ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ประกาศคงงบกระทรวงกลาโหมไว้ที่ 3% ของ GDP แต่อาจเปลี่ยนแปลง หากประเทศตกอยู่ใน ‘สถานการณ์จำเป็น’ ชี้โลกกำลังเข้าสู่ภาวะแตกแยกและอันตรายมากขึ้น ทำให้จำเป็นต้องลงทุนกับความมั่นคงภายนอกและภายใน พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ว่า เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาคือสัญญาณอันตราย
เมื่อวานนี้ (12 กุมภาพันธ์) หว่องแถลงรายละเอียดงบประมาณประจำปี 2026 ของสิงคโปร์ว่า รัฐบาลจะยังคงงบประมาณกระทรวงกลาโหมไว้ที่ 3% ของ GDP แต่อาจปรับเปลี่ยนสอดคล้องสถานการณ์โลกในปัจจุบัน พร้อมย้ำว่า การลงทุนกับประเด็นความมั่นคงสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังแตกแยกและอันตรายมากขึ้น
“ในตอนนี้ เราคาดว่าจะคงการใช้จ่ายด้านกลาโหมไว้ที่ประมาณร้อยละ 3 ของ GDP แต่เราพร้อมที่จะใช้จ่ายมากกว่านี้ หากมีความจำเป็น” หว่องกล่าวเสริมต่อว่า ความมั่นคงแห่งชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกระทรวงกลาโหม แต่ยังรวมถึงการลงทุนเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ และการทำงานของหน่วยงานความมั่นคงภายในประเทศ
โลกกำลังเผชิญภัยคุกคามเพิ่มขึ้น ทั้งสงครามร้อน-สงครามไซเบอร์
ทั้งนี้ หว่องฉายภาพสถานการณ์โลกในปี 2024 ว่า มีความขัดแย้งระหว่างรัฐ 61 กรณี ถือเป็นตัวเลขสูงสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยยกตัวอย่างเหตุปะทะทางทหารระหว่างไทยกับกัมพูชาในว่า เป็นสัญญาณอันตรายของพื้นที่เจรจาที่หดแคบลง และความเสี่ยงจากการคำนวณผิดพลาด
“ความขัดแย้งเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในภูมิภาคที่ห่างไกลเท่านั้น ซึ่งใกล้บ้านเรามากขึ้น เราได้เห็นหนึ่งในการปะทะกันทางอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเทศสมาชิกอาเซียน”
หว่องระบุว่า สัญญาณดังกล่าวน่ากังวลอย่างยิ่ง และหากสิงคโปร์เผชิญสถานการณ์ดังกล่าว จะไม่มีใครสามารถช่วยเหลือได้ มีแต่สิงคโปร์เท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบในการป้องกันและความอยู่รอดของประเทศ
นอกจากนี้ ผู้นำสิงคโปร์ยังชี้ให้เห็น ‘มิติใหม่ของการทำสงคราม’ เช่น การใช้โดรนในฐานะระบบไร้คนขับ โจมตีอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ, สงครามอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงการโจมตีทางออนไลน์ หรือระบบข้อมูลสำคัญ
หว่องระบุว่า สิงคโปร์คือเป้าหมายที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มอาชญากรรม แต่ทางการได้เสริมการป้องกันด้วยการจัดตั้งหน่วยงานต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามดังกล่าวได้ทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น นั่นจึงเป็นเป้าหมายที่สิงคโปร์ต้องเสริมสร้างความแข็งแกร่งของความมั่นคงไซเบอร์ต่อไป
โลกกำลังเปลี่ยนแปลง ระเบียบโลกถอยหลัง
นอกจากนี้ ผู้นำสิงคโปร์ยังฉายภาพใหญ่ในโลก คือ การเสื่อมถอยของระเบียบระหว่างประเทศ โดยชี้ว่า ขณะนี้ประเทศกำลังก้าวสู่ยุคหลังได้รับเอกราช 60 ปี ท่ามกลางภาวะอ่อนแอของระเบียบโลก ที่เคยทำหน้าที่ค้ำจุนเสถียรภาพโลกและความร่วมมือทางเศรษฐกิจตลอด 8 ทศวรรษ
“ระเบียบดังกล่าวรับประกันความมั่นคงโลก สนับสนุนตลาดเสรี และช่วยสร้างสถาบันและกติกาที่เอื้อให้เกิดความรุ่งเรืองร่วมกันทั่วโลก รวมถึงที่นี่ในเอเชีย แต่ยุคดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว”
หว่องย้ำว่า สหรัฐฯ กำลังทบทวนและยกเลิกบางสิ่งในระเบียบโลก เช่น ละทิ้งการค้าเสรี และเลี่ยงสถาบันโลก ทำให้ระบบพหุภาคีอ่อนแอลง จนรัฐอื่นๆ หันไปใช้แนวทางฝ่ายเดียวมากขึ้น ขณะที่กลไกระงับข้อพิพาทและความตึงเครียดเริ่มเสื่อมถอย
ผู้นำสิงคโปร์ยังกล่าวถึง ‘Liberation Day’ หรือมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ว่า ความเลวร้ายที่สุดยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะบริษัทปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว คือ เร่งการผลิตและนำเข้าไว้ล่วงหน้า ขณะที่เศรษฐกิจหลักยังเติบโตอยู่ได้ เพราะการเข้ามาของ AI
“กล่าวโดยสรุป แม้จะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกก็พิสูจน์ให้เห็นถึงความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาด และระบบระหว่างประเทศยังคงทำงานได้
“อย่างไรก็ตาม ปีนี้เราอาจไม่ได้โชคดีเช่นนั้น เพราะเหตุการณ์ในเดือนแรกของปี 2026 ก็สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวง และเพิ่มความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก
“เมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้นและช่องว่างในการทำผิดพลาดลดลง ความยืดหยุ่นของระบบโลกจะถูกทดสอบอย่างรุนแรงยิ่งขึ้น” หว่องทิ้งท้าย
แฟ้มภาพ: Peerapon Boonyakiat / SOPA Images & Edgar Su / Reuters
อ้างอิง:


