“ในบรรดาคนทำอาหาร จะมีสักกี่คนที่ไม่เคยดูรายการนี้”
ประโยคเปิดของ Culinary Class Wars ซีซัน 2 รายการเรียลลิตี้แข่งทำอาหารสัญชาติเกาหลี ซึ่งเป็น Netflix Original (คอนเทนต์ที่ Netflix ลงทุนสร้างเองและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว) บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่และกระแสการตอบรับอย่างถล่มทลายจากผู้ชมโดยเฉพาะในแวดวงอาหาร ตั้งแต่เปิดซีซันแรกในปี 2024
เพียงแค่หนึ่งปีเศษ ห้องครัวของ Culinary Class Wars ซีซัน 2 ก็กลับมาไฟลุกอีกครั้ง ทันทีที่ออกอากาศก็สร้างปรากฏการณ์ขึ้นแท่นเป็นอันดับ 1 ของโลกบน Netflix Global หมวด รายการที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ครองอันดับ 1 ถึง 4 ประเทศ และติด Top 10 กว่า 12 ประเทศทั่วโลก เรียกได้ว่ายึดหัวหาดหน้าจอแทบทุกบ้าน และแม้จะได้ผู้ชนะจนปิดฉากจบซีซันไปแล้วผู้คนก็ยังคงพูดถึง ตามรอยจองคิวร้านอาหารเพราะอยากชิมเมนูที่เชฟแข่ง กดติดตามโซเชียลมีเดีย เพจต่างๆ มากมายเล่าเรื่องราวเส้นทางอาชีพทั้งก่อนและหลังรายการของกรรมการและเหล่าเชฟอย่างคึกคัก นำมาสู่การประกาศสร้างซีซัน 3 อย่างเป็นทางการ โดยคราวหน้าจะเปลี่ยนจากแข่งรายบุคคลเป็นทีมร้านอาหาร สมใจทุกคนที่ตั้งตารอศึกใหม่ตั้งแต่เกมเดิมยังไม่จบ
Culinary Class Wars ซีซัน 2 ใช้วิธีปรุงอย่างไรให้คนค่อนโลกหลงรักได้ภายใน 13 อีพี แถมยังมีสายสัมพันธ์เหนียวแน่นกับรายการและผู้คนในจักรวาลสงครามเชฟขนาดนี้ มาทำความเข้าใจสูตรลับของรายการนี้ไปด้วยกัน

มิตรภาพงอกเงยได้แม้ในสนามรบ
โจทย์การแข่งขันสุดเคี่ยว ผู้คนที่แตกต่างและสไตล์อาหารหลากหลาย คือส่วนผสมหลักของ Culinary Class Wars ซีซัน 2
แม้แนวคิดหลักของ ‘สงครามคนละชั้น’ คือการปะทะระหว่าง ‘เชฟช้อนขาว’ (เชฟที่มีชื่อเสียงได้รับการยกย่อง เชฟมิชลินสตาร์ บางคนเป็นระดับตำนานหรือปรมาจารย์รุ่นใหญ่ของวงการ ที่แค่เห็นโพรไฟล์ก็ร้อนผ่าวแทนกรรมการและคู่แข่ง) และ
‘เชฟช้อนดำ’ (เชฟดังในท้องถิ่นที่มีฝีมือโดดเด่นแต่ยังขาดชื่อเสียงในวงกว้าง บางคนเป็นสายสตรีทหรือหลบมุมอยู่แต่ในพื้นที่ของตนเอง) แต่รูปแบบการเล่าเรื่องและดำเนินรายการไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเหยียดหยามหรือกดทับทางอำนาจ ลูกศิษย์ไม่จำเป็นต้องศิโรราบให้ครู รุ่นใหญ่ไม่ต้องอวดเบ่งหรือข่มผู้น้อย
เชฟสายทดลองวัดฝีมือสายดั้งเดิมอย่างเคารพนับถือ อาหารไฟน์ไดนิ่งไม่ได้สูงส่งไปกว่าข้าวต้มชามร้อน แม้แต่แม่ชีผู้ทำแต่อาหารมังสวิรัติก็เข้าร่วมแข่งขันได้ งานนี้ไม่มีใครเหนือกว่าใครจนกว่าจะได้รับผลตัดสิน
ความขัดแย้งที่ถูกเซ็ตค่าตั้งต้นไว้จึงไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อสร้างบรรยากาศที่จะผลักดันความมุ่งมั่นและทลายขีดจำกัด เชฟช้อนดำต้องไปให้สุดความสามารถ ในขณะที่เชฟช้อนขาวต้องปกป้องศักดิ์ศรีและแบกรับความกดดันในตัวเอง รวมทั้งกติกาบางรอบที่กำหนดให้ทำงานเป็นทีม และยังมีช่วงจับคู่สลับทีมได้ เราจึงได้เห็นภาพเชฟช้อนขาวยืนจับมือเชฟช้อนดำรอผลการตัดสิน ภาพคู่แข่งให้กำลังใจกันหลังตกรอบ และภาพความอ่อนน้อมหลังได้รับชัยชนะ
เคมีเหล่านี้ทำให้รายการมีจุดพักใจ แข็งแรงในตัวเอง สนุกได้โดยไม่ต้องพึ่งท็อกซิกดราม่า ถ่ายทอดความมุ่งมั่นและมิตรภาพระหว่างเชฟออกมาอย่างจริงใจ คนดูจึงสามารถโฟกัสไปที่หัวใจสำคัญอย่าง ‘อาหาร’ และรู้สึกดีที่ได้ใช้เวลาไปกับแก่นแท้ของรายการได้โดยไม่ไขว้เขว กลายเป็นคอนเทนต์รสจัดแต่ลีน (Lean) ทางอารมณ์ที่หลายคนยอมรับว่าโดนตกอย่างจัง

พลังการตัดสินที่ทุกคนยอมรับ
กรรมการอย่าง เชฟอันซองแจ (Ahn Sung-jae) เชฟมิชลินสามดาวร้านแรกในเกาหลี ขึ้นชื่อเรื่องความเนี้ยบและสมบูรณ์แบบ และ เชฟแพคจงวอน (Baek Jong-won) นักธุรกิจอาหารและเชฟสายสตรีทผู้คร่ำหวอดและทรงอิทธิพลในวงการ ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ตัดสินแพ้ชนะ แต่เป็น ‘นักเล่าเรื่องผ่านรสชาติ’ ที่สามารถอธิบายกลิ่น เนื้อสัมผัส อารมณ์ และโครงสร้างของจานอาหารให้คนดูที่ไม่ได้ชิมจริง ‘เห็นภาพ’ ตามได้ การให้เหตุผลและคำวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาที่หลายคนอาจมองว่าเลือดเย็น ในอีกมุมการไม่เปิดพื้นที่ให้กับอารมณ์มากนักก็อาจเป็นข้อดี อธิบายข้อเท็จจริงอย่างตรงจุด ให้ทุกคนเดินหน้าต่ออย่างมืออาชีพ การจับคู่กรรมการที่มีสไตล์แตกต่างกันชัดเจนถือเป็นความชาญฉลาดของทีมงาน ความเห็นและผลตัดสินที่ไม่ลงรอยกันเป็นครั้งคราว สร้างแรงดึงทางอารมณ์ให้รายการน่าตื่นเต้น โดยไม่ลืมอารมณ์ขันและเคารพความคิดเห็นของกันและกัน
จุดที่น่าสนใจในซีซันนี้คือ การวางตัวของทั้งคู่เมื่อต้องตัดสินผู้เข้าแข่งระดับผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการ ไม่ย่อหย่อนต่อกฎเกณฑ์แต่ก็ยังรักษาเกียรติของทุกฝ่าย หรือการแข่งรอบ 2 ที่ให้มหาชนมีอำนาจในการตัดสินร่วม สะท้อนให้เห็นด้านที่เป็นมนุษย์ของกรรมการ ที่ความเห็นของเขาอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเสมอไป
รวมถึงเสน่ห์ในการชิมอาหาร ที่ไม่ใช่แค่จิบหรือแตะลิ้นพอเป็นพิธี แต่เคี้ยวจริงแบบเต็มคำพร้อมไล่ลำดับวิธีกินตามแต่เชฟเจ้าของเมนูกำหนด เพื่อให้ได้รสชาติที่ถูกต้องที่สุด ความละเอียดอ่อนและใส่ใจนี้ช่วยถ่ายทอดอรรถรสไปถึงผู้ชมหน้าจอ ให้เกียรติความตั้งใจของเชฟและช่วยให้ตัวพวกเขาเองตัดสินได้อย่างแม่นยำ ถือเป็นอีกหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้รายการ ควบคุมพลังงานและสร้างการยอมรับจากเชฟจำนวนมากได้อย่างยอดเยี่ยม

โปรดักชันสุดอลังการ และ จักรวาลห้องครัว
ลืมภาพจำของรายการทำอาหารในห้องส่งหรือสตูดิโอฉากเดียวไปก่อน เพราะ Culinary Class Wars ซีซัน 2 ดันบาร์งานโปรดักชันขึ้นสูงอย่างที่ไม่เคยมีรายการอาหารไหนกล้าทำ ด้วยสเกลใหญ่มหึมา ตั้งกองถ่ายทำใน Studio Eugenia สตูดิโอขนาดยักษ์รวมทุกอาคารกว่า 3,400 ตารางเมตร ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตคอนเทนต์ขนาดใหญ่ในเกาหลีใต้ จัดเต็มทั้งฉาก ระบบแสงสี อุปกรณ์ครัว ไปจนถึงการนำเสนอและเชิดชูวัตถุดิบอย่างรู้คุณค่า แม้แต่วัตถุดิบที่เรียบง่ายที่สุดก็เปล่งประกายได้หากอยู่ในมือที่ถูกต้อง ทุกองค์ประกอบร่วมกันสร้างความตระการตาที่แม้แต่กรรมการและผู้เข้าแข่งขันยังตกใจไม่แพ้คนดู
การรวบรวมสุดยอดเชฟระดับหัวแถวของประเทศ ผสานเข้ากับจักรวาลห้องครัวที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งระบบ ทำให้ผู้ชมไม่ใช่แค่ดูการแข่งขัน หากแต่รู้สึกราวกับได้เป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ของวงการอาหาร เมื่ออารมณ์และการรับรู้ของผู้ชมถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสนามแข่ง ต่อให้ไม่สามารถทำตามได้สักเมนูเดียว แต่คนดูก็ยังสามารถอิ่มเอมใจไปกับบรรยากาศ เรื่องราว และการได้เห็นศักยภาพสูงสุดของมนุษย์ที่ทุ่มเทสุดตัวเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย

มาถึงตรงนี้ อาจกล่าวได้ว่า “พระเจ้าอยู่ในรายละเอียด” Culinary Class Wars ซีซัน 2 ไม่ได้สนุกแค่การห้ำหั่นในสมรภูมิรสชาติ แต่เป็นการมอบประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดจากเรื่องราวของ เหล่าคนทำอาหาร ทั้งสิ่งที่พวกเขาถนัด เป็นงาน เป็นความภาคภูมิใจ เป็นมาตรฐานชีวิต เป็นความยินดี เป็นการยอมแลกและต่อสู้ดิ้นรนด้วยแรงกายและใจทั้งหมดที่มี
หากเปรียบเป็นอาหารสักจาน Culinary Class Wars ซีซัน 2 ก็คือเมนูที่ผ่านการปรุงอย่างพิถีพิถัน พัฒนาต่อยอดจากสูตรเดิม เติมเทคนิคอันซับซ้อนและความคิดสร้างสรรค์ จนกลายเป็นรสชาติที่ถูกใจผู้ชมทั่วโลก และเมื่อปิดฉากลงก็ยังคงหลงเหลือ Aftertaste หรือรสทิ้งท้ายในใจผู้ชม ให้จดจำและรอคอยที่จะพบกันอีกครั้งในซีซัน 3 อย่างแน่นอน


