×

ทำไมเลือกตั้งญี่ปุ่นโปร่งใส? ถอดรหัสการเมืองแดนอาทิตย์อุทัย ที่ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อใจและประชาธิปไตย

11.02.2026
  • LOADING...
ภาพการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ญี่ปุ่น ที่เน้นความโปร่งใสและพิถีพิถัน

ทำไมการเลือกตั้งญี่ปุ่นจึงแทบไม่เผชิญข้อครหาเรื่องโกง?
เหตุใดประชาชนจึงเชื่อมั่นรัฐ?

 

เพราะอะไรญี่ปุ่นจึงประกาศผลคะแนนเร็วโดยไม่เกิดความวุ่นวาย?

 

คำถามเหล่านี้กลับมาอยู่ในความสนใจอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงจากพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) คว้าชัยชนะแบบถล่มทลาย โดยที่กระบวนการเลือกตั้งตั้งแต่การลงคะแนนไปจนถึงการประกาศผล เป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมีข้อผิดพลาดทางเทคนิคเล็กน้อย

 

น่าสนใจว่า คำอธิบายอาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีล้ำสมัย หากแต่อยู่ที่โครงสร้างทางการเมืองและวัฒนธรรมทางสังคมที่หยั่งรากลึก ทั้งความเป็นสังคมแห่งความเชื่อใจ และฉันทมติที่ทุกพรรคการเมืองยอมรับระบอบประชาธิปไตยเป็นกรอบร่วม

 

THE STANDARD สนทนากับ ผศ.ดร.ธีวินท์ สุพุทธิกุล หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อทำความเข้าใจว่า อะไรคือ ‘DNA’ ของความโปร่งใสในญี่ปุ่น ไปจนถึงคำถามเบสิกว่า เพราะเหตุใดแม้ LDP ครองอำนาจมายาวนาน ระบบกลับยังได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง

 

ประเทศที่เดินหน้าด้วย ‘ระบบความเชื่อใจ’

 

‘ระบบความเชื่อใจ’ คือคำจำกัดความที่ ผศ.ดร.ธีวินท์ ใช้อธิบายภาพรวมของสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับกระบวนการเลือกตั้งและความน่าเชื่อถือของระบบ กล่าวคือ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีทุนทางวัฒนธรรมด้านความไว้วางใจต่อกันและต่อสถาบันสาธารณะ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพากฎเกณฑ์ที่เข้มงวดหรือมาตรการควบคุมที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น

 

หัวหน้าภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างวัฒนธรรมดังกล่าวผ่านวิถีชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น เช่น สินค้าในร้านสะดวกซื้อที่ออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้แกะได้ง่าย โดยไม่ต้องกังวลว่า จะถูกฉวยโอกาสแกะรับประทาน ขณะที่บ้านเรือนที่มีรั้วเตี้ย แต่ยังคงความปลอดภัยได้ในระดับสูง สะท้อนว่า สังคมไม่ได้มีอาชญากรรมสูง

 

ส่วนประเด็นเรื่องการทุจริต ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังมีในสังคมญี่ปุ่น แต่ถือเป็นคนกลุ่มน้อย เช่น กรณีคอร์รัปชันของพรรค LDP อย่างเรื่องเงินระดมทุนพรรคการเมือง หลังสมาชิกไม่แจ้งรายได้ครบถ้วน หรือซุกเงินไว้ใช้ภายในกลุ่มก๊กพรรค

 

สำหรับประเด็นการซื้อเสียง แม้ไม่พบในสังคมญี่ปุ่น แต่ ผศ.ดร.ธีวินท์ระบุว่า พรรคการเมืองมักเสนอหรือ ‘ให้สัญญา’ ในเชิงนโยบายทางเศรษฐกิจแทน เช่น แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจหรือมาตรการการคลัง ถือเป็นการแข่งขันเชิงนโยบายมากกว่า

 

ประชาธิปไตยเป็นใหญ่ เมื่อพรรคการเมืองเคารพกติกาและไม่เรียกร้องทหาร

 

ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่ง คือความเป็น ‘สังคมประชาธิปไตย’ ซึ่งมีส่วนอย่างมากต่อความโปร่งใสของการเลือกตั้งญี่ปุ่น โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองญี่ปุ่นมองว่า ทุกพรรคการเมืองแข่งขันกันภายใต้กติกาเดียวกัน และไม่มีพรรคใดตั้งคำถามต่อระบอบประชาธิปไตยในฐานะกรอบพื้นฐานของระบบการเมือง

 

