ภายหลังจากที่รอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รออยู่นานจนลืม ข่าวดีสำหรับแฟนฟุตบอลอังกฤษทุกคนคือระบบการช่วยตัดสินล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า SAOT (Semi-Automated Offside Technology) กำลังจะได้ประเดิมใช้งานเป็นครั้งแรกบนแผ่นดินแม่ของเกมลูกหนังสมัยใหม่แล้ว
โดยก่อนหน้าจะได้นำมาใช้กับฟุตบอลพรีเมียร์ลีก SAOT จะถูกนำมาทดลองใช้ก่อนในเกมฟุตบอลเอฟเอคัพ รอบ 5 (16 ทีม) ที่จะลงสนามชิงชัยกันในสุดสัปดาห์นี้
ดังนั้นเพื่อช่วยกันทวนความจำสักหน่อย (คนเขียนก็เริ่มลืม) มาทำความรู้จัก เซย์ไฮกับระบบช่วยตัดสินที่น่าจะทำให้เกมฟุตบอลเมืองผู้ดีอลวนน้อยลงกันอีกสักครั้งนะ
SAOT คืออะไร?
ระบบ SAOT (ไม่แนะนำให้อ่านว่า สะ-โอต) คือเครื่องมือใหม่สำหรับผู้ตัดสินวิดีโอหรือ ‘VAR’
เครื่องมือนี้จะช่วยจับภาพจังหวะการล้ำหน้าอัตโนมัติ ด้วยการประมวลภาพ 3 มิติออกมาพร้อม ‘ตีเส้น’ ให้เห็นกันชัดๆ ว่าจังหวะที่เกิดขึ้นเป็นลูกล้ำหน้าหรือไม่
หรือพูดง่ายๆ คือผู้ตัดสิน VAR ไม่ต้องมาคอยตีเส้นเองให้เป็นที่ถกเถียงกันว่าตีเส้นตรงหรือเหลื่อมกับจังหวะบอลออกจากเท้า หรือตีเส้นเหลื่อมเยอะไปน้อยไปให้เป็นข้อครหาอีกต่อไป เพราะ SAOT จะทำทุกอย่างให้โดยอัตโนมัติ และไม่ต้องใช้คนมากมายวุ่นวายอะไรอีก
เพียงแต่ SAOT จะไม่ตัดสินเองว่าจังหวะนี้ล้ำหน้าหรือไม่ล้ำ เพราะคนที่จะดูและใช้ดุลยพินิจเป็นคนสุดท้ายคือผู้ตัดสิน VAR ซึ่งจะ “ยืนยันหรือให้คำแนะนำในการเปลี่ยนคำตัดสินของผู้ตัดสินและผู้ช่วยผู้ตัดสิน (ไลน์แมน) ในสนาม”
SAOT ทำงานอย่างไร?
SAOT ทำงานผ่านกล้อง 30 ตัวที่ติดตั้งทั่วสนามระดับพรีเมียร์ลีกซึ่งกล้องแต่ละตัวจะจับฟุตเทจด้วยเฟรมเรตที่มากกว่ากล้องถ่ายทอดสดทั่วไปถึง 2 เท่า
หรือ 100 เฟรมต่อวินาที!
จำนวนกล้องเหล่านี้จะติดตามจับภาพผู้เล่นแต่ละคนมากถึง 10,000 จุดในบริเวณร่างกายของผู้เล่น 22 คนในสนาม ทำให้ตรวจจับความเคลื่อนไหวของทุกคนได้ในจุดที่บอลออกจากเท้า (Kick-point) ได้อย่างแม่นยำ
ทั้งนี้ ความก้าวหน้าของระบบ SAOT สำหรับพรีเมียร์ลีก (ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้การพัฒนาและทดสอบล่าช้ากินระยะเวลาร่วมครึ่งปีหรือไม่) คือการที่ระบบนี้ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาชิปประมวลผลที่จะถูกฝังในลูกฟุตบอลเหมือนครั้งที่ FIFA ได้เริ่มนำระบบนี้มาใช้ในฟุตบอลโลก 2022
SAOT จะช่วยให้การตัดสินแม่นยำขึ้น?
