6 ปีก่อน อเล็กซานเดอร์ ซาช่า ซเวเรฟ ยืนอยู่บน อาเธอร์แอช สเตเดียม ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับเมื่อเช้ามืด (14 กันยายน) ที่ผ่านมาอย่างน่าประหลาด
ประเด็นสำคัญ
แต่วันนั้น เขานำ โดมินิค ธีม 2-0 เซตในรอบชิงฯ ยูเอสโอเพน 2020 เขามีโอกาสเสิร์ฟเพื่อคว้าแชมป์ และอยู่ห่างแกรนด์สแลมแรกในชีวิตเพียงไม่กี่แต้ม
แต่สุดท้ายทุกอย่างหลุดจากมือ เพราะในวันนั้น ซาช่าแพ้ใน 5 เซต และกล่าวทั้งน้ำตาระหว่างพิธีมอบรางวัลว่า เขาหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถนำโทรฟีใบนี้กลับบ้านไปได้
6 ปีต่อมา เขากลับมายืนที่เดิม แต่เพียงแต่เขาไม่ใช่ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ คนเดิมอีกต่อไป และนั่นทำให้ผลลัพธ์ในการแข่งขันไม่เหมือนเดิมเช่นกัน
ฝันร้ายปี 2020 สู่สถานการณ์เดิมที่ไม่เหมือนเดิม
รอบชิงชนะเลิศ ยูเอสโอเพน 2026 มีองค์ประกอบมากพอจะปลุกความทรงจำเลวร้ายกลับมาในค่ำคืนที่ผ่านมา เพราะหลังจากผ่านไป 2 เซต ซเวเรฟ นำ เบน เชลตัน 2 เซต เช่นกัน และภาพน่าจะทับซ้อนกันมากขึ้น เมื่อเขาเสียเซตที่ 3
กองเชียร์เกือบ 24,000 คนบนอัฒจันทร์ในอาเธอร์แอช เริ่มส่งเสียงเชียร์นักหวดเจ้าถิ่นดังขึ้นเรื่อยๆ หากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 2 หรือ 3 ปีก่อน คำถามคงเป็นว่า ซาช่าจะเริ่มคิดถึงอดีตหรือไม่
แต่เมื่อคืนที่ผ่านมาไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะในต้นเซตที่ 4 เขาเบรกเสิร์ฟ เชลตัน และค่อยๆ ปิดประตูการแข่งขันลงไปช้าๆ ในเซตนั้น เขาทำให้มันจบใน 4 เซต ด้วยสกอร์ 6-3, 7-6 ไทเบรก 7-2, 5-7 และ 6-2
หากได้ดูการแข่งขันจะเห็นชัดเจนว่าเขาไม่มีอาการกังวล ไม่มีการถอยกลับไปเล่นอย่างระมัดระวัง มีเพียงการกลับไปทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้องเท่านั้น
เฟรนช์โอเพน เปลี่ยนทุกอย่าง
ความแตกต่างสำคัญที่สุดอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพราะก่อนเข้าปี 2026 ซเวเรฟเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ประสบความสำเร็จที่สุดแห่งยุคโดยไม่มีแกรนด์สแลม
ซเวเรฟ คว้าเหรียญทองโอลิมปิก โตเกียว 2020 (แข่งในปี 2021), ATP ไฟนอลส์ และ มาสเตอร์ส 1000 อีกหลายรายการ พร้อมขึ้นไปยืนอยู่ในหัวแถวของนักเทนนิสชายบนทำเนียบการจัดอันดับทั้งที่ยังไม่เคยได้แกรนด์สแลม
อย่างไรก็ตาม เขาเคยแพ้รอบชิงแกรนด์แลมถึง 3 ครั้ง ดังนั้นคำถามเดียวในฐานะนักเทนนิสของเขา คือ “เขาจะคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้หรือไม่” เท่านั้น
แต่เมื่อเขาไปถึงจุดสูงสุดในโรลังด์ การ์รอสได้สำเร็จในปีนี้ สิ่งที่หายไปไม่ใช่เพียงเลขศูนย์ในช่องแกรนด์สแลม แต่มันคือภาระทางความคิดที่สะสมมาหลายปี
ซเวเรฟไม่ต้องพิสูจน์กับตัวเองอีกแล้วว่าเขาสามารถเป็นเจ้าของแชมป์แกรนด์สแลมได้ เพราะเขาเคยทำสำเร็จมาแล้ว และนั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างไม่ต้องสงสัย
ฟอร์มการเล่นที่รู้ว่าได้เลยว่าจะชนะ
