×

M STUDIO ทุ่ม 700 ล้าน เดิมพัน ‘ยุคทองหนังไทย’ เตรียมส่ง 20 เรื่องลงจอปี 2569 หวังโกยรายได้ฟื้นเศรษฐกิจ

02.02.2026
  • LOADING...
สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ซีอีโอ M STUDIO และแผนลงทุน 700 ล้านบาท ปลุกยุคทองหนังไทย

ท่ามกลางกระแสการผลักดัน Soft Power ที่ดูเหมือนจะสดใส แต่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในปีที่ผ่านมากลับเผชิญบทพิสูจน์ที่หนักหน่วง แม้คอนเทนต์จะมีความหลากหลายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในวงกว้าง แต่ ‘โจทย์หิน’ ที่ผู้ผลิตต้องรับมือไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการแข่งขันในวงการบันเทิงเท่านั้น

 

แต่ยังรวมถึงแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาสภาพอากาศที่กระทบต่อวิถีชีวิต ไปจนถึงสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ซึ่งล้วนบั่นทอนกำลังซื้อและอารมณ์ร่วมของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

สุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด (M STUDIO) หรือหนึ่งในผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ของไทย กล่าวว่า ตลาดภาพยนตร์ไทยมูลค่ารวม 1,518.25 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาเจอความท้าทายมากสุด แม้บรรยากาศโดยรวมจะดูคึกคัก แต่ตัวเลขรายได้รวมกลับลดลงเมื่อเทียบกับปี 2024 จากปัจจัยลบหลายด้าน ทั้งอุทกภัย ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา

 

อย่างไรก็ตาม M STUDIO มองว่าแรงกดดันต่างๆ จะเริ่มผ่อนคลายลงในปีนี้ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง ซึ่งมีแนวโน้มจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวจากนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อ และยังสร้างสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของทุกภาคส่วน โดยบริษัทคาดว่าในปี 2569 จะเป็นปีทองของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้ง

 

สุรเชษฐ์ ฉายภาพต่อถึงอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยที่เริ่มฟื้นตัวมาตั้งแต่ปี 2022 หลังจากผู้ชมชาวไทยหันกลับนับสนุนภาพยนตร์ไทยมากขึ้น ส่งผลให้ค่ายหนังต่างๆ เดินหน้าพัฒนาภาพยนตร์เรื่องใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง บางเรื่องประสบความสำเร็จจนสามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ กระทั่งในปี 2023 ซึ่งถือเป็นปีแรกที่โรงภาพยนตร์ในไทยเติบโตอย่างโดดเด่น สะท้อนจากจำนวนภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาทถึง 5 เรื่อง

 

เช่นเดียวกับปี 2025 ที่ผ่านมาแม้ตลาดจะยังเผชิญแรงกดดันจากน้ำท่วม ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศ และภาวะเศรษฐกิจโลกที่กระทบกำลังซื้อ แต่ภาพยนตร์ไทยยังสามารถสร้างรายได้ระดับ 100 ล้านบาทได้หลายเรื่อง อาทิ ธี่หยด 3, ซองแดงแต่งผี, ข้างบ้าน, เสือ, เดอะสโตน, พระแท้คนเก๊ ซึ่งเป็นกลุ่มภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงสุดของปี โดยในจำนวนนี้ มีถึง 2 เรื่องที่ผลิตโดย M STUDIO

 

ขณะเดียวกัน M STUDIO ยังครองส่วนแบ่งตลาดของสตูดิโอไทยที่ผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ไทยในปี 2025 สูงถึง 61% จากการเดินหน้าผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์หลายเรื่องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้เล่นหลักในอุตสาหกรรม

 

สำหรับแผนในปี 2026 เตรียมผลิตภาพยนตร์ไทยจำนวน 20 เรื่อง บางส่วนอยู่ในคิวเตรียมเข้าฉายแล้ว เช่น กิ่งแก้ว, ราคี (THE STAIN) และ กล่องผีสุ่มวิญญาณ ซึ่งมีอีกหลายเรื่องอยู่ระหว่างการถ่ายทำ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีแรกที่มีการผลิตภาพยนตร์มากสุด ด้วยงบลงทุนราว 700 ล้านบาท สูงกว่าระดับปกติ โดยจะมีภาพยนตร์แนวโลคอลเพิ่มขึ้น และบางเรื่องจะทำงานร่วมกันกับพันธมิตรต่างๆ

 

โดยประเมินว่าในปีนี้จำนวนภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้ระดับ 100 ล้านบาทจะเพิ่มขึ้น จากแนวโน้มคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ผู้ชมรอคอยการกลับมาอย่าง ครุฑา นาคี เป็นภาคต่อจากเรื่องนาคี ซึ่งเคยประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายในภาคก่อนหน้า รวมถึงภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากหลายค่ายรวมๆ ราว 60 เรื่อง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมโดยรวม

 

นอกจากนี้ยังต้องเดินหน้าการเพิ่มสัดส่วนของ IP ที่สามารถสร้างรายได้ต่อเนื่องในหลายช่องทางมากขึ้น ตัวอย่างสำคัญคือแฟรนไชส์ ธี่หยด 1, 2 และ 3 ซึ่งสามารถจำหน่ายลิขสิทธิ์ในตลาดต่างประเทศ รวมกว่า 30 ประเทศทั่วโลก อาทิ กลุ่มประเทศอาเซียน นิวซีแลนด์, เม็กซิโก, สหรัฐอเมริกา, บราซิล, ออสเตรเลีย และรัสเซีย โดยกลยุทธ์ทั้งหมดจะช่วยผลักดันภาพยนตร์ไทยให้เป็น Soft Power ที่สามารถสร้างประสบการณ์และขยายอิทธิพลไปสู่ผู้ชมในต่างประเทศได้ทั่วโลก

 

ด้านตลาดต่างประเทศ กระแสความสนใจต่อภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะจากการเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ จากเดิมที่บูธหนังไทยมักไม่ได้รับความสนใจมากนัก ปัจจุบันกลับมีผู้ซื้อและผู้จัดจำหน่ายต่างชาติให้ความสนใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก ขณะที่ตลาดยุโรปยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ซึ่งบริษัทตั้งเป้าขยายภาพยนตร์ไทยสู่เวทีโลกในระยะยาว

 

ขณะเดียวกัน โครงสร้างต้นทุนการผลิตภาพยนตร์ไทยก็ปรับตัวสูงขึ้น จากเดิมใช้งบประมาณราว 30 ล้านบาทต่อเรื่อง ปัจจุบันบางโครงการที่เน้นโปรดักชันระดับสูงอาจใช้งบลงทุนแตะระดับหลักร้อยล้านบาท อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าต่ำกว่าตลาดต่างประเทศที่มีงบประมาณการผลิตเฉลี่ยราว 20 ล้านดอลลาร์ (ราว 631 ล้านบาท) ต่อเรื่อง

 

และเมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ที่มีการผลิตภาพยนตร์มากกว่า 200 เรื่องต่อปี และได้รับการสนับสนุนจากผู้ชมในประเทศอย่างแข็งแกร่ง จะเห็นได้ว่ายังมีช่องว่างให้ภาพยนตร์ไทยเติบโตได้อีกมาก โดยในปีนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่มูลค่าตลาดภาพยนตร์ไทยจะสูงกว่าภาพยนตร์ฮอลลีวูดในประเทศ

 

“ท้ายที่สุดมองว่า ปัจจัยแวดล้อมโดยรวมในปีนี้ไม่น่าจะแย่ไปกว่าปีที่ผ่านมา และยังมีโอกาสที่รายได้ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยจะฟื้นตัวกลับมาใกล้เคียงกับระดับปี 2024 อีกครั้ง จากแรงขับเคลื่อนของคนเขียนบท, ผู้กำกับ, ทีมสร้าง ตลอดจนบุคลากรรุ่นใหม่ที่ยังต้องได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยในมุมของ M STUDIO แล้ว ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการแข่งขันเท่านั้น หากแต่เป็นปีของการวางรากฐาน เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” สุรเชษฐ์ ย้ำ

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising