หนึ่งในคำจำกัดความเกี่ยวกับชีวิตแต่งงานที่ส่วนตัวได้รับรู้ครั้งแรก ก็เรียกความสนใจฉับพลันและจดจำได้ไม่ลืม มาจากหนังเงียบยุคดึกดำบรรพ์เรื่อง The Crowd (1928) ของ King Vidor เนื้อหาว่าด้วยชายหนุ่มมุ่งหน้ามาเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์กด้วยความปรารถนาที่ไม่ต่างจากฝูงชนที่คลาคล่ำ นั่นคือโอกาสในการสร้างเนื้อสร้างตัว
ทว่าจนแล้วจนรอด ชีวิตในมหานครที่ผู้คนแออัดยัดเยียด ไม่ได้โรยไว้ด้วยกลีบกุหลาบ พระเอกของเราได้งานทำในฐานะพนักงานตัวเล็กๆ ของบริษัทประกันที่มีเพื่อนร่วมออฟฟิศนับไม่ถ้วน ระหว่างนี้ เขาพบรักกับหญิงสาวที่ในตอนต้น ความสัมพันธ์ดำเนินไปอย่างหวานชื่น แต่ช่วง ‘ฮันนีมูนพีเรียด’ ก็มีอายุขัยของมัน และความขุ่นข้องหมองใจเล็กๆ น้อยๆ หลังจากนั้นก็บานปลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้ง่ายดาย แล้วในฉากที่ทั้งสองทะเลาะเบาะแว้ง ชายหนุ่มก็โพล่งถ้อยคำเหล่านี้อย่างหมดความอดทน
“Take it from me, marriage isn’t a word. it’s a sentence.”
อย่างที่รับรู้รับทราบ คำว่า ‘sentence’ ในที่นี้เป็นการเล่นสำบัดสำนวน ถ้าจะแปลความนัยควบคู่ไปกับสถานการณ์ตามท้องเรื่องก็คงต้องบอกว่า การแต่งงานคือบทลงโทษในระดับจำคุกตลอดชีวิต
น่าสงสัยว่าทุกวันนี้ ผู้คนยังมองการแต่งงานหรือการใช้ชีวิตคู่เป็นเรื่องศักดิ์สิทธิ์ หรือคอขาดบาดตายเหมือนกับหนังเมื่อเกือบร้อยปีที่แล้วหรือไม่อย่างไร (ที่การหย่าร้างเป็นทางออกสุดท้ายจริงๆ) แต่ที่แน่ๆ หนังโรแมนซ์ล่าสุดของ Celine Song (Past Lives) เรื่อง Materialists ชักชวนคนดูสำรวจคุณค่าและความหมายของสถาบันการแต่งงานภายใต้ระบบทุนนิยม ที่ดูเหมือนว่าความรักไม่ได้อยู่ในสมการของความสัมพันธ์อีกต่อไป หากทว่าดัชนีชี้วัดได้แก่น้ำหนัก ส่วนสูง เชื้อชาติ สีผิว อาชีพการงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายได้ต่อปีก่อนหักลดหย่อนภาษี ซึ่งล้วนแล้วเป็นส่วนประกอบที่ทำให้ “สินค้า” แต่ละชิ้นมีราคาค่างวดไม่เท่ากัน และมันเกี่ยวข้องโดยตรงกับโอกาสหรือความเป็นไปได้ในการเลือกคู่ครอง
หนึ่งในฉากที่สนับสนุนสมมติฐานดังกล่าวนี้อยู่ในช่วงเริ่มต้น จู่ๆ หญิงสาวผู้ซึ่งกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์กับคู่หมั้นคู่หมายอยู่รอมร่อ ก็เกิดลังเลขึ้นมาอย่างรุนแรง (ลึกๆ เธอน่าจะฉุกคิดได้ว่าการแต่งงานกับ ‘คนที่ไม่ใช่’ ก็คงเหมือนกับการติดคุก แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ตลอดชีวิตก็ตาม) และเดือดร้อนให้ Lucy (Dakota Johnson) ในฐานะแม่สื่อแม่ชักที่นำพาคนทั้งสองมาเจอกัน ต้องเข้ามาปลอบโยน และความสามารถในการหว่านล้อม (หรือจะเรียกว่าสะกดจิต) ของฝ่ายหลังก็ไม่เป็นสองรองใคร วิธีการของเธอก็ด้วยการทำให้ว่าที่เจ้าสาวตระหนักว่าไม่ว่าเธอจะรักจะชอบ ‘สินค้าที่เธอเลือกจับจองไปแล้ว’ หรือไม่ แต่มันเป็นของมีคุณค่า และโดยปริยาย มันก็เสริมสร้างคุณค่าให้กับตัวเธอด้วยเช่นกัน (จะว่าไปแล้ว มันก็เปรียบได้กับการได้หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนม) โดยอัตโนมัติ นั่นคือตอนที่แววตาของหญิงสาวส่องประกายสดใส และบางที การแต่งงานของคนบางคนก็อาจจะมีความหมายเพียงแค่นั้นจริงๆ
พูดแบบไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน หนังของ Celine Song ทั้งสองเรื่อง อันได้แก่ Past Lives และ Materialists นำเสนอแง่มุมที่แสนห่างไกลจากเรื่องปากท้อง จากโลกความจริงที่แสนโหดร้าย และเป็นเรื่องช่วยไม่ได้หากใครจะรู้สึกว่าประเด็นหรือแง่มุมที่หนังทั้งสองเรื่องนำเสนอ เหมาะสำหรับคนดูที่มีความฟุ่มเฟือยที่จะนึกฝัน (หรือเพ้อฝัน) ถึงเรื่องที่ลอยละล่องออกไปจากชีวิตประจำวัน อย่างเช่นเรื่อง “อินยอน” (In-Yun) หรือพรหมลิขิตในภาษาเกาหลี และผลลัพธ์ของการเลือกหนทางชีวิตใน Past Lives (ซึ่งส่วนตัวก็ยังคงยืนยันว่าเป็นหนังที่น่าประทับใจมากๆ) หรือดังที่เอ่ยข้างต้น เรื่องความรักและสถาบันการแต่งงานใน Materialists ซึ่งจะว่าไปแล้ว อย่างหลังนี่ดูเหมือนจะลดทอนทั้งความหมายและความศักดิ์สิทธิ์ลงไปเรื่อยๆ ยืนยันได้ด้วยสถิติในหลายประเทศ (รวมถึงบ้านเรา) ที่ผู้คนแต่งงานกันน้อยลง หย่าร้างกันมากขึ้น
แต่หนังของ Song ทั้งสองเรื่องก็เอาตัวรอดจากข้อกล่าวหาว่ามันหลงละเมอเพ้อพกได้แยบยล เนื่องเพราะหนังของเธอไม่ได้พูดถึงประเด็นเหล่านี้อย่างฉาบฉวยหรือขอไปที ในกรณีของ Materialists ซึ่งเล่าเรื่องของ Lucy ผู้ซึ่งทำงานในบริษัทรับจ้างหาคู่ครอง และบทบาทของเธอก็คือการเป็นเซ็นเตอร์ที่คอยเชื่อมโยงข้อมูลของ ‘คุณลูกค้า’ ที่มีเงื่อนไข ข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังให้ตรงกันมากที่สุด และชักชวนให้ทั้งสองออกเดต และวิธีการปิดดีลของ ‘นักขายชีวิตคู่มืออาชีพ’ อย่าง Lucy ก็คือการที่ลูกค้าทั้งสองได้สมรักสมรสกัน ซึ่งในตอนที่คนดูได้พบกับตัวเอกของเรื่อง เธอเป็นพนักงานที่ ‘ทำยอด’ ได้สูงกว่าเพื่อน ถึงขนาดออฟฟิศต้องจัดปาร์ตี้เล็กๆ ฉลองความสำเร็จให้กับเธอ ทีละน้อย หนังของ Song เชื้อเชิญให้หลายๆ คำถามผุดพราย ที่แน่ๆ การแต่งงานคืออะไร หรือเป็นเรื่องของอะไร เกมจับคู่เหมือน สูตรสำเร็จทางสถิติ การทำข้อตกลงของหุ้นส่วนในทางธุรกิจ หรืออะไรกันแน่