แต่สิ่งที่ควรรู้คือความคาดหวังต่อการนำระบบ SAOT มาใช้จริงๆ แล้วหัวใจหลักไม่ใช่เรื่องของความแม่นยำ (Accuracy)
อนุญาตให้ “อ้าว…” ได้
ในทางเทคนิคแล้วพรีเมียร์ลีกไม่ได้คาดหวังเรื่องของความแม่นยำในการตัดสินลูกล้ำหน้าด้วย VAR ซึ่งตามข้อมูลของ FA แล้วการตัดสินล้ำหน้าด้วย VAR ในฤดูกาล 2024/25 นี้ความแม่นยำอยู่ที่ 100% (อนุญาตให้อ้าว…ได้อีกที)
สิ่งที่พรีเมียร์ลีกและเอฟเอคาดหวังจาก SAOT คือเรื่องของความเร็ว การใช้ระยะเวลาที่น้อยลงจากที่ผ่านมาโดนวิจารณ์ว่าลากเส้นล้ำหน้าหาข้อสรุปในการตัดสินกันนานเกินไป
ความคาดหวังคือ SAOT จะสามารถช่วยลดระยะเวลาการตัดสินจังหวะก้ำกึ่งแบบนี้ที่เคยต้องหยุดเกมและลากเส้นกันวุ่นวายเฉลี่ย 31 วินาทีต่อเหตุการณ์ ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้มาก แต่สำหรับเกมฟุตบอลจริงๆ แล้วหากมีจังหวะล้ำหน้าที่ต้องตัดสินด้วย VAR มากกว่า 3-4 ครั้งต่อเกมก็กินระยะเวลาหลายนาทีแล้ว (บางครั้งเหตุการณ์เดียวตีเส้นกันนานกว่า 3-4 นาทีด้วย)
แล้วแบบนี้จะกระทบกับ VAR ไหม?
อย่างที่บอกว่าระบบนี้เป็นระบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automatd) ซึ่งยังต้องการคำสั่งจากมนุษย์อย่าง VAR ในการยืนยันคำตัดสินหรือตรวจสอบจุดเกิดเหตุอยู่ดีว่าระบบคำนวณและประมวลผลมาถูกต้องหรือไม่
ฟุตบอลเป็นเกมที่ยากและซับซ้อน บางจังหวะระบบอาจจะตีความไม่ถูกต้องทั้งหมด เช่น จังหวะที่ผู้เล่นฝ่ายรุกอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าแต่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ โดยระบบจะเห็นเป็นคนล้ำหน้าอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติไม่ถือเป็นการล้ำหน้า เป็นต้น
นอกจากนี้ VAR ยังคงรักษาหน้าที่สำรองในกรณีที่ SAOT วาดเส้นไม่ถูกต้องหรือล้มเหลว หรืออาจจะมีจังหวะที่ระบบประมวลผลไม่ได้เพราะมุมกล้องถูกบังซึ่งเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น หรือกรณีที่เรียกว่า Edge Cases ซึ่งต้องการความแม่นยำในการตัดสินระดับยิบตา
VAR จึงยังสำคัญอยู่ แค่ได้เครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพมาช่วยทำให้งานง่ายขึ้นเท่านั้น
เราจะได้เห็น SAOT ในเกมไหนบ้าง?
ในเกมเอฟเอคัพ รอบ 5 สุดสัปดาห์นี้ โดยเกมที่จะมีการประเดิมใช้ SAOT ได้แก่
แอสตัน วิลลา vs. คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้
คริสตัล พาเลซ vs. มิลล์วอลล์
บอร์นมัธ vs. วูล์ฟส
แมนฯ ซิตี้ vs. พลีมัธ อาไกล์
นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด vs. ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน
แมนฯ ยูไนเต็ด vs. ฟูแลม
น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ vs. อิปสวิช ทาวน์
หรือพูดง่ายๆ คือ 7 สนามของสโมสรระดับพรีเมียร์ลีกมีการติดตั้งพร้อมทดสอบการใช้งานจริงแล้ว มีเพียงแค่เกมเดียวระหว่าง เปรสตัน นอร์ธ เอนด์ กับเบิร์นลีย์ ที่สนามดีปเดล ยังไม่มีการติดตั้งระบบนี้
โดยที่หลังจากนี้ SAOT จะถูกนำมาใช้ในเกมพรีเมียร์ลีกตั้งแต่เดือนเมษายน 2024 เป็นต้นไป โดยสโมสรทั้ง 20 แห่งได้โหวตเห็นชอบอนุญาตให้นำมาใช้ได้แล้ว หลังจากที่ล่าช้ามาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีกลาย
อาจจะช้าหน่อยเพราะตามหลังเซเรียอา อิตาลี ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2023 และลาลีกา ที่เริ่มใช้ตั้งแต่เปิดฤดูกาลนี้เป็นต้นมา แต่อย่างน้อยมาช้าก็ดีกว่าไม่มา
ที่เหลือคือการพิสูจน์กันว่าระบบนี้จะช่วยให้การตัดสินมันดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็นไหม และรอคอยกันมายาวนานไหม
อ้างอิง: