×

5 แนวร่วมบุคลากรทางการแพทย์ ยื่นหนังสือต่อตัวแทน สธ. เรียกร้องความโปร่งใสกระจาย Pfizer ให้ด่านหน้า

โดย THE STANDARD TEAM
30.07.2021

วันนี้ (30 กรกฎาคม) ที่กระทรวงสาธารณสุข แนวร่วมบุคลากรทางการแพทย์ ได้แก่ หมอไม่ทน, ภาคีบุคลากรสาธารณสุข, Nurses Connect, DNA บุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัคร และสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแพทย์นานาชาติแห่งประเทศไทย (IFMSA Thailand) เข้ายื่นหนังสือต่อตัวแทนกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเรียกร้องให้เกิดความโปร่งใสในการกระจายวัคซีน Pfizer ที่เข้ามาในวันนี้ 

 

ด้าน นพ.ปุณณพัฒน์ ทวีพรภูริพงศ์ ตัวแทนเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์กล่าวถึงข้อเรียกร้องที่ต้องการให้กระทรวงสาธารณสุขปฏิบัติ 4 ข้อคือ

 

  1. นำวัคซีน mRNA มาเป็นวัคซีนหลักให้ประชาชนคนไทยทุกคน

 

  1. ชี้แจงและเปิดเผยข้อมูลว่ามีบุคลากรได้รับวัคซีน AstraZeneca เป็นบูสเตอร์โดสจำนวนเท่าใด และยังเหลือบุคลากรที่ยืนยันจะรับ Pfizer เป็นจำนวนเท่าใด 

 

  1. นำข้อมูลสำคัญที่จะพิสูจน์ความโปร่งใสกลับมาบรรจุในระบบ Cold-chain tracking นั่นคือเส้นทางการกระจายวัคซีน โดยระบุยี่ห้อและล็อตต่างๆ ของวัคซีน และเปิดให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย เพื่อแสดงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชนและให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการก้าวข้ามวิกฤต

 

  1. มีความชัดเจนในการสื่อสารข้อมูลต่างๆ แก่ประชาชน ด้วยการรายงานความคืบหน้าในการจัดสรรวัคซีนพร้อมหลักฐานยืนยันอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและความไม่มั่นใจ โดยข้อมูลที่สื่อสารจากแต่ละแผนกของหน่วยงานราชการ ควรเป็นข้อมูลที่สอดคล้องกัน 

 

นอกจากนี้เนื้อหาในหนังสือยังระบุว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด ภายในประเทศมีความรุนแรงมากขึ้น มีจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่มากกว่าวันละ 1 หมื่นรายและผู้เสียชีวิตสะสมมากกว่า 4 พันราย นับเป็นหนึ่งในวิกฤตทางสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยได้ประสบมา 

 

ณ เวลานี้บุคลากรสาธารณสุขทุกคนล้วนเหนื่อยล้าท่ามกลางภาระงานที่หนักหน่วงและเต็มไปด้วยความเสี่ยง บุคลากรจำนวนมากไม่อาจกลับบ้านเป็นระยะเวลาติดต่อกันหลายเดือน ด้วยกังวลว่าจะนำเชื้อโรคไปสู่ครอบครัว บุคลากรหลายท่านต้องขึ้นเวรติดต่อกันแม้ว่าจะตั้งครรภ์อยู่ หลายท่านติดเชื้อโควิดหรือแม้กระทั่งเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ เช่นเดียวกันกับประชาชนทุกท่านที่ล้วนตกอยู่ภายใต้ความลำบากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน 

 

แม้ว่าบุคลากรส่วนใหญ่จะได้รับวัคซีน Sinovac แล้วครบ 2 เข็ม แต่ทว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิดสายพันธุ์เดลตาทวีคูณมากขึ้น และมีหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าวัคชีน Sinovac นั้นมีประสิทธิภาพ ในการป้องกันการติดเชื้อสายพันธ์เดลตาน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับวัคซีนชนิดอื่น 

 

จากข้อมูลปัจจุบันในเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า บุคลากรติดเชื้อโควิด มากกว่า 2,000 ราย ขณะเดียวกัน บุคลากรอีกนับหมื่นรายต้องกักตัวเพื่อตรวจเชื้อช้ำ ซึ่งลดทอนอัตรากำลังในขณะที่ระบบต้องการบุคลากรมากที่สุด 

 

การประกาศของสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยล่าสุดวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ที่ระบุว่า สหรัฐอเมริกาจะบริจาควัคซีน Pfizer ให้กับประเทศไทยจำนวน 2.5 ล้านโดส โดยจะมีการนำเข้าล็อตแรกมากกว่า 1.5 ล้านโดสภายในเดือนนี้ และมีกลุ่มเป้าหมายคือบุคลากรด่านหน้าผู้สูงอายุ และผู้มีความเสี่ยงเป็นหลัก จึงเป็นเหมือนหลักประกันให้แก่บุคลากรด่านหน้าให้พอคลายความกังวลใจได้ว่าจะเสี่ยงติดเชื้อจากการทำงานน้อย 

 

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนและไม่ชัดเจนในการจัดสรรวัคซีนของกระทรวงสาธารณสุข รวมถึงเนื้อหาในเอกสารราชการหลายฉบับ ทำให้ประชาชน รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์เกิดความวิตกว่าการกระจายวัคซีนจะไม่เป็นไปตามความจำเป็น หรือว่าจำนวนวัคซีน Pfizer ที่ได้รับมาอาจไม่ถูกจัดสรรให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ต้องการ 

 

จึงขอวิงวอนให้ทางกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการจัดสรรวัคซีนเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มอย่างถี่ถ้วน จัดสรรวัคชีนอย่างยุติธรรมให้ผู้ที่สมควรได้รับ รวมถึงเปิดเผยแผนการ และจำนวนการจัดสรรวัคซีน Pfizer ในทุกขั้นตอน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่บุคลากรด่านหน้า ซึ่งกำลังรับศึกอย่างต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวันโดยไม่ทราบชะตากรรม เพื่อความโปร่งใสและการกระจายวัคซีนให้ถึงมือผู้ควรได้รับตามความเสี่ยงและความจำเป็น 

 

พร้อมกันนี้ทางตัวแทนได้แนบรายชื่อบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชน 62,000 รายชื่อที่ลงผ่านแคมเปญ change.org/vaccineWeTrust รวมทั้งที่แสดงพลังผ่าน #เก็บไฟเซอร์ไว้ให้ใคร 

 

ด้าน นพ.รุ่งเรือง กิจภาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวหลังรับหนังสือจากทางตัวแทนว่า กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญในปัญหาสุขภาพของบุคลากรทางการแพทย์ ช่วงเช้าวันนี้วัคซีน Pfizer ได้เดินทางถึงประเทศไทย การกระจายวัคซีนดังกล่าวจะเน้นที่กลุ่มแรกซึ่งเป็นภารกิจดูแลแพทย์ และพยาบาลที่เป็นบุคลากรด่านหน้า รวมไปทั้งเจ้าหน้าที่ทำงานในโรงพยาบาลทุกส่วน 

 

โดยยืนยันว่าการกระจายวัคซีนมีระบบที่ดีโปร่งใสตรวจสอบได้ คันแรกวัคซีนจำนวนไม่ต่ำกว่า 70 และจะถูกส่งต่อให้กับบุคลากรด้านหน้า และจัดลำดับความสำคัญลงมาเป็นกลุ่มที่ทำงานเสี่ยงกลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มผู้ตั้งครรภ์และกลุ่มที่มีโรคประจำตัวตามลำดับ

 

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณตัวแทนบุคลากรที่เดินทางมาเรียกร้องและเป็นเสียงสะท้อนให้กับบุคลากรท่านอื่นๆ โดยใช้วิธีสันติ ยืนยันว่าต้องให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการแพทย์ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่บุคลากรด่านหน้าติดเชื้อระบบสาธารณสุขก็จะเดินหน้าต่อไม่ได้ ทุกรายชื่อไม่มีการตกสำรวจ


READ MORE






Latest Stories