ว่าไปแล้ว ความมี ‘สติสัปชัญญะ’ ของหนังเรื่อง Materialists ได้แก่การที่มันไม่ได้ปฏิเสธว่าสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมเล่นบทบาทสำคัญในการเริ่มต้นชีวิตคู่ กระทั่งเป็นเคล็ดลับของการออกเหย้าออกเรือน ในฉากเล็กๆ ช่วงต้นเรื่องที่หญิงสาวได้พบกับ Harry (Chris Evans) แฟนเก่าซึ่งเป็นนักแสดงตกยาก และต้องเลี้ยงชีพด้วยการเป็นพนักงานเสิร์ฟของบริษัทรับจัดงานวิวาห์ ชายหนุ่มสอบถามหญิงสาวในฐานะผู้เชี่ยวชาญการจับคู่ ทำนองว่า เงื่อนไขปัจจัยอะไรที่ทำให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเหมาะสมกันในฐานะ ‘เนื้อคู่’ คำตอบของหญิงสาวอาจสรุปได้ว่า ต่างฝ่ายต่าง ‘กากบาท’ ในช่องคุณสมบัติที่คล้ายกันมากที่สุด ทั้งเรื่องฐานะทางการเงิน จุดยืนทางการเมือง รูปโฉมโนมพรรณ ภูมิหลังและการเลี้ยงดู หรือกล่าวได้ว่า การร่วมหอลงโรงของผู้คน ค.ศ. นี้ถูก ‘ออกแบบตัดเย็บ’ ด้วยส่วนประกอบเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ลองนึกเล่นๆ แล้วเหมือนเป็นตลกร้ายก็คือ ขณะที่ในหนังเรื่อง Past Lives ของ Song พูดเรื่องพรหมลิขิต ซึ่งจะว่าไปแล้ว เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่ามนุษย์ และมีส่วนไม่โดยตรงก็โดยอ้อมในการกำหนดวิถีชีวิตของผู้คน นั่นรวมถึงการจับคู่ความสัมพันธ์ สิ่งที่อาจจะเรียกว่าพรหมลิขิตหรือพระเจ้าในหนังเรื่อง Materialists ก็คือบริษัทรับจ้างหาคู่ของนางเอกนั่นเอง และดังที่กล่าวก่อนหน้า มันคือธุรกิจของการพาคนสองคนมาพบเจอกัน ปัญหามีอยู่นิดเดียวก็ตรงที่บรรดาตัวแทนของพระเจ้าในหนังเรื่อง Materialists ต้องตอบสนองคำอธิษฐานหรือความต้องการไม่สิ้นสุดของคุณลูกค้า หนุ่มใหญ่อายุสี่สิบเจ็ดตั้งเงื่อนไขว่าเขาต้องการออกเดตกับหญิงสาวที่มีวุฒิภาวะสักหน่อย ซึ่งนั่นหมายถึงคนที่มีอายุยี่สิบปลายๆ ข้อแม้ที่แสนจู้จี้จุกจิกของเขาก็คือ เขาไม่ต้องการผู้หญิงอายุสามสิบขึ้นไป (สำหรับเขา อายุยี่สิบเก้าก็คือสามสิบนั่นเอง) เพราะคนเหล่านี้ตั้งแง่และเรื่องมาก หรือข้อเรียกร้องของลูกค้าคนอื่นๆ ก็ฟังดูน่าเวียนหัวพอกัน
หรือสรุปอย่างรวบรัด การออกเดต (และการแต่งงาน) ในโลกสมัยใหม่ตามที่ถูกบอกเล่าในหนังเรื่องนี้ นอกจากมีลักษณะเป็นแพ็กเกจ ยังถูกทำให้เป็นโจทย์คณิตศาสตร์ ไม่มีอะไรที่ดูโรแมนติก หรืออะไรที่ดูเป็นปริศนาหรือเรื่องน่าฉงนสนเท่ห์แต่อย่างใด และสิ่งที่อาจเรียกว่าเป็นปุจฉาวิสัชนา หรือการชักชวนคนดูตอบคำถามของ Celine Song ผู้ซึ่งเจ้าตัวให้สัมภาษณ์ว่าครั้งหนึ่ง เธอเคยทำงานในบริษัทจัดหาคู่แบบเดียวกับ Lucy ก็คือ แล้วความรักไปซุกหัวอยู่ตรงไหน
ไม่มากไม่น้อย นั่นคือช่วงเวลาที่ Lucy เผชิญความท้าทายหรือจุดหักเหครั้งมโหฬาร ตั้งแต่การพบว่าสูตรการจับคู่ที่หญิงสาวเคยเชื่อว่ามันเวิร์ก กลับให้ผลลัพธ์ที่พังพินาศ อีกทั้งสถานการณ์เบื้องหน้าก็คือการที่เจ้าตัวต้องเลือกระหว่างคู่เดต (Pedro Pascal) ที่มีคุณสมบัติแบบหนึ่งในล้าน หรือที่เธอเรียกว่ายูนิคอร์น นั่นคือทั้งรูปหล่อ ทั้งสูงโปร่ง ทั้งบุคลิกดีและโคตรรวย และเขาพร้อมจะคุกเข่าขอแต่งงานทันที กับคนรักเก่าที่จนป่านนี้ ก็ยังไม่เป็นโล้เป็นพาย และหญิงสาวก็ยอมรับว่าเธอเลิกกับชายหนุ่มตอนนั้นเพราะเขาถังแตก แต่ก็อีกนั่นแหละ ความผูกพันของคนทั้งสองย้อนกลับไปยาวไกล
ประมวลจากทิศทางการเล่าเรื่อง ดูเหมือนว่าหนังชวนคนดูลุ้นไปกับการเลือกของตัวละคร ซึ่งว่ากันตามจริง ไม่ได้เป็นเรื่องเกินคาดเดา หรืออาจไม่ใช่สาระสำคัญด้วยซ้ำ ข้อที่ชวนครุ่นคิดจริงๆ อยู่หลังจากที่หนังจบไปแล้วต่างหาก หมายความว่าไม่ว่าหญิงสาวจะเลือกใครและอย่างไร สิ่งที่เรียกว่า ‘ฮันนีมูนพีเรียด’ ก็มีอายุขัยของมัน และดูเหมือนว่าในโลกที่ระบบเศรษฐกิจเข้ามาก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผู้คนอย่างเช่นการหาคู่ครอง การต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างความรัก หรือความมั่นคงทางการเงิน ก็ล้วนแล้วมีกับดักหรือหลุมพรางของมัน ที่แน่ๆ มันไม่มีตอนจบอย่างในเทพนิยายที่มักจะลงเอยด้วยประโยคทำนองว่า แล้วชายหนุ่มหญิงสาวก็ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขตลอดไป
เห็นว่า Materialists ถูกเรียกขานว่าเป็นหนังรอมคอม ส่วนตัวกลับรู้สึกว่ามู้ดและโทนของหนังดูเคร่งขรึมและจริงจังไปสักหน่อยสำหรับการเป็นหนังรักกระจุ๋มกระจิ๋มหรือเบาสมอง ขณะที่ในส่วนของการนำเสนอทั้งภาพและเสียง ก็ไม่ได้ฉูดฉาด หวือหวาหรือมีจริตแบบหนังรอมคอมยุค 90 จริงๆ แล้ว สไตล์แบบมินิมอลของหนังที่ใช้ภาพกว้าง การจัดองค์ประกอบภาพอย่างรัดกุม ไม่ได้ตัดต่อพร่ำเพรื่อ (หลายครั้งก็กระชากความรู้สึกด้วย jump cut) ก็ทำให้ Materialists ดูมีความเป็นตัวเองมากกว่าจะถูกจับใส่กล่องของหนังแนวหนึ่งแนวเดียว หรือเพลงและดนตรีประกอบที่ถูกเลือกได้อย่างมีรสนิยมก็สร้างสัมผัสที่พิเศษ และไม่ได้เทิดทูนบูชาความรักอย่างหน้ามืดตามัว
ข้อสำคัญ สไตล์ของหนังเข้ากันได้ดีกับการแสดงของนักแสดงทั้งสามคน โดยเฉพาะ Dakota Johnson ผู้ซึ่งเกือบตลอดเรื่อง เธอดูห่างเหินและเยือกเย็น เหมือนตัวละครที่เกือบไม่มีหัวใจ จนกระทั่งเธอค้นพบตัวเองในตอนท้าย มันก็ยังไม่ได้การันตีตอนจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งอย่างจริงๆ จังๆ
ถ้าหากนี่คือวิวัฒนาการของหนังรอมคอมที่ใครๆ บอกว่ามันตายแล้ว อายุขัยจริงๆ ของหนังแนวนี้ก็น่าเชื่อว่ายังอีกยาวไกล
MATERIALISTS (2025)
กำกับ-Celine Song
ผู้แสดง-Dakota Johnson, Chris Evans, Pedro Pascal