นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกดำเนินไปภายใต้ระเบียบที่เรียกว่า Western Liberal World Order (WLWO) ซึ่งมีสหรัฐอเมริกาเป็นสถาปนิกและผู้ค้ำประกันหลัก ระเบียบนี้ไม่ได้เป็นเพียงระบบการค้า แต่เป็น ‘โครงสร้างเชิงปทัสถาน’ (Normative Framework) ที่เชื่อว่าการค้าเสรีจะนำไปสู่สันติภาพ และสถาบันพหุภาคีจะช่วยลดทอนอำนาจดิบของรัฐชาติ
อย่างไรก็ตาม การก้าวขึ้นสู่อำนาจของ โดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ในปี 2016 และการหวนกลับมาของแนวคิด America First ในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ มา ไม่ใช่เพียง ‘อุบัติเหตุทางการเมือง’ แต่เป็นอาการสะท้อนของความล้มเหลวในการจัดสรรผลประโยชน์จากโลกาภิวัตน์
บทความนี้จะวิเคราะห์ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่เปลี่ยนโลกจากการยึดกติกา (Rule-based) ไปสู่การยึดอำนาจดิบและภูมิเศรษฐศาสตร์ (Power-based & Geo-economics) อย่างถาวรได้อย่างไร
เพื่อจะเข้าใจทรัมป์ เราต้องย้อนกลับไปดูรากฐานทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของสหรัฐฯ ในศตวรรษที่ 19 แนวคิด American School ที่นำโดย อเล็กซานเดอร์ แฮมิลตัน (Alexander Hamilton) และเฮนรี เคลย์ (Henry Clay) เน้นย้ำว่า ‘รัฐ’ ต้องมีบทบาทนำในการสร้างขีดความสามารถทางการผลิต (Productive Capacity) ผ่านการตั้งกำแพงภาษีและการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายใน
ทรัมป์ได้นำแนวคิดนี้กลับมาในรูปแบบ ‘ลัทธิพาณิชยนิยมสุดโต่ง’ (Hyper-Mercantilism) ซึ่งแตกต่างจากพาณิชยนิยมทั่วไปตรงที่:
- การมองการค้าเป็นสงคราม: ไม่ใช่การแลกเปลี่ยนที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ (Win-Win) แต่เป็นเกมที่มีผู้แพ้และผู้ชนะ (Zero-Sum Game) มีผู้ได้ประโยชน์ซึ่งต้องแบกรับโดยผู้สูญเสีย
- การทำให้เศรษฐกิจเป็นเรื่องความมั่นคง (Securitization): การมองว่าการขาดดุลการค้ากับจีนหรือเยอรมนี ไม่ใช่เรื่องดุลการชำระเงิน แต่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ (National Security Threat)
- การปฏิเสธกลไกตลาดเสรี: หากกลไกตลาดทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ รัฐต้องเข้าแทรกแซงด้วยการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ (Coercive Power)
จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือการใช้อาวุธทางการค้าและเทคโนโลยี (Weaponization of Trade & Tech) จากการที่รัฐบาลทรัมป์นำ ‘มาตรา 232’ (ความมั่นคงแห่งชาติ) และ ‘มาตรา 301’ (การปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม) มาใช้เป็นอาวุธหลักในการทำสงครามการค้ากับจีนและรวมถึงพันธมิตรของตน
สงครามเทคโนโลยี (Tech War): ในยุคทรัมป์ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงสินค้าอีกต่อไป หากแต่เป็น ‘จุดยุทธศาสตร์’ การจำกัดการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ของ Huawei (ซึ่งทรัมป์มองว่าเป็นเสมือนตัวแทนของรัฐจีน) หรือการกดดันประเทศพันธมิตรไม่ให้ใช้เครือข่าย 5G จากจีน คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ม่านเหล็กในยุคดิจิตัล’ ซึ่งส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานโลกที่เคยมีประสิทธิภาพสูงสุด (Efficiency-driven) ต้องแตกสลายลงและแทนที่ด้วยห่วงโซ่อุปทานที่เน้นความปลอดภัย (Resilience-driven) หรือ การเลือกมิตรและต่อต้านศัตรู (Friend-shoring)
มากกว่าการสร้างอาวุธทางเศรษฐกิจคือการทำให้สถาบันสากลเป็นอัมพาต (Institutional Paralysis) ทรัมป์มองว่าองค์การการค้าโลก (WTO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) เป็นเครื่องมือที่ประเทศอื่นใช้ ‘เอาเปรียบ’ สหรัฐฯ การดำเนินการที่มีนัยสำคัญประกอบด้วย:
- การทำให้กลไกตัดสินข้อพิพาทของ WTO เป็นอัมพาต: โดยการขัดขวางการแต่งตั้งผู้พิพากษาในคณะตุลาการอุทธรณ์ (Appellate Body) ส่งผลให้กฎเกณฑ์การค้าโลกไม่มีผลบังคับใช้
- การถอนตัวจากความตกลงพหุภาคี: ตั้งแต่ TPP, ข้อตกลงปารีส (Paris Agreement), ไปจนถึงการขู่จะถอนตัวจาก NATO และการตัดงบประมาณ WHO และล่าสุดคือการประกาศถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจาก 66 องค์การระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ คิดว่าไม่เป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ
- การใช้คำสั่งฝ่ายเดียว (Unilateralism): การตัดสินใจโดยไม่ผ่านการปรึกษาหารือกับพันธมิตร ทำให้ความเชื่อมั่นในบทบาท ‘ผู้นำที่พึ่งพาได้’ ของสหรัฐฯ หมดสิ้นไป
ความน่ากลัวของทรัมป์ และการดำเนินนโยบาย ณ ปัจจุบัน คือความคล้ายคลึงกับสภาวะก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในทศวรรษ 1930
- การล่มสลายของสถาบันพหุภาคี: เหมือนกับการเสื่อมถอยของสันนิบาตชาติ (League of Nations)
- การตั้งกำแพงภาษีล้างแค้น: เหมือนกับกฎหมาย Smoot-Hawley Tariff Act ในปี 1930 ที่ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)
- การใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเหนืออธิปไตย: การที่ทรัมป์กล่าวถึงการซื้อหรือบังคับยึดเกาะกรีนแลนด์ การเอ่ยถึงการกดดันให้แคนาดาเป็นรัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ การประกาศยึดคลองปานามา และล่าสุดการแทรกแซงการเมืองในเวเนซุเอลา สะท้อนถึงการกลับมาของลัทธิจักรวรรดินิยมแบบเดิมที่เน้นการครอบครองทรัพยากรและดินแดน
นอกจากสมรภูมิในโลกจริงแล้ว ในโลกการเงิน สหรัฐฯ และการเมืองของเงินดอลลาร์สหรัฐ ก็ถูกใช้ไปในเรื่องอธิปไตยทางการเงินไม่แพ้กัน ภายใต้ทรัมป์ ดอลลาร์ไม่ได้เป็นเพียงสกุลเงินสำรองของโลก แต่เป็น ‘เครื่องมือลงทัณฑ์’ การห้ามใช้ระบบ SWIFT และมาตรการคว่ำบาตรทางการเงินต่ออิหร่าน รัสเซีย และบุคคลสำคัญในจีน ได้ผลักดันให้โลกก้าวเข้าสู่ยุค ‘De-dollarization’ หรือการลดการพึ่งพาดอลลาร์
เหล่านี้เองเมื่อพิจารณาประกอบกับการใช้นโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ไม่มีความรับผิดชอบของสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณไปมากกว่า 4.8 เท่าในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา และก่อหนี้สาธารณะเพิ่มกว่า 6 เท่าในช่วงเวลาเดียวกัน โดยที่ไม่มีมาตรการมารองรับและแก้ไข นั่นทำให้ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะจีนและพันธมิตรเริ่มสร้างระบบชำระเงินของตนเอง ซึ่งจะทำให้ระบบการเงินโลกแตกเป็นเสี่ยงๆ (Fragmentation)
สำหรับประเทศไทย และสมาชิกประชาคมอาเซียน ทรัมป์และแนวนโยบายล่าสุดของสหรัฐฯ สร้างความท้าทายอย่างน้อยใน 3 มิติ:
- แรงกดดันให้เลือกข้าง (Compulsory Choice): ไม่ใช่แค่เรื่องการทหาร แต่รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและห่วงโซ่อุปทาน
- ความไม่แน่นอนของความร่วมมือ: การที่สหรัฐฯ มองความร่วมมือเป็นรายกรณี และพร้อมที่ต่อรอง แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional) บางครั้งก็เป็นผลประโยชน์ของทรัมป์เอง มิใช่ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อาทิ ความหมกมุ่นของเขาต่อรางวัลโนเบลสันติภาพ ทำให้ความตกลงต่างๆ ในกรอบอาเซียน และแนวคิดยึดอาเซียนเป็นจุดศูนย์กลาง (ASEAN Centrality) ถูกลดความสำคัญลง
- โอกาสในการเป็นฐานการผลิตใหม่: การย้ายฐานการผลิตออกจากจีน (China+1) อาจเป็นประโยชน์ต่อเวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย (แม้จะมีแนวโน้มถูกมองข้ามมากขึ้นจากปัญหาภายในของไทยเอง) แต่ต้องแลกมาด้วยการเผชิญกับกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ในอนาคต หากมียอดเกินดุลการค้าสูงเกินไป
ประเทศไทยในฐานะ ‘มิตรประเทศ’ ที่สำคัญของทั้งสหรัฐฯ และจีน จำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ที่เรียกว่า ‘ความเป็นกลางเชิงรุก’ (Active Neutrality):
- การกระจายความเสี่ยง (Diversification): ไม่พึ่งพิงตลาดหรือเทคโนโลยีจากขั้วอำนาจใดขั้วอำนาจหนึ่งมากเกินไป
- การใช้กฎเกณฑ์อาเซียนเป็นโล่ป้องกัน: เสริมสร้างความเข้มแข็งของ RCEP และกรอบความร่วมมือในภูมิภาคเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
- การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ: การนำแนวคิด ‘รัฐเพื่อการพัฒนา’ มาใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งภายใน ตามแนวทางที่ American School เคยทำสำเร็จมาแล้วในอดีต (ทั้งนี้ต้องทำเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า การปฏิรูปกฎหมาย และธรรมภิบาลต่อต้านคอร์รัปชันไปพร้อมกันด้วย)
มองไปในอนาคต แม้ทรัมป์จะหมดวาระลงแล้ว โลกหลังทรัมป์จะไม่กลับไปสู่ยุคทองของโลกาภิวัตน์แบบเดิมอีกต่อไป แต่จะก้าวเข้าสู่ยุค ‘Disordered World Order’ ที่ซึ่ง:
- การค้าเสรีจะถูกจำกัดอยู่แค่ในกลุ่ม ‘เพื่อน’ (Friend-shoring)
- กติกาโลกจะถูกใช้เป็นครั้งคราวตามผลประโยชน์ของมหาอำนาจ
- ความขัดแย้งจะถูกเปลี่ยนรูปแบบจากสงครามเต็มรูปแบบ ไปเป็นสงครามตัวแทน (Proxy Wars) และสงครามไซเบอร์ ซึ่งนั่นหมายถึง เราต้องเผชิญกับสภาวะสงครามเย็นครั้งใหม่ ไทยในสงครามเย็น 2.0
ท้ายที่สุด นโยบายของสหรัฐฯ ณ ปัจจุบันไม่ใช่เพียงนโยบายของคนคนเดียวอย่างทรัมป์ หากแต่มันคือ ‘กระแสลมแห่งการเปลี่ยนแปลง’ ที่ปลดปล่อยพลังชาตินิยมทางเศรษฐกิจออกมาทั่วโลก ระเบียบโลกเสรีที่เรารู้จักกำลังจะกลายเป็นประวัติศาสตร์ สิ่งที่กำลังเข้ามาแทนที่คือระเบียบแบบ ‘พาณิชยนิยมสุดโต่ง’ ที่เน้นความอยู่รอดของชาติเหนือความร่วมมือสากล
สำหรับผู้วางนโยบายและภาคธุรกิจ บทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ “ประสิทธิภาพ (Efficiency) ไม่ใช่ปัจจัยหลักในการตัดสินใจอีกต่อไป แต่เป็นความมั่นคง (Security)” ใครที่ไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่ระเบียบโลกที่แตกแยกนี้ได้ จะต้องกลายเป็นเหยื่อในสมรภูมิภูมิเศรษฐศาสตร์ที่ไม่มีวันจบสิ้น
ภาพ: Lightspring via ShutterStock
อ้างอิง:
- ปิติ ศรีแสงนาม (2022) Amidst the New World Order ไทยในระเบียบโลกใหม่
- ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2023) Amidst the Geo-Political Conflicts สมรภูมิพลิกอำนาจโลก
- ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2024) Amidst the Geo-Economic Clashes ไทยในสงครามเย็น 2.0
- ปิติ ศรีแสงนาม และ จักรี ไชยพินิจ (2025) Amidst the Global Sea Powers ไทยในสมรภูมิมหาสมุทรโลก
- Blackwill, R. D., & Harris, J. M. (2016). War by Other Means: Geoeconomics and Statecraft. (การวิเคราะห์การใช้เศรษฐกิจเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์)
- Chang, H.-J. (2002). Kicking Away the Ladder. (วิเคราะห์ประวัติศาสตร์นโยบายเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว)
- Farrell, H., & Newman, A. L. (2019). “Weaponized Interdependence”. International Security. (ทฤษฎีว่าด้วยการใช้ห่วงโซ่อุปทานและระบบการเงินเป็นอาวุธ)
- Ikenberry, G. J. (2011). Liberal Leviathan. (ต้นกำเนิดและการเสื่อมถอยของระเบียบโลกเสรี)
- List, F. (1841). The National System of Political Economy. (รากฐานแนวคิดชาตินิยมทางเศรษฐกิจ)
- 10.Ruggie, J. G. (1982). “Embedded Liberalism”. International Organization. (อธิบายรากฐานของระเบียบเศรษฐกิจโลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2)
- 11.Irwin, D. (2011). Peddling Protectionism. (วิเคราะห์ผลกระทบของกำแพงภาษีในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่)
- 12.Eichengreen, B. (1992). Golden Fetters. (ความสัมพันธ์ระหว่างทองคำ การเงิน และการล่มสลายของระบบโลกในช่วงปี 1930)