การถอนตัวของยานนิก ซินเนอร์ ทำให้ ซาช่า ขึ้นไปยืนบนตำแหน่งมือวางสูงสุดในยูเอสโอเพนครั้งนี้ แต่ก็เป็นมือวางสูงสุดที่ไม่ได้โดนแสงส่องเท่าที่ควร
ในรอบแรกๆ แสงส่วนใหญ่ส่องไปหา คาร์ลอส อัลการาซ ที่เพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บ แต่หลังจากที่นักหวดสเปนตกรอบเพราะ เบน เชลตัน ทำให้นักหวดเจ้าถิ่นกลายเป็นโฮมทาวน์ฮีโร่ และถูกพูดถึงตลอดเส้นทางที่เหลือ
แต่ในรอบชิงฯ ซเวเรฟ ก็ลงเล่นอย่างคนที่มั่นใจกว่า แม้ว่าเชลตันจะมีทั้งพลัง, เกมเสิร์ฟ และลูกโฟร์แฮนด์สุดอันตราย รวมไปถึงยังได้เสียงเชียร์ดังสนั่นจากแฟนๆ ในสนาม ที่ต้องการเห็นแชมป์ชายชาวอเมริกันคนแรกนับตั้งแต่แอนดี ร็อดดิก ปี 2003
ถึงอย่างนั้น ซเวเรฟไม่ยอมให้บรรยากาศเหล่านั้นกำหนดรูปเกม ตั้งแต่เกมแรก เขากดดันนักหวดเจ้าถิ่นจนเสียดับเบิล ฟอลต์ ในเบรกพอยต์ และขึ้นนำทันที
จากนั้นก็ใช้เสิร์ฟแรกกับการเล่นแบ็กแฮนด์ที่แน่นอนควบคุมจังหวะการแรลลี ทำให้สองเซตแรก ซาช่าชนะถึง 39 จาก 42 แต้มเมื่อเล่นเสิร์ฟแรก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงถึง 92% มันไม่ใช่เพียงการเสิร์ฟหนัก แต่คือการใช้ลูกเสิร์ฟ เพื่อสร้างแต้มที่เหลือให้เล่นง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม เชลตันเริ่มตั้งหลักได้ในเซต 2 และลากการแข่งขันเข้าสู่ไทเบรก สำหรับ ซเวเรฟในอดีต นี่คือช่วงที่ความคิดอาจเริ่มทำงานมากเกินไป
แต่คราวนี้เขากลับเล่นแบบตรงกันข้าม เพราะซาช่าโจมตีเพื่อเอามินิเบรกก่อนตามด้วยการเล่นโฟร์แฮนด์ที่ดุดัน ไม่ทันไรสกอร์ในไทเบรกกลายเป็น 5-0 ก่อนที่สุดท้ายเขาปิดเกมชนะไทเบรกในเซตที่ 2 ไป 7-2
นี่คือหนึ่งในความแตกต่างสำคัญของซเวเรฟในปี 2026 เพราะแทนที่จะรอให้อีกฝ่ายผิดพลาดในแต้มสำคัญ เขาเริ่มเป็นคนสร้างผลลัพธ์ด้วยตัวเองมากขึ้น
ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่แค่ในหัว แต่อยู่ในวิธีเล่น
เป็นที่รู้กันในหมู่แฟนๆ ว่า ซเวเรฟเคยเดินทางไปยังราฟาเอล นาดาล อคาเดมี ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อหาคำตอบให้กับเกมการเล่นของตัวเอง
หนึ่งในบทเรียนสำคัญคือ เขาไม่สามารถยืนลึกหลังเบสไลน์แล้วเล่นเทนนิสอย่างอดทน เพื่อรอคู่แข่งเล่นพลาดอีกต่อไปแล้ว
การมาของเทนนิสในยุคของ อัลการาซ กับ ซินเนอร์ คือยุคที่เทนนิสเปลี่ยนผ่านไปสู่การเล่นเกมรุกและพยายามคุมเกมให้ได้เร็วที่สุดตั้งแต่ 4 ช็อตแรกของการแรลลี
หากต้องการต่อสู้กับ 2 ยอดนักเทนนิสที่ครองยุคสมัยนี้ เขาต้องกล้าเดินเข้าไปในคอร์ตมากขึ้น และภาพนั้นก็แสดงออกมาในเกมรอบชิงฯ กับเชลตันด้วย
แม้ ซเวเรฟจะเริ่มเรลลีจากด้านหลังเบสไลน์ แต่เขาก็ค่อยๆ ก้าวเข้าไปในคอร์ตทีละก้าวจนกลายเป็นฝ่ายคุมพื้นที่ นึ่คืออีก 1 ภาพการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนว่า เขาเปลี่ยนจากผู้เล่นที่ “รอ” กำลังกลายเป็นผู้เล่นที่ “เอา”
อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่ารอบชิงฯ ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ เพราะเชลตันเริ่มเล่นงานใส่เสิร์ฟที่ 2 ของซาช่าได้มากขึ้นในเซตที่ 3 และเมื่อถึงเกมที่นักหวดอเมริกันนำ 6-5 เขาใช้โฟร์แฮนด์สร้างแรงกดดันจนได้เบรกสำคัญ ปิดเซตไปด้วยสกอร์ 7-5
ณ จุดนั้นเสียงในอาเธอร์แอช สเตเดียม กลับมาระเบิดอีกครั้ง โมเมนตัมก็เหมือนจะกำลังเปลี่ยนแปลงไป แต่ ซเวเรฟในวัย 29 ปี เขาผ่านอะไรมามากพอที่จะไม่ได้ให้โมเมนตัมนั้นพัดพาเขาไป
เชลตันเปิดเซตที่ 4 ด้วยเกมเสิร์ฟที่ไม่นิ่งอย่างชัดเจน ไม่ว่ามันจะเป็นเพราะความประหม่า หรือประสบการณ์ที่ยังไม่มากพอในการรับมือกับเสียงเชียร์ที่กึกก้องก็ตาม แต่จุดอ่อนนั้นมากพอที่ซเวเรฟจะไม่ปล่อยผ่านไป เขาเบรกเสิร์ฟได้ทันที
นี่คือสิ่งที่นักหวดเยอรมันทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนได้สำเร็จ เขาอาจจะผิดหวังกับเซตก่อนหน้าที่เพิ่งเสียไป แต่ไม่ปล่อยให้มันตามมาถึงการเล่นแต้มต่อไป
สมาธิที่จดจ่อกับเกมจนลืมแม้แต่ชัยชนะ
ช่วงเวลาที่อธิบาย ซเวเรฟเวอร์ชันใหม่นี้ได้ดีที่สุดเกิดขึ้นในแต้มสุดท้าย หลังจากที่เชลตันรีเทิร์นออกไป เขาได้เกมเสิร์ฟของตัวเองแล้ว แต่กลับเดินถอยไปที่เบสไลน์ราวกับเตรียมเล่นแต้มต่อไป
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแมตช์จบแล้ว ทีมงานต้องบอกว่ามันจบแล้วและเขาคือแชมป์ยูเอสโอเพน เขาถึงจะรู้ตัว ออกจากภวังค์ และวิ่งไปจับมือกับเชลตัน
ซเวเรฟอธิบายหลังการแข่งขันว่า เขาอยู่ใน “โซน” จนไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง และลืมแม้กระทั่งสกอร์การแข่งขันไปชั่วขณะ
ภาพนั้นแทบตรงข้ามกับปี 2020 อย่างสมบูรณ์ เพราะครั้งนั้นสกอร์และความหมายของมันเคยหนักเกินไป จนเมื่อเขาแบกรับไม่ไหว เขาก็พังครืนลงในอาเธอร์แอช สเตเดียมในคราวนั้น แต่ในปี 2026 เขากลับจดจ่อกับแต้มตรงหน้าจนลืมไปเลยว่าตัวเองอยู่ห่างสถานะแชมป์เพียงแค่เดินไปรับมัน
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือ เมื่อประตูบานแรกเปิดออก ทุกอย่างตามมาเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะก่อนเฟรนช์โอเพน ซเวเรฟใช้เวลาทั้งอาชีพไล่ตามแกรนด์สแลมแรก
หลังจากนั้นเพียง 3 เดือน เขามีแกรนด์สแลม 2 รายการ และกลายเป็นหนึ่งในนักเทนนิสชายเพียงไม่กี่คนในยุคโอเพน ที่คว้าแกรนด์สแลม 2 รายการแรกในฤดูกาลเดียวกัน
เขายังผ่านเข้ารอบรองฯ ออสเตรเลียนโอเพน และเข้าชิงฯ วิมเบิลดัน ได้สำเร็จในปีนี้ พูดอีกแบบคือ ในปีนี้ผลงานที่แย่ที่สุดในแกรนด์สแลมของซาช่า คือการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศเป็นอย่างน้อยเลยทีเดียว
อัลการาซ กับ ซินเนอร์ คืออีกระดับที่ต้องก้าวผ่าน
ซเวเรฟเองไม่ได้หลีกเลี่ยงความจริงข้อนี้ เพราะเมื่อถูกถามหลังได้แชมป์ยูเอสโอเพนว่า ตอนนี้เขาคือผู้เล่นดีที่สุดในโลกหรือไม่ เขายอมรับว่า ณ เวลานี้อาจพูดแบบนั้นได้ แต่ถ้าทั้ง ซินเนอร์ และ อัลการาซ สมบูรณ์เต็มร้อย เขาเองยังมองว่า 2 คนนั้นยังเหนือกว่า
นี่เป็นคำตอบที่น่าสนใจ เพราะการคว้าแชมป์เฟรนช์โอเพนและยูเอสโอเพน อาจทำให้ซเวเรฟได้สิ่งที่เขาขาด แต่ยังไม่ได้ปิดฉากการถกเถียงในหัวข้อใหญ่ที่สุด
เขาปรับเกมเพื่อรับมือทั้ง แคร์ร็อต และ คาร์ลิตอส แต่แกรนด์สแลมทั้ง 2 รายการที่เขาได้มา กลับเกิดขึ้นโดยไม่ต้องเอาชนะทั้งคู่ ดังนั้นบทพิสูจน์ต่อไปจึงชัดเจนมาก เขาต้องชนะทั้งสองคนในวันที่ทั้งคู่พร้อม
อย่างไรก็ตาม การคว้ายูเอสโอเพน ทำให้เส้นทางอาชีพของซเวเรฟเปลี่ยนรูปร่างไปแล้ว จากนักเทนนิสฝีมือเยี่ยมที่ไม่มีแกรนด์สแลม กลายเป็นนักหวด 2 แชมป์แกรนด์สแลมภายในเวลาไม่กี่เดือน และสิ่งที่อยู่ตรงหน้าต่อไปคืออันดับ 1 โลก
หลังจบทัวร์นาเมนต์ที่ฟลัชชิงเมโดว์ เขาตามซินเนอร์อยู่ 1,810 คะแนน โดยยังเหลือรายการระดับมาสเตอร์ส 1000 อีก 2 รายการและ ATP ไฟนอลส์ ปิดท้าย
แต่ตัวเลขอันดับโลกอาจไม่สำคัญเท่าความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เพราะซเวเรฟในวันนี้ไม่ได้กำลังไล่ตามสิ่งที่ไม่เคยสัมผัสอีกแล้ว เขารู้แล้วว่าการยืนถือถ้วยแชมป์แกรนด์สแลมรู้สึกอย่างไร และที่สำคัญกว่า เขารู้แล้วว่าตัวเองทำมันซ้ำได้
6 ปีที่เปลี่ยนน้ำตาให้กลายเป็นถ้วยรางวัล
เมื่อมองย้อนกลับไปยังภาพปี 2020 เรื่องราวทั้งหมดแทบสมบูรณ์แบบเกินไป ซเวเรฟ ต้องเล่นในทัวร์นาเมนต์เดียวกัน ในสนามเดียวกัน เจอสถานการณ์ที่คล้ายกัน แต่สุดท้ายผลลัพธ์ออกมาตรงข้ามกัน
ซาช่าในวัย 23 ปีเคยยืนร้องไห้และหวังว่าสักวันจะนำถ้วนแชมป์ยูเอสโอเพนกลับบ้านให้ได้ในสักวัน แต่ ซาช่าวัย 29 ปี กลับชนะแมตช์รอบชิงฯ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชนะแล้ว
ระหว่าง 2 ภาพนั้นคือความพ่ายแพ้หลายครั้ง อาการบาดเจ็บ การตั้งคำถามกับตัวเอง การปรับวิธีเล่น และ รอบชองฯ แกรนด์สแลมที่จบลงด้วยความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่ง เฟรนช์โอเพน 2026 เปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
ดังนั้นยูเอสโอเพน 2026 อาจไม่ได้มีความหมายเพียงเพราะเป็นแกรนด์สแลมรายการสุดท้ายขอวปี หรือเป็นเมเจอร์รายการที่ 2 ในอาชีพ
แต่มันคือหลักฐานว่าแกรนด์สแลมแรกไม่ได้ทำให้ ชายที่ชื่อ อเล็กซานเดอร์ ซเวเรฟ อิ่มตัว แต่มันทำให้เขาเป็นอิสระ
และเมื่อภาระของคำว่า “ยังไม่เคยได้” หายไป สิ่งที่เราเห็นในนิวยอร์ก คือผู้เล่นที่กำลังเริ่มเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่า ในทุกครั้งที่ลงสนามใหญ่
เขาไม่ได้มาเพื่อหวังว่าจะเป็นแชมป์อีกต่อไป แต่ลงสนามด้วยความเชื่อว่าเขาควรเป็นคนที่ถือโทรฟีในตอนจบ
อ้างอิง
- https://www.bbc.com/sport/tennis/articles/clyrkeyn5pgo
- https://www.bbc.com/sport/tennis/articles/c1wx9qpxjg3o
- https://www.nytimes.com/athletic/7592072/2026/09/13/alexander-zverev-us-open-mens-final/
- https://www.nytimes.com/athletic/live-blogs/us-open-2026-live-updates-mens-final-score-result/obanEgTWmRsN/
- https://www.theguardian.com/sport/2026/sep/13/alexander-zverev-wins-us-open-four-sets-ben-shelton
ภาพ: Matthew Stockman / Getty Images