“ฝ่ายขวาอนุรักษนิยมของญี่ปุ่นไม่ได้ตั้งคำถามต่อความเป็นประชาธิปไตยเลย ทุกพรรคการเมืองในญี่ปุ่น ล้วนยอมรับระบอบประชาธิปไตยเป็นพื้นฐานร่วมกัน และแข่งขันกันภายใต้กติกาเดียวกัน ไม่มีพรรคหลักใดเสนอว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตย หรือยึดถือสิ่งที่ขัดกับหลักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังขยายความต่อว่า ชาตินิยมของญี่ปุ่นไม่ได้หมายถึงการลดทอนเสรีภาพหรือการเบี่ยงเบนออกจากประชาธิปไตย ขณะที่ในหน้าการเมืองญี่ปุ่น ทหารไม่ได้เข้ามามีบทบาทหรือแทรกแซง เช่นเดียวกับฝ่ายอนุรักษนิยมที่ไม่ได้เรียกร้องให้ทหารเข้ามาในการเมืองแต่อย่างใด

 

หากเปรียบเทียบการเลือกตั้งไทยกับญี่ปุ่น อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ มองว่า ความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ คือ ‘ความมั่นคงของระบอบการเมือง’ โดยในกรณีไทย ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า ประเทศยังอยู่ในภาวะประชาธิปไตยก่ำกึ่ง ขณะที่สังคมญี่ปุ่นได้ก้าวข้ามผ่านจุดนั้นไปแล้ว กล่าวคือ ไม่มีแรงผลักสำคัญในสังคมที่ต้องการหวนกลับไปสู่ระบอบเผด็จการหรืออำนาจนิยมอีกต่อไป ระบอบประชาธิปไตยจึงกลายเป็นกรอบร่วมที่ทุกฝ่ายยอมรับโดยปริยาย

 

อนึ่ง สังคมญี่ปุ่นมีท่าทีเข็ดขยาดต่อลัทธิทหารมาตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา โดยมีการมองว่า ทหารพาประเทศเข้าสู่สงครามจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ เช่น เกิดกระแส ‘Antimilitarism’ หรือแนวคิดต่อต้านทหาร และเชิดชูแนวคิดสันตินิยม (Pacifism)

 

หนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของแนวคิดดังกล่าวคือ รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ว่าด้วยบทบัญญัติที่ญี่ปุ่นสละสิทธิในการทำสงคราม และไม่ใช้กำลังทางทหารเป็นเครื่องมือแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ ถือเป็นฉันทมติหลังสงครามที่มุ่งจำกัดบทบาททหาร และวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยแบบพลเรือนเป็นใหญ่

 

ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบายว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นยึดหลัก ‘พลเรือนคุมทหาร’ (Civilian Control) อย่างเคร่งครัด สะท้อนจากโครงสร้างที่อยู่ภายใต้รัฐบาลพลเรือน โดยปี 2007 ญี่ปุ่นได้ตั้ง ‘กระทรวงป้องกันประเทศ’ ซึ่งยกระดับจากทบวงภายใต้สำนักนายกฯ ในยุครัฐบาล ชินโซ อาเบะ อดีตผู้นำจากพรรค LDP

 

ขณะที่กองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces: SDF) ซึ่งเกิดจากการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 9 และเคยมีข้อถกเถียงเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ได้รับการยอมรับทางการเมืองและสังคมมากขึ้นในยุคหลังสงครามเย็น แต่บทบาทถูกจำกัดให้อยู่ในภารกิจเชิงป้องกันและสันติภาพ เช่น การเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพ (PKO) ขององค์การสหประชาชาติ (UN) และภารกิจด้านมนุษยธรรมและกู้ภัย

 

“SDF ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง รวมไปถึงการแสดงออกทางการเมืองด้วย หากมีเหตุการณ์ที่ SDF แสดงจุดยืนหรือความเห็นทางการเมือง มักจะถูกสื่อเพ่งเล็งและเป็นประเด็นปัญหาขึ้นมา ซึ่งสะท้อนว่า สังคมยังคงยึดหลักต่อต้านทหารและหลักพลเรือนคุมทหาร”

 

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ระบุว่า แม้ปัจจุบัน SDF มีหน้าที่ให้คำปรึกษารัฐบาลมากขึ้น เช่น ประเด็นภัยคุกคามทางทหาร แต่ญี่ปุ่นยังคงยึดแนวคิดสันตินิยมและประชาธิปไตยเป็นส่วนสำคัญ ทำให้กองกำลังก็ยังมีบทบาทจำกัดเช่นเคย

 

เรียบง่ายและยืดหยุ่น: เลือกตั้งญี่ปุ่นที่สะท้อนเจตจำนงผู้ลงคะแนนเสียง

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังมองว่า การเลือกตั้งญี่ปุ่นมีความยืดหยุ่น และยึดเจตจำนงของประชาชนเป็นที่ตั้ง กล่าวคือ ผู้ลงคะแนนเสียงจะใช้วิธีการเลือกตั้ง คือ ‘เขียนชื่อผู้สมัคร’ ด้วยตนเอง ซึ่งสามารถเขียนเป็นอักษรคันจิ, ฮิรางานะ และคาตาคานะได้ทั้งหมด

 

ความพิถีพิถันของการเลือกตั้งญี่ปุ่นยังสะท้อนจากวัสดุที่ใช้ในการเลือกตั้งอย่าง ‘กระดาษยูโป’ (Yupo) กระดาษสังเคราะห์ที่กันน้ำ ยืดหยุ่น ทนทาน ไม่ฉีกขาดง่าย เหมาะกับการเขียน รวมถึงยังเห็นร่องรอยการตรวจสอบแก้ไข ขณะที่ผู้ลงคะแนนเสียงต้องใช้ ‘ดินสอ’ เขียนลงกระดาษ แทนปากกา เพราะหมึกอาจเลอะบัตร บิดเบือนเจตจำนงผู้ลงคะแนน รวมถึงสามารถลบได้ หากเขียนผิด

 

ภาพการลงคะแนนเสียง เลือกตั้ง ญี่ปุ่น ที่เน้นความโปร่งใสและพิถีพิถัน 1

 

“ผมมองว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนความละเอียดแบบญี่ปุ่น คือคิดล่วงหน้าว่า จะออกแบบกระบวนการอย่างไรให้รัดกุม แต่ไม่สร้างภาระเกินจำเป็น

 

“สำหรับญี่ปุ่นหากเขียนคันจิผิดเล็กน้อย แต่ยังพอเดาได้ว่า เป็นผู้สมัครคนใด เขาก็ยังนับคะแนนให้

 

“ส่วนประเด็นการลบ ถ้าเขียนผิดจะทำอย่างไร ก็เป็นอีกคำถามหนึ่ง แม้ดินสอจะลบได้ แต่ก็มีร่องรอยตรวจสอบได้อยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ญี่ปุ่นคิดรายละเอียดของกระบวนการค่อนข้างรอบคอบในเชิงเทคนิค” ผศ.ดร.ธีวินท์อธิบาย

 

พรรคเดียวครองสภาได้จริงหรือ ทำไมพรรค LDP ชนะเลือกตั้งบ่อย?

 

แม้พรรค LDP ครองหน้าการเมืองญี่ปุ่นตั้งแต่หลังสงครามโลกเป็นต้นมา จนมักมีตั้งคำถามเล่นๆ ว่า เพราะเหตุใดคนญี่ปุ่นไม่เข็ดหลาบกับพรรคการเมืองนี้บ้าง อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.ธีวินท์มองว่า พรรค LDP ได้รับเครดิตสำคัญ เพราะทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นมา แม้รัฐบาลแต่ละยุคจะมีบริบททางการเมืองต่างกันก็ตาม

 

“เมื่อเป็นพรรคใหญ่และอยู่ในอำนาจมายาวนาน ก็สามารถกระจายผลประโยชน์ไปยังผู้คนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรในชนบทที่พึ่งพา LDP รวมถึงงบประมาณด้านสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่รัฐบาลกระจายลงไปในพื้นที่ ดังนั้น LDP จึงอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบมาโดยตลอด”

 

ผศ.ดร.ธีวินท์ยังขยายความว่า สาเหตุที่ LDP กลับมาชนะเลือกตั้งได้ เพราะพรรคฝ่ายค้านยังไม่สามารถพิสูจน์ตนเองได้ว่า สามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประเทศ​ โดยเฉพาะการจัดการวิกฤตแผ่นดินไหวและสึนามิในปี 2011 ปรากฏว่า นาโอโตะ คัง อดีตนายกฯ จากพรรคประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan: DPJ) ไม่สามารถจัดการวิกฤตได้ โดยหลังจากเหตุการณ์นั้นเป็นต้นมา พรรคฝ่ายค้านก็ไม่สามารถเรียกความนิยมจากประชาชนกลับคืนมา หรือเสนอชุดนโยบายใหม่ที่มาทดแทน LDP ได้

 

ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.ธีวินท์ยังมองว่า พรรค LDP ตอบโจทย์เรื่องชาตินิยมและความมั่นคงในประเทศได้ดีกว่า แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า พรรค LDP ไม่เผชิญปัญหาทางการเมือง โดยเฉพาะกับการเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลพรรคเดียวมาตลอด ซึ่งต้องเผชิญเรื่องอื้อฉาวอย่างคอร์รัปชันหรือความโปร่งใส จนนำไปสู่ปัญหารัฐบาลเสียงข้างน้อยในช่วงที่ผ่านมา

 

 

ภาพ: Issei Kato / Reuters

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising