สงครามยูเครนกำลังกลายเป็นจุดตัดสำคัญของยุคระเบียบโลกใหม่ เหมือนเมื่อครั้งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกร่วมกันกำหนดกฎกติการะหว่างประเทศที่ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจัยสำคัญคือการมาของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่กำลังนำพาสหรัฐฯ ถอยห่างจากสถาบันระหว่างประเทศที่พวกเขาร่วมสร้างขึ้น และละทิ้งคุณค่าแบบอเมริกันอันเป็นพื้นฐานของระเบียบโลกเดิม อีกปัจจัยคือการผงาดขึ้นมาของขั้วอำนาจต่างๆ ที่มีส่วนกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก
การที่สหรัฐฯ โหวตไปในทางเดียวกับรัสเซีย และเกาหลีเหนือ ในการคัดค้านร่างมติ UN ที่ต้องการให้ลดระดับความรุนแรง ยุติการสู้รบโดยเร็ว และยุติสงครามกับยูเครนอย่างสันติ เนื่องในโอกาสครบ 3 ปีสงครามรัสเซีย-ยูเครนนั้น เป็นอีกเครื่องยืนยันว่าสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์ 2.0 ไม่ใช่สหรัฐฯ ที่เรารู้จักอีกต่อไป
มองระเบียบโลกใหม่ผ่านมติ UN และสงครามยูเครน
รศ. ดร.ปิติ ศรีแสงนาม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองกรณีการลงมติของสหรัฐฯ สะท้อนระเบียบโลกใหม่ว่า รัฐที่มีอำนาจเหนือกว่าสามารถละเมิดอธิปไตยเข้ายึดครองดินแดนของประเทศที่มีพลังอำนาจอ่อนด้อยกว่าได้ หากการยึดครองนั้นสอดคล้องกับผลประโยชน์ ตัวอย่างเช่น กรณียูเครน ที่เวลานี้สหรัฐฯ ไม่ประณามการรุกรานของรัสเซีย แถมยังเรียกร้องทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะแร่แรร์เอิร์ธจากยูเครนเพื่อแลกเปลี่ยนกับเงินที่สหรัฐฯ เสียไปกับการช่วยยูเครนรบ
อีกตัวอย่างคือทรัมป์พูดในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอลไปเยือนสหรัฐฯ ว่า สหรัฐฯ จะยึดครองกาซา และต้องการให้ชาวปาเลสไตน์ย้ายไปอยู่ที่อื่น ซึ่งสะท้อนว่าหลักการ Two State Solution หรือสองรัฐอยู่เคียงคู่กันระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ไม่มีความหมายอีกต่อไปสำหรับทรัมป์
ระเบียบโลกอีกมิติที่ ดร.ปิติ กล่าวถึงคือการมองเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบบทรัมป์ ที่จะดูเพียงตัวเลขขาดดุลและเกินดุลเป็นหลัก ซึ่งผลประโยชน์นี้จะเป็นกลไกขับเคลื่อนมิติความมั่นคง สงครามการค้า สงครามเศรษฐกิจ และสงครามในสนามรบจริง โดยจะเป็นเครื่องมือในการต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
ระเบียบโลกใหม่ หรือ ‘ถูกบั่นทอน‘
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานศูนย์นโยบายยุทธศาสตร์ (CSP) มองว่าการที่สหรัฐฯ โหวตค้านร่างมติ UN อาจเป็นเจตนาของทรัมป์ที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการบางอย่าง
ระเบียบโลกเดิมเป็นระเบียบที่มหาอำนาจมีความได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยสหรัฐฯ และชาติตะวันตก ดังนั้นกติกาต่างๆ จึงสอดคล้องกับค่านิยมหรือผลประโยชน์ของประเทศเหล่านี้
แต่การเข้ามาของทรัมป์เป็นตัวเร่งให้เกิดการบั่นทอนของระเบียบโลกเดิม ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไปมาก มีขั้วอำนาจมากขึ้น แม้สหรัฐฯ จะยังเป็นขั้วอำนาจที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็มีจีน อินเดีย ผงาดขึ้นมา หรือแม้แต่แอฟริกาใต้ หรือบราซิล ซึ่งควรจะมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดความเป็นไปของระเบียบโลก
จะเห็นว่าสถาบันระหว่างประเทศที่สำคัญยังคงอยู่ในมือของประเทศเพียงไม่กี่ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศตะวันตก ยกตัวอย่างเช่นคณะมนตรีความมั่นคงถาวรของสหประชาชาติยังเป็น 5 ประเทศหน้าเดิม ทั้งที่ปัจจุบันควรมีหลายประเทศที่เข้ามามีบทบาทรับผิดชอบในเรื่องของความมั่นคงระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีเวิลด์แบงก์ ที่ตำแหน่งประธานจะเป็นคนอเมริกันเสมอ หรือ IMF ที่ผู้อำนวยการเป็นชาวยุโรปตลอด ซึ่งสีหศักดิ์มองว่าระบบนี้ล้าหลัง เพราะอำนาจการตัดสินใจยังอยู่ที่ประเทศดั้งเดิม
โลกวันนี้เปลี่ยนไปเป็นโลกหลายขั้ว ประเทศด้อยพัฒนาปัจจุบันก็ไม่ใช่ประเทศด้อยพัฒนาเหมือนก่อน อย่างเช่นอาเซียนก็กลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของภูมิภาค ดังนั้นประเทศเหล่านี้จึงควรมีสิทธิ์มีเสียงมากขึ้น
สีหศักดิ์มองว่า โลกขั้วใต้หรือ Emerging Market ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก กำลังถูกปิดกั้นไม่ให้มีบทบาทในการกำหนดความเป็นไปของระเบียบโลก
ในอดีตศูนย์กลางของโลกอยู่ที่ตะวันตก ปัจจุบันย้ายมาเอเชีย เป็นศตวรรษของเอเชีย มีมหาอำนาจระดับรองเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นสีหศักดิ์จึงชี้ว่าระเบียบโลกจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง โดยมีขั้วอำนาจอื่นๆ เข้ามามีส่วนร่วม แต่เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนได้ จึงถูกบั่นทอน กลายเป็นโลกที่แบ่งแยกแตกเป็นเสี่ยงเสี้ยว โดยมีทรัมป์เป็นตัวเร่งให้ระเบียบโลกเกิดความปั่นป่วนมากขึ้น
ความเคลื่อนไหวในช่วงหลังของทรัมป์ส่วนหนึ่งก็สะท้อนความไม่พอใจของเขาที่มีต่อระเบียบโลกปัจจุบัน ซึ่งทรัมป์มองว่าทำให้สหรัฐฯ โดนเอารัดเอาเปรียบ แต่สีหศักดิ์มองว่าประเทศที่ควรไม่พอใจคือบรรดาประเทศกำลังพัฒนามากกว่า เพราะในความเป็นจริงประเทศกำลังพัฒนาถูกเอาเปรียบมากเพราะไม่ค่อยมีสิทธิ์มีเสียงในระเบียบโลกมากนัก
“หลังสงครามเย็นสิ้นสุด ควรมีการวางระบบความมั่นคงใหม่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม โดยเป็นระบบที่ไม่ยึดโยงกับสงครามเย็น แต่เป็นการหาทางดึงทุกฝ่ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบ” สีหศักดิ์กล่าว
ไทยโหวตหนุนร่างมติ UN ถูกต้องไหม
ดร.ปิติ กล่าวว่า หากมองรายละเอียดร่างมติ UN ฉบับนี้ จะเห็นว่ามี 3 ข้อคือ เรียกร้องให้ลดระดับความรุนแรง ยุติการสู้รบโดยเร็ว และยุติสงครามกับยูเครนโดยสันติ ซึ่งทั้ง 3 ข้อ เป็นหลักการที่ทั้งไทยและทั้งโลกต้องสนับสนุน
ถึงแม้ทรัมป์จะต้องการให้สงครามในยูเครนยุติ แต่ทรัมป์ต้องการให้เป็นไปแนวทางของเขา ไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาแบบสหประชาชาติ
ขณะที่ สีหศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยที่ถือเป็นประเทศขนาดกลาง เรื่องกติการะหว่างประเทศถือเป็นเรื่องที่สำคัญ
“อำนาจไม่ใช่เป็นสิ่งที่ถูกต้องในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” สีหศักดิ์ กล่าวเสริม
ภายใต้ระเบียบโลกที่เป็นอยู่ ไทยหรือประเทศอื่นๆ ที่มีสถานะเหมือนไทยจะได้รับผลกระทบ เพราะประเทศใหญ่อยากจะทำอะไรก็ทำได้ เพราะถือว่าเขามีอำนาจมากกว่า ดังนั้นการมีกฎหมายหรือกติการะหว่างประเทศจึงสำคัญ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ใช่ว่าประเทศใหญ่สามารถรังแกหรือเอาเปรียบประเทศเล็กได้ ซึ่งในหลักการถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่ไทยโหวตสนับสนุนข้อมตินี้ของ UN
สงครามยูเครน ‘จุดตัดสำคัญ’ สู่โลกใหม่?
การที่ประธานาธิบดี โวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครนเปรยว่าเขาพร้อมลาออก หากนำไปสู่สันติภาพได้ ตรงนี้สะท้อนว่าเราอาจกำลังมาถึงช่วงปลายของสงครามแล้ว เพราะนี่ถือเป็นท่าทีที่อ่อนที่สุดของเซเลนสกีนับตั้งแต่สงครามดำเนินมาครบ 3 ปีเต็มเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์
การยอมลาออกของเซเลนสกีสะท้อนอะไร?
ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มองว่า ยูเครนถูกสหรัฐฯ บีบ จนตกที่นั่งลำบาก เซเลนสกีพยายามทิ้งไพ่ใบสุดท้าย ซึ่งก็คือการยื่นเงื่อนไขว่าพร้อมลาออก หากแลกกับการที่ยูเครนได้เป็นสมาชิก NATO แต่สหรัฐฯ แสดงจุดยืนแล้วว่าไม่สนับสนุน
ขณะที่ ดร.ปิติ ชี้ว่าเซเลนสกีต้องการหาทางลงให้ตัวเอง เพราะตอนนี้เขาไม่เหลืออะไรให้ต่อรองแล้ว เนื่องจากตัวเองก็อยู่ครบวาระไปแล้ว จึงขาดความชอบธรรมในการอยู่ในอำนาจ ซึ่งเงื่อนไขของเซเลนสกีคือสามารถลงจากตำแหน่งได้ หากแลกหลักประกันความมั่นคงจากยุโรปได้ ส่วนการเป็นสมาชิก NATO น่าจะถูกปิดประตูไปแล้ว เนื่องจากสหรัฐฯ ไม่สนับสนุน
ก่อนหน้านี้ พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เคยส่งสัญญาณบนเวที Ukraine Defense Contact Group ระหว่างประชุมกลุ่ม NATO ที่บรัสเซลส์ โดยพูดถึง 4 เรื่องที่สะท้อนคุณค่าที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯ
- เรื่องแรก ยูเครนไม่มีทางกลับไปมีบูรณภาพแห่งดินแดนเหมือนก่อนปี 2014
- เรื่องที่ 2 การรับยูเครนเป็นสมาชิก NATO เป็นเรื่องยากลำบาก เพราะจะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่
- เรื่องที่ 3 หลักประกันความมั่นคงของยูเครนคือกองทัพยุโรป ที่ไม่มีกองทัพสหรัฐฯ และกองทัพ NATO ถ้ายุโรปจะรับประกันความมั่นคงก็อย่าทำในนาม NATO นอกจากนี้ยุโรปต้องขึ้นงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของ GDP เพื่อสร้างหลักประกันดังกล่าว
- เรื่องที่ 4 ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร Transatlantic หรือเป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับยุโรป จะไม่ใช่เรื่องสำคัญลำดับแรก (Priority) ของสหรัฐฯ อีกต่อไป
ดร.ปิติมองว่า Value ของสหรัฐฯ เปลี่ยนไปแล้ว โดยในที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ-รัสเซียที่ริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย มีการย้ำว่า หากยุติสงครามในยูเครนได้จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล ซึ่งอาจารย์มองว่า เวลานี้สหรัฐฯ สนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และละทิ้งคุณค่าต่างๆ เช่น เรื่องของบูรณภาพแห่งดินแดน หรือไม่สนทหารและประชาชนที่บาดเจ็บล้มตายในช่วง 3 ปีของสงคราม
จะเห็นว่าทรัมป์เข้ามาฉีกข้อตกลง Collective Security ที่จะให้หลักประกันความมั่นคงในยูเครน เหมือนกับที่หันหลังให้ข้อตกลงปารีส และองค์การอนามัยโลก และผละออกจากความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ
ยุโรปที่ ‘ถดถอย’ ไม่อยู่ในสมการ ‘สันติภาพ’
มีคำถามว่า เมื่อยุโรปถูกกันออกจากวงเจรจาสันติภาพสหรัฐฯ-รัสเซีย และวอชิงตันเลิกสนับสนุนเคียฟทำสงคราม ยุโรปจะเอาอย่างไรต่อ จะยังดึงดันรับยูเครนเป็นสมาชิก NATO ต่อหรือไม่
ดร.ปิติ เชื่อว่า NATO จำเป็นต้องฟังสหรัฐฯ เพราะลำพังสมาชิก NATO ยังไม่สามารถเพิ่มงบประมาณกลาโหมตามที่สหรัฐฯ ร้องขอเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงได้ และหากเกิดกรณีที่ประเทศใดประเทศหนึ่งถูกรัสเซียโจมตี ประเทศเหล่านี้ก็ยังต้องพึ่งพาสหรัฐฯ ในด้านการทหาร ดังนั้นเสียงของสหรัฐฯ จึงสำคัญ และจำเป็นต้องยอมทำตามสหรัฐฯ ในเรื่องยูเครน
เวลานี้ยุโรปยังขาดความเป็นเอกภาพในเรื่องยูเครน การประชุมซัมมิตที่ปารีสเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ไม่เกิดผลลัพธ์อะไรที่สำคัญ และต้องไปประชุมกันต่อในวันที่ 6 มีนาคม ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไป
สำหรับเยอรมนีที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล หลังพรรค CDU ชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล แม้ว่าที่ผู้นำคนใหม่จะมีแนวคิดสนับสนุนยูเครน แต่ด้วยปัญหาเศรษฐกิจภายในที่รุมเร้าและค่าใช้จ่ายที่เคยแบกรับผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ทำให้เยอรมนีไม่พร้อม เพราะเวลานี้พวกเขาไม่แข็งแกร่งเหมือนแต่ก่อน
ขณะที่ ดร.สุรชาติ กล่าวว่า รัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรค CDU น่าจะยังต้องจับมือกับขั้วรัฐบาลเดิมอย่าง SDP ซึ่งแกนนำยังเป็นสายกลาง คือเป็นการขยับจากกลางซ้าย มาเป็นกลางขวา ซึ่ง CDU ก็เปลี่ยนจุดยืนมาสนับสนุนยูเครนด้วย
อาจารย์มองว่า เยอรมนียังคงทิ้ง EU ไม่ได้ และต้องจับมือกับฝรั่งเศสและอังกฤษ เพราะเวลานี้สหรัฐฯ ไปอยู่กับรัสเซีย เป็นอาการกลับหัวกลับหางของความมั่นคงยุโรป และโลก ยุโรปกับสหรัฐฯ จะดำเนินนโยบายไปกันคนละทางมากขึ้น
“ยุโรปต้องจับมือกันมากขึ้น และแน่นขึ้น เพราะภัยคุกคามจากรัสเซียใหญ่ ยุโรปแบกรับเองหมดไม่ได้ เดิมมีสหรัฐฯ เป็นตัวช่วย ตอนนี้สหรัฐฯ เป็นตัวถ่วง” ดร.สุรชาติกล่าว
ยุโรปหันขวามากขึ้นส่งผลต่อระเบียบโลก?
ผลการเลือกตั้งเยอรมนียังสะท้อนอีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เพราะพรรคประชานิยมขวาจัดอย่างพรรค AfD ได้เป็นพรรคอันดับ 2 โดยได้คะแนนนิยมเพิ่มมากขึ้นในหมู่ประชาชนชาวเยอรมัน
ผศ. ดร.จันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจารย์ประจำสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักวิจัยประจำ German Institute for Global and Area Studies มองว่า การเลือกตั้งเยอรมนีครั้งนี้ สะท้อนว่า ประชาชนบางส่วนไม่เอาพรรคสายกลางแล้ว แต่อยากได้พรรคที่มีจุดยืนทางการเมืองชัดเจน
เมื่อยุโรปเผชิญวิกฤตการเงินตั้งแต่ปี 2008 ทำให้ผู้คนจำนวนมาก มองว่า เยอรมนีควรให้ความสำคัญกับประเทศตัวเอง ก่อนที่จะคิดถึงกลุ่ม ‘คนอื่น’ ซึ่งหมายรวมถึง ‘ผู้อพยพ’ ซึ่งพรรค AfD ตอบโจทย์ ด้วยจุดยืนและนโยบายชัดเจน เช่น มองที่ผลประโยชน์ของประเทศตนเองมาก่อน เหมือนกับแนวทางของทรัมป์ และ ‘ไม่เห็นด้วย’ กับนโยบายเปิดรับผู้อพยพ ทำให้สามารถกวาดคะแนนเสียงไปได้อย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่
ดร.จันจิรา กล่าวว่า โลกยุคหลังสงครามเย็น ที่เคยคิดว่าจะยึดถืออุดมการณ์ ‘เสรีประชาธิปไตย’ ตอนนี้ ‘ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว’ สิ่งที่เห็นจากแผนที่เลือกตั้งเยอรมนีสะท้อนการแบ่งชัดมากขึ้นระหว่างเยอรมนีตะวันออกและเยอรมนีตะวันตก ทำให้ภาพของกำแพงเบอร์ลินกลับมาอีกครั้ง เพราะพรรคขวาจัดกวาดคะแนนเสียงจากคนใน ‘เยอรมนีตะวันออก’ แทบทั้งหมด โดยกระแสฝ่ายขวานี้มีอยู่ใน ‘พื้นที่เก่าของโซเวียต’ เป็นพื้นที่ที่ ‘ผิดหวังในเสรีนิยม’
เมื่อมองในภาพรวมยุโรป ดร.จันจิรา มองว่าพลเมืองยุโรปเองก็มีแนวโน้มที่จะ ‘เอียงขวา’ เพิ่มมากขึ้น พรรคฝ่ายขวาในหลายประเทศชนะการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ดังเช่นในอิตาลีและฮังการี
“กระแสที่เกิดขึ้นคือ การปฏิเสธ ‘โลกที่มีแต่เสรีนิยมประชาธิปไตยอย่างเดียว’ ของสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯ ในยุคทรัมป์เองก็พยายาม ‘ต่อต้าน’ บทบาทของประชาธิปไตยนั้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นระเบียบโลกยุคหลังกำแพงเบอร์ลินล่มสลาย ได้เปลี่ยนไปแล้ว” ดร.จันจิรากล่าว
เช่นเดียวกับ ดร.ปิติ ที่มองว่า ยุโรปกำลังหันขวามากขึ้น ผลการเลือกตั้งในเยอรมนีที่พรรคแนวกลางขวาอย่าง CDU และพรรคขวาจัดอย่าง AfD ได้ที่ 1 และ 2 ก็สะท้อนปรากฏการณ์นี้ ซึ่งสิ่งนี้กระทบต่อระเบียบโลก เพราะเมื่อยุโรปหันขวามากขึ้น ความร่วมแรงร่วมใจของยุโรปหรือสิ่งที่เรียกว่า Concert of Europe ก็จะถดถอยลง
จีนร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่?
ท่ามกลางการถดถอยของยุโรป และการถูกลดบทบาทในการเจรจาสันติภาพยูเครน มีอีกประเทศที่โดดเด่นขึ้นมา นั่นคือ จีน ซึ่งได้รับการจับตาว่า อาจมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาช่วยฟื้นฟูยูเครนหลังสงคราม
ในบทความของ Nikkei Asia โดย คัตสึจิ นากาซาวะ ผู้เป็น Editorial Writer วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจว่า สีจิ้นผิงมีความพยายามที่จะเข้ามาร่วมวงเจรจาระดับผู้นำกับทรัมป์และปูติน ในลักษณะ Yalta ซึ่งเป็นการประชุมสามฝ่ายระหว่าง วินสตัน เชอร์ชิลล์ ของอังกฤษ, แฟรงคลิน ดี.โรสเวลต์ ของสหรัฐฯ และโจเซฟ สตาลิน ของสหภาพโซเวียต ซึ่งมีนัยสำคัญต่อการกำหนดระเบียบโลกหลังสงครามครั้งที่ 2 และปูทางไปสู่การจัดตั้งองค์การสหประชาชาติในเวลาต่อมา
บทวิเคราะห์ของนากาซาวะระบุว่า จีนมองว่า บทบาทการรักษาสันติภาพในยูเครนเป็นก้าวสำคัญสู่ระเบียบโลกใหม่ และการมีส่วนร่วมช่วยยุติสงครามในยูเครนก็อาจกำหนดว่า ใครจะเป็นผู้ควบคุมระเบียบโลกใหม่
ด้านสีหศักดิ์มองว่า ระเบียบโลกใหม่จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการปรับความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจ จีนก้าวขึ้นมามีความทัดเทียมกับสหรัฐฯ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการทหาร ถ้าสหรัฐฯ และจีนร่วมมือกันในการนำสันติภาพมาสู่ยูเครนได้ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี
ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนไม่ควรเป็นความสัมพันธ์แบบ Zero sum game เหมือนสมัยสงครามเย็นที่เกิดการแข่งระหว่างสหรัฐฯ และโซเวียต โดยที่อีกฝ่ายต้องมุ่งทำลายอีกฝ่าย ปัจจุบันแม้สหรัฐฯ กับจีนจะแข่งขันกัน แต่ทั้งคู่ก็ยังอยู่ในระบบเศรษฐกิจเดียวกัน จำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน
ส่วนประเด็นการทูตระหว่างผู้นำสามมหาอำนาจนั้น สีหศักดิ์มองว่า เป็นแนวคิดของทรัมป์ที่มองว่า หากทำข้อตกลงแล้วเป็นประโยชน์กับสหรัฐฯ เขาก็จะทำ ทรัมป์ไม่ชอบสงคราม หากเขาพอใจในเงื่อนไข ไม่ว่าจะเป็นการดีลกับผู้นำจีนหรือรัสเซีย ทรัมป์ก็พร้อมทำ แต่สีหศักดิ์มองว่า ตรงนี้อาจทำให้เกิดปัญหากับบางประเทศเช่นในยุโรปที่เริ่มเดือดร้อน เพราะสหรัฐฯ ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์ด้านความมั่นคงอีกต่อไป
ในบทวิเคราะห์ของ ผศ. ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า สหรัฐฯ จะไม่รับบทเป็นตำรวจโลก นักบุญโลก หรือผู้พิทักษ์คุณธรรมโลกอีกต่อไป โดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ย้ำจุดยืนนี้ระหว่างให้สัมภาษณ์ เมกิน เคลลี นักข่าวหญิงชื่อดังชาวอเมริกัน ว่า ปัจจุบัน ‘สิ้นสุด’ ยุคการนำเดี่ยวของสหรัฐฯ เรียบร้อยแล้ว และเข้าสู่ ‘ยุคหลายขั้วอำนาจ’ (Multipolar World) ซึ่งสหรัฐฯ จะต้องใช้นโยบายปฏิบัตินิยม (Pragmatism) โดยหัวใจสำคัญคือ มหาอำนาจอื่นต้องไม่มาท้าทายผลประโยชน์ของสหรัฐฯ
ขณะที่ ดร.จันจิรา ชี้ว่า โลกที่กำลังเป็นอยู่ หลังจากสหรัฐฯ ถอยออกจาก ‘บทบาทผู้นำโลกแบบฉายเดี่ยว’ ไม่ใช่ โลกยุคสงครามเย็นที่แบ่งขั้ว แบ่งค่ายเป็นสองฝั่ง แต่คือกลับไปสิ่งที่คล้ายกับ ‘Congress of Vienna’ ของยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษ 20
ซึ่งในโลกช่วงนั้นคือ การหาสมดุลทางอำนาจของกลุ่มมหาอำนาจที่มีมากกว่าสองกลุ่ม เมื่อใดที่สมดุลนี้เอียงหรือเขวไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดสงครามใหญ่ในโลก แต่ถ้าจัดการสมดุลแห่งอำนาจนี้ได้ดี กลุ่มมหาอำนาจก็สามารถอยู่ร่วมกันได้
ดร.จันจิรา ระบุว่า ไม่ว่าโลกหลังจากนี้ จะมีหน้าตาเป็นฝาแฝดกับ Congress of Vienna หรือมีลักษณะเป็นแบบผสม (Hybrid) แต่ที่แน่ๆ คือ ระเบียบโลกใบเก่าได้สลายจากเราไปแล้ว
ระเบียบโลกใหม่ที่มีหลายขั้วอำนาจ ไทยควรดำเนินนโยบายอย่างไร
สีหศักดิ์ให้ความสำคัญกับอาเซียนที่จะเป็นพลังต่อรองสำคัญในระเบียบโลกที่กำลังเปลี่ยนไปนี้
สีหศักดิ์กล่าวว่า ถ้าอาเซียนร่วมมือกันได้ก็จะเกิดพลังในการดำเนินความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ ซึ่งปัจจุบันถือว่าจำเป็นมาก เพราะอาเซียนไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนเดิม หลังจากขยายสมาชิกจาก 6 เป็น 10 ประเทศ ทำให้ปัญหาความแตกต่างมีมากขึ้น เช่น ระบบการเมือง เศรษฐกิจ หรือการมองยุทธศาสตร์ความมั่นคงก็ไม่เหมือนกัน
“หากเราไม่ร่วมมือกัน ก็จะเกิดช่องว่างให้มหาอำนาจเข้ามาแข่งขันในภูมิภาคนี้ได้ หรือเราจะเกิดความเสียเปรียบในการดำเนินความสัมพันธ์กับมหาอำนาจ” สีหศักดิ์ กล่าว
“การมาของทรัมป์ ไทยจะตั้งรับอย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องเตรียมพร้อมในเชิงรุกด้วย ซึ่งก็คือ การทำให้เรามีอำนาจต่อรองมากขึ้น เพราะการดีลกับทรัมป์ สิ่งสำคัญที่สุดคืออำนาจในการต่อรอง ทรัมป์ไม่ได้มุ่งหวังการแก้ปัญหาการค้าอย่างเดียว แต่เขามุ่งหวังที่จะนำเรื่องมาตรการกำแพงภาษีมาเป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรอง”
สีหศักดิ์กล่าวต่อว่า ไทยควรหาทางไปปรากฏตัวที่วอชิงตันเพื่อเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯ ในเชิงรุก เพราะในเรื่องนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัมป์เพียงคนเดียว แต่ยังมีที่ปรึกษาจากกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม นอกจากนี้ทรัมป์ก็ต้องฟังรัฐสภาด้วย เราควรทำให้สหรัฐฯ เห็นว่าไทยมีความสำคัญอย่างไร และอาเซียนสำคัญอย่างไร เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
อีกสิ่งที่สำคัญคือการเพิ่มบทบาทของไทยในประเด็นเมียนมา ซึ่งจะทำให้เรามีน้ำหนักมากขึ้นในเวทีอาเซียน และจะส่งผลให้อาเซียนมีพลังมากขึ้นด้วย เพราะที่ผ่านมาอาเซียนไม่มีบทบาทในเรื่องเมียนมาเลย
ในด้านเศรษฐกิจ อาเซียนควรรวมตัวกันทางเศรษฐกิจมากกว่านี้ ท่ามกลางการค้าโลกที่ชะงักงันและเกิดความไม่แน่นอนขึ้น เราควรสร้างความเข้มแข็งของซัพพลายเชนในภูมิภาคด้วย
ขณะเดียวกันไทยควรเพิ่มความหลากหลายของตลาดมากขึ้น ไม่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ หรือจีนมากเกินไป แม้ทั้งสองประเทศจะยังเป็นตลาดที่สำคัญ ไทยต้องกระจายความเสี่ยง เพราะหากสหรัฐฯ กับจีนมีปัญหา สินค้าของจีนก็จะทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น นอกจากนี้ไทยก็ควรระวังเรื่องการลงทุนที่ไม่มีมูลค่าเพิ่มจากจีน ที่อาจทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นทางผ่านสำหรับสินค้าจีน ซึ่งก็อาจถูกสหรัฐฯ เพ่งเล็งได้
ไทยควรมองไปยังภูมิภาคอื่นด้วยทั้งในด้านการค้าและการลงทุน เช่น ตะวันออกกลางที่ต้องการการลงทุนใหม่ๆ และกำลังมองมาที่เอเชีย หรือแอฟริกา ซึ่งเป็นตลาดที่ไทยควรให้ความสำคัญมากขึ้น
ขณะที่ ดร.ปิติ ให้ความเห็นว่า ไทยยังควรยึดแนวทางการทูต ‘แบบไผ่ลู่ลม’ โดยยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และจำเป็นต้องเพิ่มความร่วมมือกับอาเซียนในทุกมิติ เพราะอาเซียนคืออำนาจต่อรองของไทย
ส่วนกรณีของยูเครน ไทยควรนำมาถอดบทเรียน อาจารย์ชี้ว่า ยูเครนอยู่ในทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ อยู่ในรอยต่อของทะเลอาซอฟ ทะเลดำ และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไทยก็ตั้งอยู่บริเวณรอยต่อของมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งในทางยุทธศาสตร์ พื้นที่อย่างยูเครนมักจะถูกแทรกแซงง่าย อาจารย์มองว่าในอดีตเราไม่เห็นผู้นำยูเครนที่ทำเพื่อประชาชนยูเครนอย่างแท้จริง หรือไม่มีผู้นำที่ลุกขึ้นมารักษาผลประโยชน์ของชาติ เพราะเป็นการสลับกันขึ้นมามีอำนาจของผู้นำที่โปรรัสเซียกับโปรตะวันตก ซึ่งการที่ผู้นำไม่รักษาผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก แต่เป็นการรักษาประโยชน์ของผู้นำ ของครอบครัว หรือของพวกพ้อง ทำให้ยูเครนมาถึงจุดนี้
อาจารย์มองว่าไทยก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกแทรกแซงหรือถูกท้าทายจากภายนอกได้ หากไทยอ่อนแอ หรือเกิดปัญหาภายใน
ไม่ว่าระเบียบโลกที่เป็นอยู่จะเป็นระเบียบใหม่หรือเป็นระเบียบเดิมที่ถูกบั่นทอน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่ไม่ใช่ระเบียบที่เราคุ้นเคยอีกต่อไป ภายใต้โลกบริบทใหม่ที่มีขั้วอำนาจเกิดใหม่ขึ้นมาท้าทายขั้วอำนาจเก่าและโลกที่มีแนวโน้มหันขวามากขึ้นจากแรงบีบคั้นของระเบียบเดิม นี่คือโจทย์ใหม่ของไทยกับการเดิมเกมเชิงรุกเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน
ภาพ: Reuters, Shutterstock