ท่ามกลางทีมเล็กๆ หรือกลางๆ มากมายที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในเกมฟุตบอลยุคสมัยใหม่ ซึ่งมีวิธีการมากมายที่จะใช้เพื่อให้ต่อกรกับสโมสรในระดับยักษ์ใหญ่ที่มีเงินถุงเงินถังได้
ทีมที่ได้รับคำชมเชยและโดดเด่นที่สุดในเวลานี้คือ โคโม 1907 ทีมน้องใหม่ในเซเรีย อา อิตาลี ซึ่งช่วงเวลาหนึ่งพวกเขามีผลงานที่ดี ชนิดไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 12 นัด
แต่ผลงานในสนามไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้สโมสรฟุตบอลที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอิตาลีทีมนี้น่าสนใจ เพราะสิ่งที่เป็นเสน่ห์มากที่สุดของทีมนี้คือการที่พวกเขาพยายามคิดและสร้างทีมฟุตบอลเล็กๆ ทีมนี้ให้แตกต่างจากทุกทีมบนโลก
‘ดิสนีย์แลนด์แห่งเกมกีฬา’ (Sports Disneyland) คือเป้าหมายสูงสุดของพวกเขานั้นคืออะไร? มาลองทำความเข้าใจไปด้วยกัน!

ตามประวัติความเป็นมาแล้ว สโมสรฟุตบอลโคโม 1907 เป็นสโมสรที่มีความเป็นมายาวนานร่วม 100 ปี โดยเป็นหนึ่งในสโมสรฟุตบอลยุคแรกที่ได้รับการเชิญให้เข้าร่วมการแข่งขันลีกของอิตาลี
เพียงแต่ด้วยความที่เป็นสโมสรฟุตบอลขนาดเล็ก ไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่แบบโรม ตูริน มิลาน หรือฟลอเรนซ์ ทำให้พวกเขาไม่เคยก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของวงการฟุตบอลอิตาลีเหมือนใครเขา
มิหนำซ้ำโคโม ยังเคย ‘ตาย’ มาแล้วถึง 2 ครั้งจากการถูกตัดสินให้ล้มละลาย ซึ่งทำให้ต้องกระเด็นออกนอกลีกอาชีพไป โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2004 และอีกครั้งไม่นานมานี้ในปี 2017
แต่การถูกตัดสินให้ล้มละลายนี่เองที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของสโมสรและเมืองแห่งนี้ เพราะมันนำมาสู่การได้พบกับพี่น้องตระกูล ‘ฮาร์ตาโน’ โรเบิร์ต บุดี ฮาร์ตาโน และไมเคิล แบมแบง ฮาร์ตาโน ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจผู้ผลิตบุหรี่รายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในยักษ์ใหญ่ของโลกในนามแบรนด์ Djarum ที่สนใจเข้ามาซื้อกิจการต่อในปี 2019
โดยการเทคโอเวอร์กิจการในครั้งนั้น Djarum ใช้เงินเพียงแค่ 850,000 ยูโรเท่านั้น พร้อมกับปลดหนี้ (โดยไม่ต้องใช้ไมค์ทองคำ) ให้อีก 150,000 ยูโร
โคโม 1907 (ชื่อจดทะเบียนใหม่หลังการล้มละลายครั้งล่าสุด) จึงได้เข้าสู่ยุคใหม่ กลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร ลืมตาตื่นมาอีกวันก็เป็นสโมสรฟุตบอลที่มีเจ้าของที่ร่ำรวยที่สุดในอิตาลีไปแล้ว ด้วยทรัพย์สินของพี่น้องฮาร์ตาโนที่มีจำนวมากมายมหาศาลเกินกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
เงินจำนวนนี้ใช้ทำอะไรก็ได้ แต่ Djarum ไม่ได้อยากทำแบบนั้น

ภาพตัวอย่างจากแผนพัฒนาและปรับปรุงสนาม Giuseppe Sinigaglia Stadium รังเหย้าของ Como 1907
พวกเขามีไอเดียบางอย่างสำหรับโคโม 1907 นั่นคือการเปลี่ยนให้สโมสรฟุตบอลแห่งนี้กลายเป็น ‘จุดหมายปลายทาง’ (Destination) สำหรับแฟนฟุตบอลทั่วโลก ในแบบเดียวกับที่ดิสนีย์แลนด์เป็นจุดหมายปลายทางในฝันสำหรับคนที่รักดิสนีย์และช่วงเวลาต้องมนต์ทุกคน
ที่ต้องทำแบบนั้นเพราะโคโมเป็นสโมสรฟุตบอลที่เล็ก ไม่ได้มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจให้ศึกษาขนาดนั้น ไม่ได้มีฮีโร่วีรบุรุษลูกหนังผู้ยิ่งใหญ่
สิ่งเดียวที่พวกเขามีคือสนามสวยอย่าง สตาดิโอ ซินิกายา (Stadio Sinigaglia) ที่ตั้งอยู่ริมทะเลสาบโคโม ซึ่งมีความจุเพียงแค่ ‘หมื่นนิดๆ’ ซึ่งถือว่าเป็นสนามที่มีขนาดเล็กมากๆ
เพียงแต่สำหรับเจ้าของใหม่อย่างพี่น้องฮาร์ตาโน แค่นี้ก็ถือว่ามากเกินพอแล้ว
นั่นเพราะทำเลที่ตั้งของสโมสรอยู่ริมทะเลสาบที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดหรูหราที่ใครก็อยากมีโอกาสมาเยี่ยมเยือนสักครั้ง ในการล่องเรือชมความสวยงามของน้ำสีฟ้าครามในทะเลสาบโคโม ไปจนถึง ‘วิลลา’ (Villa) หรือบ้านพักตากอากาศสุดหรูหราริมทะเลสาบแสนสวย
ในแต่ละปีมีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางมาที่โคโมมากมายถึงกว่า 5 ล้านคน โดยที่ปกติแล้วฤดูท่องเที่ยวจะมีประมาณครึ่งปีด้วยกัน
สิ่งที่พวกเขาต้องการทำคือการที่ทำอย่างไรก็ได้ให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวชมทะเลสาบ และสถาปัตยกรรมงดงามในเมืองโคโม ใช้จ่ายวันเวลาเพิ่มอีกสักหน่อยด้วยการมาชมเกมฟุตบอลที่สนามซินิกายาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
โคโม 1907 พร้อมจะมอบ ‘ประสบการณ์’ ในการชมเกมฟุตบอลในแบบอิตาเลียนแท้ๆ วัฒนธรรมการเชียร์แบบคนท้องถิ่นที่เร่าร้อนแต่ก็งดงามในเวลาเดียวกัน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาที่ไหนได้อีก
“การเปรียบดิสนีย์เป็นคู่ขนานสำคัญมากสำหรับผม เพราะผมคิดว่ามันเป็นสิ่งในโลกคู่ขนานเพียงเดียวที่คงอยู่จริงๆ” หนึ่งในผู้บริหารของสโมสรกล่าว “ไม่มีองค์กรกีฬาไหนในโลกที่ต้องการการท่องเที่ยวและธุรกิจทัวร์ แต่สำหรับเราแล้วเมื่อเราไม่มีผลิตภัณฑ์ใดจะขาย เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมา”
View this post on Instagram
นอกจากนี้สโมสรยังเลือกใช้วิธีการอื่นๆ อีกมากมายเพื่อผนวกรวมทีมฟุตบอลทีมนี้เข้ากับสิ่งต่างๆ เช่น เรื่องของแฟชั่น ที่มีการร่วมมือกับแบรนด์ต่างๆ ในการผลิตเสื้อผ้าสินค้าของสโมสรที่เก๋เกินหน้าเกินตาสโมสรอื่น ซึ่งมีเฉพาะที่โคโมเท่านั้น
ไปจนถึงการจัดกิจกรรมทางการตลาดตลอดเพื่อมอบประสบการณ์ในการชม เชียร์ และทำความรู้จักกับโคโมมากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งเหล่านี้ถูกทำควบคู่ไปกับการวางรากฐานทีมฟุตบอลที่ยั่งยืนและมีเสน่ห์ ผ่านการลงทุนผ่านระบบแมวมอง การหาพันธมิตร ไปจนถึงการใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อน (Data driven)
จากจุดเริ่มต้นในปี 2019 (เทคโอเวอร์) โคโม 1907 อาจจะใช้เวลาอยู่บ้างในการลงหลักปักฐาน แต่ภายหลังจากปี 2022 ที่พวกเขาได้ฟรานเซสก์ ฟาเบรกาส โซแลร์ หรือ ‘เซสก์’ มิดฟิลด์ระดับตำนานของวงการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เข้ามาคุมทีม ทุกอย่างของทีมก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เซสก์ทำให้โคโม กลายเป็นทีมเล็กที่เล่นสู้กับทีมอื่นได้อย่างสนุก ผ่านการออกแบบระบบการเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของตัวเขาเอง ที่ได้เรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังกับสุดยอดโค้ชของโลกอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์, เป๊ป กวาร์ดิโอลา และโชเซ มูรินโญ
โดยที่ทีมแมวมองและฝ่ายบริหารก็ดึงตัวผู้เล่นฝีเท้าดีที่อาจจะถูกมองข้ามจากอคาเดมีของหลายยสโมสรมาร่วมทีม ซึ่งเซสก์ก็สามารถขัดเกลาแต่ละคนให้ออกมาเปล่งประกายได้อย่างยอดเยี่ยม
ยกตัวอย่างเช่น นิโก ปาซ ที่กำลังมาแรงสุดๆ
นับจากนั้นโคโม ได้เลื่อนชั้นติดต่อกันจากระดับเซเรีย ซี มาสู่เซเรีย บี และเซเรีย อา ซึ่งกลายเป็น Storyline ที่สวยงามและน่าดึงดูดแฟนฟุตบอลจากทั่วโลกให้เริ่มสนใจพวกเขามากขึ้น
และนั่นก็จะวนกลับมาสู่การที่คนนอกจากจะมาเที่ยวทะเลสาบโคโมแล้ว ยังอยากจะมาชมเกมที่สตาดิโอ ซินิกายา เพื่อดูทีมฟุตบอลเล็กๆแต่มีความฝันที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้สักครั้งในชีวิต ซึ่งก็รวมถึงผู้เขียนเองที่เขียนมาถึงตรงนี้ก็อยากจะทำบุญเยอะๆเผื่อได้ลาภใหญ่ไปดูโคโมสักหน

การเติบโตของโคโม 1907 ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงแค่โชคชะตาของสโมสรเพียงอย่างเดียว แต่กำลังถูกมองว่าสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเมืองที่เคยมีเพียงแค่ทะเลสาบ ธรรมชาติ และบ้านเรือนที่งดงาม (หนึ่งในนั้นคือฉากในหนัง Star Wars Episode 2 ระหว่าง แพดเม อมิดาลา กับอคาดิน สกายวอล์คเกอร์ด้วย)
เมืองโคโม ค้นพบลมหายใจใหม่ที่เต้นเร็วและแรงกว่าเดิม
การมาที่นี่อาจจะไม่ได้เจอกับปราสาทสีขาว ไม่ได้เจอตัวการ์ตูนให้สวมกอด และเสียงเพลงขับกล่อมเหมือนไปดิสนีย์แลนด์
แต่ถ้าเรามาที่นี่จะได้เจอกับสิ่งพิเศษที่ไม่เหมือนที่ไหนเลยบนโลกใบนี้
อ้างอิง:


