TDRI วิเคราะห์งบประมาณที่ใช้ในนโยบายหาเสียง ‘พรรคกล้าธรรม’ แนะทบทวน นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ ‘ประกันรายได้ประชาชน’ และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับกรุงเทพฯ ชี้เป็นหน้าที่ กทม. แต่หนุนโครงการ ‘พลังงานจากขยะ’ (Waste-to-Energy)
วันนี้ (2 กุมภาพันธ์) สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วิเคราะห์ ‘ต้นทุนทางการเงินและที่มาของเงิน’ จากนโยบายหาเสียงของ ‘พรรคกล้าธรรม’ จากเอกสารที่พรรคยื่นเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569
โดยพบว่า พรรคกล้าธรรมมีนโยบายจำนวนมาก และมีถึง 14 นโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยในจำนวนนี้มีนโยบายที่ใช้วงเงินเกินกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีจำนวน 3 นโยบาย
นอกจากนโยบายด้านเกษตรจำนวนมาก เช่น นโยบาย ‘ที่ไหนมีที่ดินทำกิน ที่นั่นต้องมีน้ำ’ นโยบาย ‘ปุ๋ย-เมล็ดพันธุ์คนละครึ่ง’ นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ และนโยบาย ‘แก้หนี้เกษตรกร ฟื้นชีวิตใหม่’ แล้ว พรรคกล้าธรรมยังมีนโยบายอีก 11 นโยบายเกี่ยวกับกรุงเทพฯ (เช่น ‘Bangkok Shield’ เพื่อลดความเสียหายน้ำท่วมกรุงเทพฯ) ‘Bangkok Green’ (จัดการขยะ) ‘Bangkok Gem’ (ยกระดับการท่องเที่ยว) และ ‘Bangkok Earn’ (ช่วยเหลือแรงงานนอกระบบเช่น ฟรีแลนซ์และลูกจ้างรายวัน) เป็นต้น ตลอดจนยังมีนโยบาย ‘ปราบทุนเทา ทลาย Corruption’ โดยเสนอที่จะแก้กฎหมายให้ชัดเจนและเป็นธรรม
จากการวิเคราะห์เอกสารของพรรคกล้าธรรม คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่ามีทั้งนโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล และนโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน ดังตัวอย่างดังต่อไปนี้
นโยบายที่มีความเหมาะสม และควรดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล
- โครงการ ‘พลังงานจากขยะ’ (Waste-to-Energy) ในนโยบาย ‘Bangkok Green’ น่าจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะ ลดการฝังกลบ และบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในเมืองใหญ่ได้
อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ใช้งบประมาณสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาทในระยะเวลา 4 ปี เพื่อผลิตไฟฟ้าเพียง 90-140 เมกะวัตต์ ซึ่งนับว่ามีต้นทุนต่อหน่วยสูงและเสี่ยงที่จะสร้างภาระทางการคลังในระยะยาว จึงควรศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ของโครงการอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการ
ในขณะที่โครงการ Solar Rooftop ในนโยบายเดียวกันใช้งบเพียงประมาณ 1,000 ล้านบาท และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 22-28 เมกะวัตต์ จึงมีความเหมาะสมทางการคลังมากกว่าอย่างชัดเจน
นโยบายที่น่าจะสร้างปัญหาและควรทบทวน
- นโยบาย ‘พลังงานราคาถูกเพื่อเกษตรกร/ประมง’ เสี่ยงต่อการสร้างกลุ่มผลประโยชน์ที่กดดันให้ภาครัฐคงราคาพลังงานให้อยู่ในระดับต่ำต่อไปในระยะยาว นโยบายนี้ใช้วงเงินสูงถึง 9-13 หมื่นล้านบาทต่อปี
แม้พรรคกล้าธรรมระบุว่าจะดำเนินการโดย ‘ปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันและใช้ Green Finance’ ก็น่าจะไม่ทำให้โครงการดังกล่าวมีภาระทางการคลังลดลง และน่าจะไม่สามารถใช้กลไก Green Finance ได้ เพราะไม่ทำให้เกิด
การประหยัดพลังงาน
- นโยบาย ‘ประกันรายได้ประชาชน’ ซึ่งใช้งบประมาณสูงถึง 1.75 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยเน้นการประกันรายได้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ เป็นนโยบายที่น่าจะก่อให้เกิดปัญหา เพราะสร้างแรงจูงใจที่ผิดให้แก่เกษตรกร
เนื่องจากไม่ว่าจะผลิตสินค้าเกษตรอย่างไร ก็จะได้รายได้ตามที่รัฐประกัน จึงไม่ต้องสนใจเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และทำให้แรงงานยังคงยึดติดอยู่กับภาคเกษตรที่มีผลิตภาพต่ำ แทนที่จะเกิดการปรับโครงสร้างออกจากภาคเกษตร
พรรคกล้าธรรมจึงควรทบทวนนโยบายนี้ให้เหลือเฉพาะการประกันความเสี่ยงที่เกษตรกรไม่สามารถควบคุมได้ เช่น ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ
- โครงการเกี่ยวกับกรุงเทพฯ จำนวนมาก เช่น Bangkok Fix (งานซ่อมเมือง) และ Bangkok Green (โรงกำจัดขยะ) น่าจะเป็นงานของ กทม. ไม่ใช่งานของรัฐบาลกลาง
ในขณะที่โครงการ Bangkok Park (ลงทุนสร้างที่จอดรถเพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว) ควรใช้กลไกตลาดเป็นหลัก โดยรัฐหนุนเสริมเฉพาะในกรณีที่มีประโยชน์ต่อสังคมแต่ไม่สามารถทำกำไรได้ เช่น สร้างพื้นที่จอดแล้วจร (Park and Ride)
- นโยบาย ‘Banking for Thais’ (ให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน) ซึ่งใช้วงเงินประมาณ 7.5 พันล้านบาทต่อปีเพื่อ ‘แก้หนี้ประชาชนแบบยั่งยืนผ่านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ’ น่าจะไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้แก้ปัญหาหนี้ที่ต้นเหตุ
ทั้งนี้ หากพรรคกล้าธรรมต้องการให้มีการให้สินเชื่อ ควรใช้กลไกของธนาคารพาณิชย์ โดยรัฐอาจช่วยประกันสินเชื่อเพื่อให้ได้อัตราดอกเบี้ยที่ลดลง
เกาะติดความเคลื่อนไหว เลือกตั้ง 2569 : ข่าวล่าสุด บทวิเคราะห์ กติกาการเลือกตั้ง และรายงานสด ผลการเลือกตั้ง 2569 แบบเรียลไทม์ได้ที่นี่
https://thestandard.co/election2569/


