“ภูมิทัศน์การเมืองระหว่างประเทศมีความผันผวนยิ่งกว่าเดิม” ทูตรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ เปิดการสนทนากับเราด้วยการฉายภาพภูมิรัฐศาสตร์ปี 2026 ที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกยังคงเป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายสำหรับการต่างประเทศของไทย
ในฐานะหนึ่งในทีมบริหารที่มีบทบาทวางกรอบและทิศทางนโยบายการต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย เราชวนทูตรัศม์คุยในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงศึกเลือกตั้งว่า พรรคเพื่อไทยมีแนวนโยบายการต่างประเทศอย่างไร และอะไรคือจุดขายของพรรคในรอบนี้
รายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ : ติดตามผล คะแนนเลือกตั้ง 2569 และ ผลประชามติ ได้ที่
https://election2569.thestandard.co/
ทูตรัศม์ชูประเด็นเร่งด่วนที่พรรคเพื่อไทยจะเร่งทำก่อนในเรื่องที่เกี่ยวกับการต่างประเทศ 2 มิติ หากได้เป็นรัฐบาล ได้แก่ มิติความมั่นคง คือการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนและทหาร และมิติเศรษฐกิจ คือการใช้นโยบายการต่างประเทศขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อยกระดับชีวิตประชาชน

มิติความมั่นคง: แก้ปัญหาชายแดนโดยเล็งไปที่หัวใจ ‘สแกมเมอร์’
ในประเด็นความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นมิติความมั่นคงที่เพื่อไทยจัดลำดับความสำคัญไว้อันดับแรกนั้น ทูตรัศม์เล่าผลงานว่า เมื่อปีที่แล้ว มาริษ เสงี่ยมพงษ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น ได้เดินเกมการทูตชี้แจงต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาติ (UNSC) จนไม่มีมติประณามไทยจากเหตุปะทะที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้กัมพูชาไม่สามารถนำประเด็นพิพาทเขตแดนขึ้นฟ้องต่อศาลโลกด้วย ซึ่งถือว่าไทยประสบความสำเร็จในการทำให้กัมพูชากลับมาเจรจากับไทยในกรอบทวิภาคี ไม่ใช่พหุภาคีอย่างที่รัฐบาลกัมพูชาต้องการ
ทูตรัศม์ระบุว่า ปัญหาที่แท้จริงคือ ‘สแกมเมอร์’ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของระบอบฮุนเซน ฝ่ายกัมพูชาพยายามใช้สถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนเพื่อกลบเกลื่อนปัญหาขบวนการหลอกลวงออนไลน์และสร้างคะแนนนิยมให้กับรัฐบาล
ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงให้ความสำคัญกับการปราบสแกมเมอร์ก่อน โดยจะใช้ยุทธศาสตร์ให้โลกโอบล้อมกัมพูชา เพราะมีหลายประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ มีประชาชนจากทุกมุมโลกถูกหลอกลวงจนสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจ
สิ่งที่ต้องทำคือ รัฐมนตรีต่างประเทศหรือนายกรัฐมนตรีจะต้องเชิญมิตรประเทศมาหารือ หรือเดินสายไปอธิบายให้เห็นถึงความมุ่งมั่นว่าไทยไม่ได้ลืมและยังให้ความสำคัญกับปัญหาสแกมเมอร์ เพราะเป็นปัญหาร่วมกัน และพยายามชี้ให้เห็นว่าหากโลกต้องการเห็นสันติภาพกลับคืนมาก็ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ โดยนอกจากการเจรจาในกรอบทวิภาคีหรือพหุภาคีแล้ว เพื่อไทยมีแผนจะคุยกับสหรัฐฯ ให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วย
นอกจากนี้พรรคยังมีแนวทางผลักดันให้ไทยเป็น ‘ศูนย์กลางปราบปรามสแกมเมอร์ในภูมิภาค’ โดยร่วมมือกับจีน และเพื่อนบ้านให้เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งหลายประเทศมีมาตรการอายัดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ในกัมพูชา แต่ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ต้องทำควบคู่ไปด้วย
“ในอดีตเราเคยใช้มาตรการตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณสื่อสาร เช่น ที่ชเวโก๊กโก่ (ในเมียนมา) แม้จะได้ผลระยะสั้น แต่ก็แสดงถึงความตั้งใจจริง” ทูตรัศม์ยกตัวอย่างมาตรการสกัดการดำเนินงานของสแกมเมอร์บริเวณชายแดนเมียนมา ซึ่งพรรคจะใช้โมเดลนี้ในการแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามแดนในกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนประเด็นว่าจะคงไว้หรือยกเลิกกรอบ MOU43 ในการเจรจาแก้ปัญหาการปักปันเขตแดนกับกัมพูชานั้น ทูตรัศม์ย้ำว่า ในฐานะที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศของพรรค มองว่า MOU คือ ‘กฎกติกา’ โดยเปรียบเทียบกับฟุตบอลที่ก็ต้องมีกฎกติกาเช่นกัน เมื่อนักเตะคนไหนเล่นนอกเกมหรือเสียบสกัดรุนแรงก็จะถูกใบเหลืองหรือใบแดง แต่ไม่ได้หมายความว่าการทำฟาวล์นั้นจะเป็นเหตุให้ยกเลิกกติกาฟุตบอลได้
“ถ้าไม่มีกติกาแล้วไทยกับกัมพูชาจะเจรจากันบนพื้นฐานอะไร” ทูตรัศม์ตั้งคำถาม
“ข้อดีที่สุดของ MOU43 คือช่วยป้องกันไม่ให้กัมพูชานำประเด็นพิพาทเรื่องเขตแดนไปฟ้องศาลโลกได้ เพราะมีการตกลงกันแล้วว่าจะต้องหารือแบบทวิภาคี หากยกเลิก MOU จะเกิดผลเสียคือไม่มีกฎกติกา และจะเปิดช่องให้กัมพูชาดึงเรื่องไปสู่เวทีโลก และทำให้การปักปันเขตแดนที่คืบหน้าไปกว่า 60% อาจสูญเปล่าและต้องกลับไปตั้งต้นใหม่” ทูตรัศม์กล่าวเสริม
ส่วนประเด็นคลิปเสียงฮุนเซนกับแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลชินวัตรกับระบอบฮุนเซนนั้น ทูตรัศม์ชี้แจงว่า การโจมตีด้วยคลิปเสียงถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและบ่อนทำลายเสถียรภาพรัฐบาลเพื่อไทย ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือ รัฐบาลเพื่อไทยมุ่งปราบปรามสแกมเมอร์ซึ่งเป็นรายได้หลักของฮุนเซน (อาจเกิน 50%) จนเกิดความขัดแย้งกับกัมพูชา
ทูตรัศม์อธิบายเพิ่มว่า หากย้อนกลับไปในสมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกฯ ตอนนั้นยังไม่มีธุรกิจสแกมเมอร์เกิดขึ้น แต่ปัญหานี้เริ่มขยายตัวในช่วง 10 ปีหลังมานี้ (ยุครัฐบาลหลังรัฐประหาร) ซึ่งทั้งปัญหาชายแดนและสแกมเมอร์ล้วนเป็นเรื่องที่ถูกปล่อยปละละเลยมา 10 ปี จนปัญหาฝังรากลึก เกิดการรุกล้ำดินแดน มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งเพื่อไทยมุ่งมั่นจะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
สำหรับแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณชายแดนนั้น เพื่อไทยยังให้ความสำคัญกับกองทัพ โดยมองว่า รั้วที่จำเป็นและดีที่สุดคือ “รั้วของชาติ” ซึ่งหมายถึงกองทัพที่เข้มแข็ง นโยบายหลักคือการทำ Smart Border โดยนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น หุ่นยนต์ลาดตระเวน หรือสุนัขทหาร (K9) เพื่อป้องกันทหารเหยียบกับระเบิดจนขาขาด ซึ่งเรื่องนี้จะเชื่อมโยงกับนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทย (Defense Industry) ที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ
มิติเศรษฐกิจ: การต่างประเทศที่ช่วยให้คนไทย ‘กินดีอยู่ดี’
