กระทรวงพาณิชย์เผยอัตราเงินเฟ้อเดือนมกราคม ลดลง 0.66% ติดลบ 10 เดือนติดต่อกัน สนค.คาดเห็นเงินเฟ้อกลับมาบวกในไตรมาสสอง
อัตราเงินเฟ้อไทยติดลบ 10 เดือนต่อเนื่องในเดือนมกราคม โดยลดลง 0.66% สนค.ยืนยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังเป็นบวก คาดเงินเฟ้อจะกลับมาพลิกบวกอีกทีในไตรมาสสอง และคาดว่าจะเป็นบวกต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี
วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของไทย (Headline CPI) เดือนมกราคม 2569 ลดลง 0.66% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) นับเป็นการลดลง 10 เดือนติดต่อกัน
โดยปัจจัยสำคัญมาจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิงและค่ากระแสไฟฟ้าที่ปรับลดลง ตามสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก และมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ ประกอบกับราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคลยังคงลดลง จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ผลิตและผู้ประกอบการ
ขณะที่สินค้าในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวสูงขึ้น จากการสูงขึ้นของราคาเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์และอาหารสำเร็จรูปเป็นสำคัญ สำหรับราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ส่งผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อไม่มากนัก
ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมอาหารสดและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.60% YoY เร่งตัวขึ้นเล็กน้อยจากเดือนธันวาคม 2568 ที่สูงขึ้น 0.59% YoY
ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปเดือนมกราคม 2569 เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2568 ลดลง 0.28% (MoM)
สนค.ยืนยันไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด
แม้อัตราเงินเฟ้อจะติดลบ 10 เดือนต่อเนื่อง แต่ณัฐิยายืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืด เมื่อพิจารณาจาก Core CPI ที่ยังคงเป็นบวก เพราะราคาอาหารพร้อมทาน และอาหารสำเร็จรูปยังคงสูงขึ้น เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่อาจรู้สึกถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจากกำลังซื้อที่อยู่ในระดับต่ำ
สำหรับมาตรการในการควบคุมราคาอาหารพร้อมทาน และอาหารสำเร็จรูปที่เพิ่มสูงขึ้น ณัฐิยาระบุว่า ควรจะเน้นไปที่การดูแลค่าครองชีพครัวเรือน เช่น มาตรการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ แทนการคุมราคาอาหาร เพราะเกษตรกรรมเป็นภาคการผลิตที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ยาว การแทรกแซงใดๆ จึงสร้างความยุ่งยาก และส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน
คาดเงินเฟ้อพลิกบวกไตรมาส 2
ทั้งนี้ สนค.ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อจะยังคงลดลงต่อไปในไตรมาสแรก ที่ -0.43% ก่อนจะกลับมาพลิกบวกในไตรมาสสองที่ 0.38% ซึ่งปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากการรู้ผลการเลือกตั้ง และเพิ่มเป็น 0.90% ในไตรมาสสาม ท้ายสุดเป็น 1.15% ในไตรมาสสี่ ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะยังเป็นบวกต่อไปตลอดทั้งปี
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น หากเกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในกลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนราคาสินค้าเกษตรที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น จากผลผลิตที่ลดลง ตามประมาณการที่ว่าปีนี้น้ำจะแล้งกว่าปีก่อน
ปัจจัยกดดันเงินเฟ้อเดือนหน้า
สำหรับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 สนค.คาดว่าจะยังคงลดลง โดยมีปัจจัยกดดันให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปลดลง ได้แก่
(1) ราคาน้ำมันดิบดูไบในตลาดโลกต่ำกว่าปีก่อนหน้า ประกอบกับคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซล ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อนหน้า
(2) ภาครัฐดำเนินมาตรการช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับลดค่า Ft งวดเดือนมกราคม – เมษายน 2569 มาอยู่ที่ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่ากระแสไฟฟ้าลดลงเหลือ 3.88 บาทต่อหน่วย
(3) การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ต้นทุนการนำเข้าลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีสัดส่วนในตะกร้าเงินเฟ้อสูง
(4) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดของผู้ประกอบการรายใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่สูงขึ้น สำหรับปัจจัยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้น ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตรบางชนิดมีแนวโน้มสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยเฉพาะผักสดที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และราคารถยนต์ปรับตัวสูงขึ้นตามภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ปี 2569
ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2569 อยู่ระหว่าง 0.0 – 1.0% (ค่ากลาง 0.5%)
เงินเฟ้อไทยรองบ๊วยอาเซียน
อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ข้อมูลล่าสุดเดือนธันวาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.28% YoY โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 7 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข และต่ำเป็นอันดับ 2 จาก 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ประกาศตัวเลข
สำหรับเฉลี่ยทั้งปี 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.14% อยู่ระดับต่ำอันดับที่ 8 จาก 127 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข
- 🇧🇳บรูไน -0.7%
- 🇹🇭ไทย -0.28%
- 🇹🇱ติมอร์-เลสเต 1.0%
- 🇰🇭กัมพูชา 1.19%
- 🇸🇬สิงคโปร์ 1.2%
- 🇲🇾มาเลเซีย 1.6%
- 🇵🇭ฟิลิปปินส์ 1.8%
- 🇮🇩อินโดนีเซีย 2.92%
- 🇻🇳เวียดนาม 3.48%
- 🇱🇦สปป.ลาว 5.6%


