เหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชน เมื่อ 53 ปีที่แล้ว มีผลให้ผู้นำประเทศ 3 คนต้องออกนอกประเทศ นายสัญญ ธรรมศักดิ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี มีรัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาทำหน้าที่ต่อไป

อาจประมวลทัศนะของบุคคล ของนักวิชาการ และของสื่อต่อปรากฏการณ์ 16 ตุลาคม2516 ได้ดังนี้
1.ทัศนะที่เห็นว่า การต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 เป็นเพียงทำให้กระเบื้อง 3 แผ่นหลุดลอยไปจากหลังคา ส่วนตัวบ้านผุๆ โทรมๆ ยังคงอยู่ทั้งเสาเรือน คานรับ ข้างฝา ประตูหน้าต่างยังเหมือนเดิม มีการเลือกตั้งสลับกับการรัฐประหารตามมาอีกหลายครั้งในรอบ 50 ปีมานี้ แปลว่า 14 ตุลา ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างใดๆ นี่เป็นทัศนะหนึ่ง
ผมเห็นว่า คุณค่ายิ่งใหญ่ของ 14 ตุลา คือการเปิดเนื้อดินของพื้นที่สาธารณะที่ทำให้แมกไม้แห่งเสรีภาพนานาพรรณเติบโตและงอกงาม
อำนาจไม่อาจผูกขาดอยู่กับทหาร และชนชั้นนำจำนวนจำกัดได้อีกต่อไป แต่อำนาจได้ส่งผ่านไปสู่ประชาชนให้สามารถเข้ามามีบทบาทร่วมในชะตากรรมของประเทศได้
เห็นได้ว่า ประชาชนมีพลังอำนาจขึ้นมาได้ในทุกมิติ สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกกำหนดและประกันไว้ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ ที่ก่อให้เกิดโภชน์ผลสารพันตามมา
ใช่หรือไม่ว่า การปกครองส่วนภูมิภาคจำต้องให้พื้นที่และอำนาจต่อการปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่าน อบจ. เทศบาล และ อบต. ทั่วประเทศ ซึ่งตัวแทนมาจากประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง
การจัดตั้งสหภาพแรงงาน สิทธิของกรรมกร การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข การก่อเกิดองค์กรเอกชน (NGO) มากมายในหลายมิติ ทุกพื้นที่ในแผ่นดินไทย ล้วนเป็นผลพวงที่เกิดได้ด้วยการระเบิดใหญ่ของเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้นเอง
2.ทัศนะที่เห็นว่า นิสิตนักศึกษาในยุคนั้นถูกใช้เป็นเครื่องมือของทหารกลุ่มหนึ่งที่
ต้องการโค่นอำนาจของทหารอีกกลุ่มหนึ่ง
ขอแลกเปลี่ยนว่าในช่วงท้ายของเหตุการณ์ ที่นักศึกษาถูกตำรวจขวางกั้นเส้นทางกลับบ้านจนเกิดความรุนแรงข้างพระราชวังสวนจิตรลดา นำไปสู่การต่อสู้บนท้องถนนราชดำเนินตลอดสายนั้น ทำให้ทหารสองฝ่ายขัดแย้งกัน มีผลให้ฝ่ายอำนาจเก่าต้องพ้นไปจากอำนาจ เป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงแต่เกิดได้เพราะ ฝ่ายนักศึกษาไม่ยอมแพ้ หากแต่ได้ยืนหยัดสู้อย่างเด็ดเดี่ยว โดยไม่รู้และไม่สนใจว่าใครกลุ่มไหนจะมาชิงอำนาจจากกลุ่มไหน มันเป็นสถานการณ์ที่พ้นไปจากเจตนารมณ์ของฝ่ายนิสิตนักศึกษาและไม่อาจไปควบคุมใครให้ทำหรือไม่ให้ทำอะไรได้ อะไรจะเกิดขึ้นในช่วงนั้น จึงเป็นภววิสัยภายนอกโดยแท้
3.ทัศนะที่เห็นว่า นิสิตนักศึกามีวาระซ่อนเร้นในการเคลื่อนไหว
ถึงบัดนี้ 53 ปีแล้ว ไม่มีร่องรอยใดๆ ปรากฏถึงสิ่งที่เรียกว่าวาระซ่อนเร้น
หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่มีผู้นำนิสิตนักศึกษาคนใดได้รับบำเหน็จใดๆเลย ปรากฏการณ์น่าสนใจ ที่เห็นคือ นักศึกษาต้องไปทำหน้าที่ให้สัญญาณโบกรถ หยุดรถ บนท้องถนนแทนตำรวจจราจร เพราะตำรวจจราจรพากันหลบลี้หนีหน้ากันไปหมด หลายวันทีเดียวกว่าตำรวจจราจรจะคืนสู่การทำหน้าที่บนถนน
จึงพูดได้ว่า การต่อสู้ 14 ตุลาคม 2516 เป็นไปอย่างบริสุทธิ์ ปราศจากผลประโยชน์ตอบแทนส่วนตัวของใครคนใดเลย ไม่มีใครสนใจที่จะขึ้นไปสู่วงจรอำนาจ
4.ทัศนะที่เห็นว่า ฝ่ายนำการเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่เคลื่อนไหว แอบอิง
สถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะเห็นว่าขบวนแถวที่เคลื่อนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 13 ตุลาคม 2516 ตอนเที่ยง ตามด้วยนักศึกษาประชาชนหลายแสนคนในเวลานั้น ตรงแถวหน้ามีขบวนธงชาติและขบวนพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
ขอทำความเข้าใจว่า การจัดขบวนเป็นเช่นนั้นจริง ในยามสุ่มเสี่ยง นิสิตนักศึกษาประชาชนมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นพระบารมี เป็นที่พึ่งด้วยความจงรักภักดีอย่างจริงใจ กระทั่งในบางจังหวะของการเคลื่อนไหวท่ามกลางความสับสนอลหม่าน เพียงแต่กลุ่มนำบนเวทีที่อยู่กับไมโครโฟนพากันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนในบริเวณนั้น จะร่วมกันร้องอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน สถานการณ์ตึงเครียดขณะนั้น จะคลายตัวสู่ความสงบแบบฉับพลัน รวมไปถึงคุณูปการของพระองค์ท่านที่ทรงต้อนรับนักศึกษาที่ปะทะกับตำรวจและนักศึกษาได้เข้าไปพึ่งพระบารมีในรั้วของพระราชวัง
นี่คือพลานุภาพของล้นเกล้าฯของชาวไทย
5.ทัศนะที่เห็นว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 เป็นทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกวางไว้เป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดสถานการณ์ปั่นป่วนในบ้านเมือง
ทัศนะนี้ ผมเคยชี้ไว้แล้วว่า กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญเคลื่อนไหวเพื่อให้บ้านเมืองมีกติกานำไปสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนในการ กำหนดชะตากรรมของบ้านเมือง เหมือนที่ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในนามของนายเข้ม เย็นยิ่ง เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ใหญ่บ้านทำนุ เกียรติก้อง หมายถึง จอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อเรียกร้องให้หมู่บ้านไทยเจริญ มีกติกาหมู่บ้าน คือให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญนั้นเอง
ถ้าตำรวจไม่จับ 13 กบฏ รัฐธรรมนูญ ที่เดินแจกใบปลิว จับแล้ว เมื่อถูกประท้วง ถ้าทางการปล่อยตัว 13 คน ก็จะไม่เกิดปรากฏการณ์บานปลายกลายเป็นจลาจลบนท้องถนนราชดำเนิน เมื่อ 14-15 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ก็จะไม่จบลงอย่างที่เห็น
6.ทัศนะวีรชนเอกชน คือความเข้าใจว่า การเคลื่อนไหว 14 ตุลาคม 2516 เป็นผล
ยิ่งใหญ่ก็เพราะความสามารถของผู้นำนักศึกษาเพียงไม่กี่คน เช่น ธีรยุทธ บุญมี เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ผู้นำมีความสำคัญมากเป็นความจริง แต่ขบวนแถวยาวเหยียด นับแสนคนเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่มีลักษณะประวัติศาสตร์ครั้งนั้น จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีการประกอบส่วนจากพลังของผู้คนหลายภาคส่วน
นิสิตนักศึกษาหลายมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยครูทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมทั้งนักเรียนหลายโรงเรียน เข้ามาร่วมสมทบกันมากมาย แม่ค้าพ่อค้าพากันทำข้าวห่อ อาหารแห้ง และน้ำมาให้สื่อมวลชนที่รักความเป็นธรรม โดยเฉพาะสื่อหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งการตัดสินใจของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ที่พากันล็อคประตูห้องให้งดสอบ เพื่อเปิดทางให้นักศึกษาไปร่วมชุมนุมกัน บทเพลง บทกวี ละครที่ร้องเล่นบนเวที ล้วนแล้วแต่ประกอบส่วนสำคัญด้วยกันทั้งนั้น
ลำพังผู้นำนักศึกษาไม่กี่คน ไม่สามารถก่อเกิดมวลมหาประชาชนขนาดใหญ่อย่างนั้นได้แน่นอน
ใครจะเข้าใจต่อปรากฏการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อย่างไร ย่อมเป็นสิทธิของแต่ละคน แต่ละมุมมอง และจะตีความอย่างไร ก็สุดแต่อัธยาศัย ใครก็ห้ามใครไม่ได้ แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ยังดำรงอยู่เป็นแผ่นภาพ เป็นตัวหนังสือ เป็นภาพยนตร์ ที่สามารถตรวจสอบได้
53 ปี 14 ตุลาคม 2516 ในปีนี้จึงเป็นโอกาสแห่งการทบทวนประวัติศาสตร์
แม้ 53 ปีมานี้ จะมีรัฐประหารแทรกซ้อนขึ้นมาในบางจังหวะ แต่ก็จำต้องผ่อนปรนพื้นที่ให้แก่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่ม และการมีพลังต่อรองของประชาชนในระดับหนึ่ง
หากไม่มีเสรีภาพ ไฉนเลยจะมีหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่โลกยกย่อง ไฉนเลยจะมีพลังของผู้ใช้แรงงานสามารถมีสหภาพแรงงาน มีการเคลื่อนไหว เพื่อประโยชน์ของแรงงานได้ ไฉนเลยนักวิชาการจะมีพื้นที่พูดและเขียนได้อย่างเสรี ไฉนเลยผู้คนทุกกลุ่มอาชีพ จะสามารถรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองกับภาครัฐได้ ไฉนเลยสื่อมวลชน จะมีอิสระไม่ต้องขึ้นต่ออำนาจการเมืองและอำนาจทุนใดๆ
ใครจะประเมินอย่างไรก็สุดแต่อัธยาศัย
แต่เห็นได้ว่า ‘เสรีภาพ’ เป็นเนื้อนาบุญจาก 14 ตุลาคม 2516 ที่นำไปสู่พลังสร้างสรรค์ และพลังในการต่อรอง ในทุกปริมณฑลของสังคมไทย และประเทศไทย จากนี้ไปไม่ควรที่เผด็จการใดๆ จะคืนชีพมาแย่งชิงพื้นที่แห่งเสรีภาพไปจากประชาชนอีกต่อไป