พรรคเพื่อไทยมีภาพจำสำหรับคนทั่วไปคือเป็นพรรคที่มีความเชี่ยวชาญในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การต่างประเทศของพรรคจึงมี DNA นี้อยู่เช่นกัน โดยเน้นไปที่การต่างประเทศที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกระดับให้ดียิ่งขึ้น
“การทูตต้อง ‘กินได้’ และมี ‘ศักดิ์ศรี’” ทูตรัศม์อธิบายหลักการพื้นฐานของพรรคว่า หน้าตาของการต่างประเทศเพื่อไทยควรเป็นอย่างไร
“หัวใจสำคัญของนโยบายของพรรคเพื่อไทยมีเพียงข้อเดียวคือ การยกระดับชีวิตพี่ น้องประชาชน ดังนั้นนโยบายการต่างประเทศจึงเป็นส่วนขยายเพื่อตอบโจทย์ทางเศรษฐกิจนี้”
ทูตรัศม์กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ไทยจะกลับมาอยู่ในจอเรดาร์โลกแล้วตั้งแต่มีรัฐบาลพลเรือน (เศรษฐา ทวีสิน) แต่โจทย์สำคัญคือจะอยู่อย่างไรให้มี ‘ศักดิ์ศรี’ ซึ่งไทยต้องยกระดับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เพราะนั่นจะทำให้ไทย “อยู่แบบผู้ดี หรือ ‘คนมีตังค์’ ไม่ใช่อยู่แบบคนจน เพราะในเวทีโลกหากไม่มีเงิน เสียงเราก็จะเบาและไม่มีใครฟัง การมีรายได้เพียงพอจึงเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของประเทศด้วย”
ทูตรัศม์ระบุว่า จุดแข็งของรัฐบาลเพื่อไทยคือความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งในปีที่แล้วสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 10 ปี โดยอาศัยความเชื่อมั่นที่สร้างไว้
เพื่อไทยยังมียุทธศาสตร์เปิดตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งทูตรัศม์ให้คำมั่นว่า หากพรรคได้เป็นรัฐบาลจะเดินหน้าทั้งการเข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และกลุ่มประเทศตลาดใหญ่เกิดใหม่ขนาดใหญ่ (BRICS)
ทูตรัศม์ชี้ว่า OECD จะเป็นบันไดให้ไทยยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับสากล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับนโยบาย Digital Government หรือรัฐบาลดิจิทัลของเพื่อไทยด้วย โดย OECD เป็นกลุ่มของประเทศพัฒนาแล้วและถูกขนานนามว่า ‘คลับคนรวย’
ส่วน BRICS ที่มีประเทศร่วมก่อตั้งอย่างจีนและรัสเซีย แม้ถูกมองเป็นขั้วฝั่งตรงข้ามกับสหรัฐฯ และถูกโยงว่าเป็นการเลือกข้างมหาอำนาจ แต่ทูตรัศม์ย้ำว่า กลุ่มนี้ยังมีความสำคัญและมีศักยภาพ เพื่อเพิ่มทางเลือกทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศใหญ่ที่มีประชากรรวมเกือบค่อนโลก โดย BRICS ยังมีอินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้เป็นสมาชิกหลักด้วย และปัจจุบันมีการขยายรับสมาชิกเพิ่ม ส่วนไทยเพิ่งเข้าเป็นประเทศพาร์ทเนอร์เมื่อปีที่แล้ว
การเจาะตลาดใหม่ๆ ที่มีศักยภาพก็เป็นเรื่องสำคัญ เพื่อไทยมองเห็นโอกาสในตลาดอินเดีย แอฟริกา และกลุ่มประเทศเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน, อุซเบกิสถาน และ อาเซอร์ไบจาน (ที่เพิ่งมาเปิดสถานทูตและอุดมด้วยน้ำมัน)
ถึงแม้เพื่อไทยจะมีแนวนโยบายมองหาตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพามหาอำนาจที่มากเกินไป แต่ทูตรัศม์กล่าวว่า สหรัฐฯ ก็ยังเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญมากของไทย ดังนั้นเมื่อได้เป็นรัฐบาล ภารกิจแรกๆ คือการเร่งเจรจาแก้ปัญหากำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ และต้องดึงสหรัฐฯ กลับมาเป็นมิตร
และท่ามกลางความผันผวนของภูมิเศรษฐศาสตร์ เพื่อไทยก็มีแผนยุทธศาสตร์เพื่อรับมือกับสงครามการค้าและสงครามเทคโนโลยีโดยโฟกัสไปที่ 5 อุตสาหกรรมใหม่เพิ่มเติม เพื่อผลักดันให้ไทยเข้าไปเป็นผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานโลก ประกอบด้วยเซมิคอนดักเตอร์, EV และแบตเตอรี่, อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ, อุตสาหกรรมการบิน และ AI / เทคโนโลยีสีเขียว
อธิบายเพิ่มเติมคือ เซมิคอนดักเตอร์จะเป็นการต่อยอดจากฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เดิม (เช่น แผ่น PCB) เพื่อขยับไปสู่การผลิตชิ้นส่วนต้นน้ำและชิปที่ซับซ้อนขึ้น รองรับอุปกรณ์ไฟฟ้า และ Medical Hub
ส่วนยานยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ พรรคมุ่งให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต โดยอาจร่วมมือกับจีนเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตที่โปร่งใสและส่งออกไปยังตลาดโลก
ขณะที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะเปลี่ยนไทยจากการซื้ออาวุธจากต่างประเทศอย่างเดียว ไปเป็นการผลิตเองเพื่อพึ่งพาตนเองและสร้างรายได้ โดยไทยมีศักยภาพในการผลิตกระสุน ปืนใหญ่ หรือการซ่อมบำรุงอยู่แล้ว ซึ่งจะลดความเสี่ยงกรณีถูกมหาอำนาจคว่ำบาตร ไม่ขายอะไหล่ให้ และเป็นการสร้าง ‘รั้วของชาติ’ ที่เข้มแข็งควบคู่ไปกับเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายในการแก้กฎหมายและหารือร่วมกับกองทัพเพื่อให้เกิดการจัดซื้อภายในประเทศมากขึ้น
ในส่วนของอุตสาหกรรมการบิน (Aerospace) นั้น นอกจากการเป็นศูนย์กลางการบินแล้ว ยังมุ่งเป็นฮับการซ่อมบำรุง และการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) จากสินค้าเกษตร (เช่น อ้อย) ซึ่งจะช่วยเรื่องราคาพืชผลเกษตรด้วย
ส่วน AI และเทคโนโลยีสีเขียวจะเชื่อมโยงกับรัฐบาลดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อตัดดุลยพินิจของมนุษย์ สร้างความโปร่งใส และลดการคอร์รัปชัน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนและสอดคล้องกับมาตรฐาน OECD ที่ไทยกำลังมุ่งไป

เพื่อไทยกับยุทธศาสตร์ฝ่ามรสุมภูมิรัฐศาสตร์
โจทย์ใหญ่ด้านการต่างประเทศคือการสร้างสมดุลในความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ การเพิ่มบทบาทไทยในเวทีโลก และการรักษาระบบพหุภาคีที่เป็นคุณค่าร่วมกันของประชาคมโลก ท่ามกลางความเสื่อมถอยของกฎกติกาในระเบียบโลกเดิม
ทูตรัศม์มองว่าโลกปี 2026 จะมีความผันผวนและแบ่งขั้วรุนแรงยิ่งขึ้น สงครามการค้าและกำแพงภาษีจะหนักหน่วงขึ้น ไทยจึงต้องดำเนินนโยบาย ‘เป็นมิตรกับทุกคน’ บนพื้นฐานของผลประโยชน์แห่งชาติ โดยไม่เลือกข้าง แต่เลือกเศรษฐกิจ
สหรัฐฯ เป็น “เพื่อนตัวโตที่รวย มีอำนาจ และมีอิทธิพล ซึ่งไทยควรคบไว้เป็นเพื่อนดีกว่าเป็นศัตรู การไปท้าทายหรือตอบโต้ด้วยวาจา เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและอาจส่งผลเสียต่อเกษตรกร หากโดนมาตรการทางภาษี” ทูตรัศม์กล่าว
สิ่งที่ต้องเร่งทำคือฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้กลับมาใกล้ชิด เพราะช่วงหลังไทยดูห่างเหินไป และต้องดึงสหรัฐฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาระดับภูมิภาค เช่น ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
ส่วนจีนเป็น ‘พี่ใหญ่’ มีอิทธิพลสูงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเปรียบเสมือน ‘หลังบ้าน’ ของเขา โดยปัญหาในกัมพูชา จีนมีผลประโยชน์และบทบาทมากกว่าสหรัฐฯ ดังนั้นจีนจึงไม่อยากให้ชาติอื่นเข้ามาแทรกแซง ส่วนสหรัฐฯ อาจต้องการแสดงบทบาทผู้นำสันติภาพ ซึ่งเราต้องอธิบายและเล่นบทบาทให้เป็น “ไม่จำเป็นต้องทำให้ใครเสียหน้า”
ซึ่งเพื่อไทยมีแนวทางรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนกับจีน โดยเฉพาะการดึงดูดอุตสาหกรรม EV และเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของจีนด้วย
ในเรื่องบทบาทไทยในเวทีโลกอาจเริ่มต้นแสดงให้เห็นชัดผ่านการผลักดันตัวเองให้เป็น ‘ฮับ’ หรือศูนย์กลางการปราบปรามสแกมเมอร์ในภูมิภาค โดยดึงความร่วมมือจากสหรัฐฯ จีน และประเทศเพื่อนบ้าน เข้ามาร่วมแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังอย่างที่ได้กล่าวไป
อีกบทบาทนำในภูมิภาคที่ไทยสามารถเล่นได้คือปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทหารและกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา ซึ่งไทยสามารถช่วยอำนวยความสะดวกให้ทุกฝ่ายในเมียนมาหันมาพูดคุยเพื่อหาจุดร่วม และให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่ประชาชนในพื้นที่สงคราม ส่วนการเลือกตั้งในเมียนมาที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทูตรัศม์มองว่าไม่สามารถแก้ปัญหาในเมียนมาได้ทั้งหมด แต่เป็นเพียงก้าวหนึ่งในความพยายามไปสู่สันติภาพ แต่สันติภาพแท้จริงต้องเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
มองไกลออกจากภูมิภาค สงครามและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเวลาอันใกล้ ตั้งแต่สงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย ไปจนถึงสงครามระหว่างอิสราเอลและฮามาส ขณะที่สหรัฐฯ มหาอำนาจเบอร์ 1 ของโลกก็หันหลังให้ระเบียบโลกเดิมที่ตนสร้างขึ้น พร้อมกับนำแนวคิดเรื่องล่าอาณานิคมกลับมา อย่างกรณีความพยายามเข้าครอบครองกรีนแลนด์ และส่งกำลังเข้าไปจับผู้นำและควบคุมแหล่งน้ำมันเวเนซุเอลา ก็ทำให้กฏหมายระหว่างประเทศถูกสั่นคลอน
ทูตรัศม์มองว่าไทยในฐานะ ‘ประเทศเล็ก’ จำเป็นต้องยึดมั่นในกฎกติกาและระบบพหุภาคีอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็น ‘เกราะป้องกัน’ ตนเอง เพราะกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือเดียวที่ช่วยปกป้องไม่ให้ประเทศใหญ่รังแกประเทศเล็กได้ และไทยจำเป็นต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ร่วมกับนานาชาติ
ในกรณีความขัดแย้ง เช่น รัสเซีย-ยูเครน หรือกรณีอื่นๆ ไทยแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรุกรานตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ “ไม่จำเป็นต้องประณามรุนแรง” หรือตัดความสัมพันธ์ เพื่อรักษาพื้นที่ในการเจรจาและผลประโยชน์ของชาติ
ท้ายที่สุด นโยบายการต่างประเทศของเพื่อไทยคือการ ‘เล่นบทบาทให้เป็น’ ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ขณะเดียวกันก็ต้องยึดกฎหมายระหว่างประเทศเป็นเกราะกำบัง ใช้เศรษฐกิจเป็นตัวนำในการหาตลาดและโอกาสใหม่ๆ เพื่อดึงดูดการค้าและการลงทุน ซึ่งจะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เพื่อให้ไทยมีเสียงที่ดังขึ้นในเวทีโลก
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


