ความฝันอันยิ่งใหญ่ของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ในการตั้งอาณานิคมบนดาวอังคารดูเหมือนจะต้องถูกพับเก็บไว้ชั่วคราว เมื่อมหาเศรษฐีเจ้าของ SpaceX ออกมาประกาศเป้าหมายใหม่ที่ใกล้ตัวและเป็นไปได้มากกว่า นั่นคือการส่งมนุษย์ไปสร้าง ‘เมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเอง’ (Self-growing city) บนดวงจันทร์
รายงานจาก CNN ระบุว่า มัสก์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันอาทิตย์ (8 ก.พ.) ที่ผ่านมา โดยระบุว่า SpaceX ได้ปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญใหม่เพื่อหันมาทุ่มเทให้กับการสร้างเมืองบนดวงจันทร์ ซึ่งเขาเชื่อว่าจะสามารถทำให้สำเร็จได้ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปี ในขณะที่โครงการดาวอังคารอาจต้องใช้เวลานานกว่า 20 ปี
“ภารกิจสำคัญสูงสุดคือการรักษาอนาคตของอารยธรรม และดวงจันทร์คือทางเลือกที่รวดเร็วกว่า” มัสก์ระบุ “การเดินทางไปดาวอังคารจะทำได้ก็ต่อเมื่อวงโคจรของดาวเคราะห์เรียงตัวกันทุกๆ 26 เดือน (ใช้เวลาเดินทาง 6 เดือน) ในขณะที่เราสามารถส่งยานไปดวงจันทร์ได้ทุกๆ 10 วัน (ใช้เวลาเดินทางเพียง 2 วัน)”
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก CNN ตั้งข้อสังเกตว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่าคำนิยามของเมืองที่เติบโตได้ด้วยตัวเองในความหมายของมัสก์นั้นคืออะไรกันแน่ และแผนการดังกล่าวจะมีความสอดคล้องกับโปรเจกต์ดวงจันทร์ที่ NASA เคยเสนอไว้ก่อนหน้านี้หรือไม่
หัวใจสำคัญของภารกิจนี้คือยานอวกาศ Starship ซึ่ง SpaceX วางแผนจะใช้เป็นยานพาหนะหลัก มันถูกออกแบบมาให้เป็นระบบจรวดและยานอวกาศที่ ‘ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา’ โดยมัสก์เคลมว่ายานลำนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อภารกิจพามนุษย์ไปดาวอังคารโดยเฉพาะ และจะเป็นกุญแจสำคัญในการขนส่งลูกเรือลงสู่พื้นผิวดวงจันทร์
ทว่าในความเป็นจริง Starship ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและเผชิญกับปัญหาทางเทคนิคมากมาย รายงานระบุว่ายานรุ่นต้นแบบมักจะเกิดการ ‘ระเบิด’ ระหว่างการทดสอบบ่อยครั้ง และตัวยานเองยังไม่เคยเดินทางไปถึงวงโคจรหรือทำการบินปฏิบัติการจริงได้เลยสักครั้งแม้แต่ครั้งเดียว
ความไม่พร้อมของ Starship กลายเป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อโครงการ Artemis ของ NASA ซึ่ง SpaceX ได้รับสัญญาจ้างมูลค่าเกือบ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.35 หมื่นล้านบาท) เพื่อสร้างยานลงจอด (Lunar Lander) สำหรับพานักบินอวกาศกลับไปเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ภารกิจ Apollo 17 ในปี 1972
รายงานจาก South China Morning Post ชี้ให้เห็นว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างยิ่งจากประเทศจีนในศึกชิงความเป็นหนึ่งเพื่อส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ให้ได้ภายในทศวรรษนี้ ซึ่งประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่ามนุษย์ไม่ได้กลับไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์อีกเลยมานานกว่า 50 ปีแล้ว
แม้กำหนดการของภารกิจ Artemis III จะวางไว้ในช่วงกลางปี 2027 แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ต่างฟันธงว่าน่าจะมีการเลื่อนออกไปอีก เนื่องจากยานลงจอดของ SpaceX ยังไม่พร้อมใช้งาน ซึ่งสอดคล้องกับไทม์ไลน์เดิมในยุคประธานาธิบดีโอบามาที่วางเป้าไว้ว่ามนุษย์จะกลับไปถึงดวงจันทร์ได้จริงในปี 2028
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นเมื่อ ฌอน ดัฟฟี (Sean Duffy) รัฐมนตรีคมนาคมของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเตือนว่า SpaceX อาจทำตามกำหนดการไม่ทัน และขู่ว่าจะหันไปพิจารณาคู่แข่งอย่าง Blue Origin ของ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) แทน ซึ่งทาง Blue Origin เองก็เพิ่งประกาศระงับเที่ยวบินท่องเที่ยวอวกาศเพื่อทุ่มทรัพยากรมาพัฒนายานลงจอดดวงจันทร์
ด้าน Business Insider มองว่าการหันมาโฟกัสที่ดวงจันทร์ซึ่งมีความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยีและการเงินมากกว่า อาจเป็นกลยุทธ์สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน โดยเฉพาะหลังจากที่ SpaceX เพิ่งประกาศ ‘การรวม xAI’ บริษัทปัญญาประดิษฐ์ของมัสก์เข้ามา เพื่อสร้างอาณาจักรนวัตกรรมที่ครบวงจรที่สุดในโลก
จัสตุส พาร์มาร์ (Justus Parmar) ซีอีโอของ Fortuna Investments ให้ความเห็นว่าเป้าหมายสูงสุดของมัสก์ยังคงเป็นดาวอังคาร แต่มันต้องใช้เงินมหาศาล การตั้งฐานปฏิบัติการบนดวงจันทร์จึงเป็น ‘ก้าวสำคัญ’ ที่จะให้ผลตอบแทนรวดเร็วกว่า และช่วยให้นักลงทุนสบายใจกับโปรเจกต์ดาวอังคารที่แพงกว่าในอนาคต
แม้มัสก์จะยืนยันว่า SpaceX จะยังคงพยายามสร้างเมืองบนดาวอังคารโดยจะเริ่มดำเนินการในอีก 5 ถึง 7 ปีข้างหน้า แต่ในเวลานี้ “ดวงจันทร์” ได้กลายเป็น ‘สมรภูมิหลัก’ ที่เขาต้องพิชิตให้ได้ก่อน เพื่อพิสูจน์ว่าวิสัยทัศน์ของเขาสามารถเป็นจริงได้ท่ามกลางการแข่งขันระดับโลกที่กำลังร้อนระอุ
หมายเหตุ: ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.19 บาท ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
ภาพ: Marvin Joseph/The Washington Post via Getty Images
อ้างอิง:


