไปมองธุรกิจที่มีคะแนน ESG ดีกว่าแทน เพราะ มลพิษไม่ใช่แค่ “ต้นทุนทางสังคม” แต่กำลังกลายเป็น “ตัวแปรทางการเงิน” ที่สะท้อนในราคาสินทรัพย์ และความน่าสนใจด้านการลงทุนโดยตรง

 

ขณะเดียวกัน ในการจัดพอร์ตของกองทุน ก็มีการนำมาตรวัดที่เรียกว่า Weighted Average Carbon Intensity หรือ WACI ที่ใช้ในการวิเคราะห์ความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก มาใช้ในขั้นตอนการวัดความเสี่ยงด้านมลพิษของพอร์ต โดยมาตรวัดนี้ อยู่ภายใต้มาตรฐาน TCFD/ISSB ซึ่งเป็นกรอบการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ ที่บ่งชี้ ความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอน ของกิจการต่อรายรับรายบริษัท แล้ว ถ่วงน้ำหนักด้วยน้ำหนักลงทุนในพอร์ต เพื่อดูความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวมในด้านการปล่อยคาร์บอน โดยในภาคการลงทุน เริ่มมีการกำหนด WACI เป็นเงื่อนไขในการสร้างพอร์ตการลงทุนเช่นเดียวกัน

 

ทั้งนี้ SCB CIO มองว่า AI จะเป็นพระเอกสำคัญที่มีบทบาทในการช่วยจัดการปัญหามลพิษและ PM2.5 ได้ ผ่านการใช้งานหลายรูปแบบ ได้แก่

 

  • การตรวจจับ Hotspot ด้วยภาพดาวเทียม + Machine Learning: AI สามารถระบุพื้นที่เสี่ยงไฟป่าและการเผาได้แม่นยำและรวดเร็ว ทำให้หน่วยงานรัฐและท้องถิ่นรับมือได้ก่อนที่ฝุ่นจะสะสมในระดับอันตราย
  • การจำลองผลลัพธ์นโยบาย (Policy Simulation) : ช่วยประเมินว่าแต่ละมาตรการลดฝุ่นจะส่งผลต่อสังคมและเศรษฐกิจอย่างไร ก่อนตัดสินใจนำไปใช้จริง ลดความผิดพลาดของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
  • ระบบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศระดับชุมชน : ทำให้ประชาชนและแรงงานสามารถป้องกันตัวได้ทันที ลดผลกระทบด้านสุขภาพและลดต้นทุนทางเศรษฐกิจจากประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลง
  • การใช้ AI แก้ปัญหา “เผาซากพืช” : เราสามารถนำ AI มาช่วยเกษตรกรคำนวณวิธีจัดการเศษซากโดยไม่ต้องเผา ลดฝุ่นจากต้นตอสำคัญของประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
  • ESG Data & Analytics แบบ Real‑time : AI ทำให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมได้โปร่งใสขึ้น นักลงทุนจึงประเมินความเสี่ยง ESG ได้แม่นยำกว่าเดิม และเป็นแรงกดดันเชิงบวกให้ธุรกิจปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดการปล่อยมลพิษ

 

อย่างไรก็ตาม แม้ AI จะถูกนำมาช่วยลด PM 2.5 และมลพิษได้ แต่ในเวลาเดียวกันก็ผลักดันความต้องการใช้พลังงานของ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงทำให้การลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่มีส่วนสนับสนุน AI แต่ในเวลาเดียวกันก็ช่วยลดปัญหาฝุ่นจิ๋วได้ มีความน่าสนใจ โดยเรามองว่า เวลานี้โอกาสที่น่าสนใจอยู่ที่กลุ่ม Renewable Energy ที่มีความโดดเด่นจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ในขณะที่ ความเร็วในการก่อสร้างมากขึ้น และกลุ่ม Renewable Energy ยังมีเสน่ห์เฉพาะตัวจากความเป็นหุ้นเชิง Defensive ที่ทนทานทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง และมักจะได้ประโยชน์ในช่วงดอกเบี้ยขาลง

 

สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง เรามองว่า ท่ามกลางปัญหาฝุ่นจิ๋วที่เราทุกคนต้องมีส่วนร่วมลดปัญหานี้ นี่คือจังหวะที่น่าสนใจที่จะคัดเลือกธีม Renewable Energy เพื่อลงทุนเสริมโอกาสลงทุนในระยะสั้น เพราะนอกจากธุรกิจจะสอดคล้องกับแนวทางสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ ช่วยลดปัญหาฝุ่นจิ๋วได้แล้ว ในเชิง Valuation ปัจจุบันก็ยังอยู่ต่ำกว่ากลุ่มเทคโนโลยี ในขณะที่อัตราการจ่ายเงินปันผลก็อยู่สูงกว่าด้วย

 

จัดทำโดย SCB CIO ณ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ทั้งนี้ ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละขณะเวลา ผู้ใช้ข้อมูลควรใช้ความระมัดระวังในการตัดสินใจลงทุน

 

คำเตือน

 

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง รวมถึงควรขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ประกอบธุรกิจก่อนตัดสินใจลงทุน
  • เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  • สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ SCB Call Center โทร. 02-777-7777
  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising