ระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อภาครัฐโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เดินหน้าผลักดัน ‘ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป’ เพื่อทลายข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนมาอย่างยาวนาน สอดรับกับข้อมูลล่าสุดจากภาคเอกชนที่ชี้ให้เห็นถึง ‘ช่องว่างเงินทุน’ และกระแสเงินทุนไทยที่กำลังไหลออกไปลงทุนนอกประเทศ
พิชยามนต์ จารึกสุนทรสกุล นักกฎหมายกฤษฎีกาชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการแก้ไขข้อจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) เดิมที่ไม่เอื้อต่อรูปแบบการทำธุรกิจของสตาร์ตอัปยุคใหม่ โดยกฎหมายใหม่จะเปิดทางให้ทำในสิ่งที่เคยทำไม่ได้ ให้ทำได้เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของกฎหมายฉบับใหม่นี้ อาทิเช่น รองรับการออกหุ้นกู้ที่สามารถแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ ซึ่งเป็นเครื่องมือระดมทุนยอดนิยมของสตาร์ตอัประดับโลก
อนุญาตให้บริษัทจำกัดสามารถถือหุ้นของตนเอง (Treasury Stock) เพื่อนำมาจัดสรรเป็นหุ้นจูงใจให้กับพนักงานหรือกรรมการ ช่วยดึงดูด Talent คนเก่งๆ เข้ามาร่วมงาน
รวมทั้งการรองรับการเปลี่ยนหนี้สินให้กลายเป็นทุนจดทะเบียน เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการโครงสร้างทางการเงิน
จากการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ พบว่าภาคเอกชนกว่า 97.2% เห็นด้วยกับหลักการของร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยจะมีสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน และใช้ระบบการจดทะเบียนแบบรับรองตนเอง (Self-declared) เพื่อความรวดเร็ว
เจาะลึกไส้ใน VC ไทย เงินไหลออกนอก และช่องว่างเงินทุน
ในขณะที่ภาครัฐกำลังเร่งเครื่องด้านกฎหมาย รายงาน ‘INSIDE THE DEAL FLOW 2024’ จากสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (TVCA) ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของการลงทุนในปีที่ผ่านมา ซึ่งมียอดการลงทุนรวมกว่า 1.4 พันล้านบาท จาก 53 ดีล
โดยมีประเด็นที่น่าจับตามองคือเงินทุนไหลออก (Outbound Investment) แม้การลงทุนในประเทศจะยังมีสัดส่วนหลักที่ 57% (30 ดีล) แต่พบว่ามีเม็ดเงินถึง 43% (23 ดีล) ที่ไหลออกไปลงทุนในสตาร์ตอัปต่างประเทศ สะท้อนว่านักลงทุนไทยกำลังมองหาโอกาสเติบโตในเวทีโลก หรืออาจสะท้อนถึงข้อจำกัดของตัวเลือกในประเทศ
นอกจากนี้ การลงทุนกระจุกตัวอยู่ที่ดีลขนาดเล็ก มูลค่าต่ำกว่า 10 ล้านบาท และดีลขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ มูลค่า 20-50 ล้านบาท แต่กลับพบช่องว่างเงินทุน (Funding Gap) ที่น่ากังวลในช่วงวงเงิน 10-20 ล้านบาท (Pre-A Round) ซึ่งมีสัดส่วนเพียง 11.3% เท่านั้น นี่คือช่วงรอยต่อสำคัญที่สตาร์ตอัปไทยหลายรายมักไปไม่ถึงฝั่งฝัน
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ดึงดูดเม็ดเงินได้มากที่สุดยังคงเป็น Digital Platform และ FinTech ในขณะที่ HealthTech เป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในประเทศแบบ 100% ส่วน ClimateTech นั้น เงินทุนไทยมักไหลไปลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด
การผลักดันกฎหมายใหม่ของกฤษฎีกา จึงเปรียบเสมือนการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานของระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย ให้รองรับเครื่องมือทางการเงินสมัยใหม่ เพื่อปิดช่องว่างเงินทุนและดึงดูดให้เม็ดเงินทั้งจากในและต่างประเทศไหลกลับเข้ามาหมุนเวียนในธุรกิจเทคโนโลยีของไทยมากขึ้น
TVCA ระบุว่า “ทุนไทยพร้อมที่จะก้าวสู่ระดับโลก แต่โอกาสที่แท้จริงคือการ Scaling บริษัทของเราและการแข่งขันบนเวทีโลก” ซึ่งการปลดล็อกกฎหมายในครั้งนี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้สตาร์ตอัปไทยมีความคล่องตัวและเข้มแข็งพอที่จะก้าวไปสู่จุดนั้นได้


